หลังจากที่เจ้าเมืองฮั่วปรากฏตัว เสียงตะโกนของเหล่าฝูงชนก็ดังขึ้นทันที
เจ้าเมืองฮั่วกวาดสายตามองดูฝูงชนด้วยแววตาพึงพอใจ
“ ทุกท่าน ข้าเจ้าเมืองฮั่วสุ่ย นามว่าฮั่วจินหยุน วันนี้เป็นวันดีที่ข้าจะหาบุรุษให้กับบุตรสาวของข้าฮั่วเหลียงฉี ” เจ้าเมืองฮั่วกล่าวจบเขาก็โบกมือเรียกฮั่วเหลียงฉีให้เดินมาหา
เนื่องจากฮั่วเหลียงฉีสวมหน้ากากผ้าปิดบังใบหน้าเอาไว้ครึ่งหนึ่งทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้าเต็มของนางได้อย่างชัดเจน
แต่ด้วยรูปร่างอรชรและโครงหน้าเรียวสวย ดวงตาที่โค้งเรียวงดงาม ทำให้ไม่ต้องเห็นใบหน้าเต็มก็สามารถบอกได้ว่านางจะต้องเป็นสตรีที่งดงามอย่างแน่นอน
“ นี้คือบุตรสาวของข้า ฮั่วเหลียงฉี ” เจ้าเมืองฮั่วกล่าวขึ้น
ทันใดนั้นเหล่าบุรุษจำนวนมากต่่างก็มองไปที่ฮั่วเหลียงฉีเป็นสายตาเดียวกัน แถมส่วนมากยังเต็มไปด้วยความหลงใหลอีกด้วย
“ เป็นน้องสาวที่งดงามจริงๆ ” เซี่ยเล่ยจีกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจ
แม้ว่านางจะเคยได้ยินมาว่าบุตรสาวเจ้าเมืองฮั่วงดงามหาที่ใดเปรียบแต่นางก็ไม่ได้เชื่อมากนัก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจตะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
“ ก็สู้เจ้าไม่ได้อยู่ดี ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หนานหมิงไม่ได้กล่าวเกินไปจริงๆ เพราะตอนนี้ฮั่วเหลียงฉีเองก็ยังไม่ได้เปิดหน้าทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้นความงามของนางก็ยังห่างกับเซี่ยเล่ยจีอยู่หนึ่งขั้น
เซี่ยเล่ยจีหัวเราะด้วยใบหน้าที่งดงาม จากนั้นนางก็มองไปที่หนานหมิงด้วยแววตาหวานเยิ้มและกล่าวด้วยน้ำเสียงขี้เล่นว่า “ ดูเหมือนว่าคืนนี้ข้าต้องให้รางวัลเจ้าสักหน่อยแล้ว ”
หนานหมิงยิ้มจางๆและมองไปที่เซี่ยเล่ยจีด้วยแววตารักใคร่
จากนั้นเสียงของเจ้าเมืองฮั่วก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ การคัดเลือกของข้าก็ง่ายมาก เพียงแค่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งและคนผู้นั้นก็เป็นอัจฉริยะในวิถียุทธ์ คนๆนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับเลือกเป็นสามีของบุตรสาวข้า ” เจ้าเมืองฮั่วกล่าวเสียงดัง
แน่นอนว่าผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากไม่ได้ติดขัดอะไรในเรื่องนี้ เพราะพวกเขารู้ดีว่าการที่จะคู่ควรกับหญิงงามนั้นจะต้องเป็นอัจฉริยะและมีภูมิหลังที่ดี เพราะถ้าหากเกิดอะไรขึ้นมาพวกเขาก็จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ต่างก็รู้กันดี
“ ท่านเจ้าเมือง ข้าขอถามหน่อยว่าภูมิหลังที่แข็งแกร่งจะต้องแข็งแกร่งในระดับไหน? ” ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งถามด้วยควสมสนใจ
คนอื่นๆเองก็อยากรู้เช่นกันว่าภูหลังที่แข็งแกร่งที่เจ้าเมืองฮั่วต้องการนั่นอยู่ในระดับไหน
เจ้าเมืองฮั่วยิ้มและกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ อย่างน้อยๆภูหลังของบุรุษที่จะแต่งงานกับบุตรสาวของข้าจะต้องมีความแข็งแกร่งอย่างน้อยๆจักรพรรดิยุทธ์ ”
สิ้นเสียงของเจ้าเมืองฮั่ว ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดก็ไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด เพราะอย่างน้อยๆมันก็สมฐานะกับเจ้าเมืองฮั่วเป็นอย่างดี เพราะเจ้าเมืองฮั่วเป็นถึงจักรพรรดิยุทธ์ขั้นปลายที่แข็งแกร่งและมีชื่อเสียง แถมยังเป็นอดีตผู้อาวุโสของนิกายป๋ายหลัวที่มีผู้ฝึกยุทธ์เหนือยุทธ์ขั้นกลางเป็นผู้ปกครอง
ภายในฝูงชน เซียวหลินฉุยกำหมัดแน่นด้วยความโกรธเล็กน้อย แววตาของเขาจ้องมองไปยังฮั่วเหลียงฉีด้วยแววตาจริงจัง เขาตั้งใจว่าจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพาฮั่วเหลียงฉีกลับมาอยู่ข้างกายของเขาอีกครั้ง
บนลานกว้าง เจ้าเมืองฮั่วก็กล่าวต่อว่า “ หลังจากที่คัดเลือกบุรุษได้แล้วข้าจะจัดการแข่งขันขึ้นและใครก็ตามที่เป็นผู้ชนะก็จะได้บุตรสาวของข้าไปครอง ”
เสียงเฮดังขึ้นทั่วทั้งลานกว้าง โดยเฉพาะเหล่าบุรุษที่มั่นใจในตัวเองว่าจะต้องเป็นที่หนึ่งได้
“ แต่เนื่องจากข้าไม่ต้องการใช้เวลามากเกินไป ข้าจะคัดเลือกบุรุษเพียงแค่สิบสองคนเท่านั้น ถ้าหากใครที่คิดว่าตัวเองมีภูมิหลังที่ดีและเป็นอัจฉริยะในวิถียุทธ์ พวกเจ้าก็ขึ้นมาบนลานกว้างนี้ได้เลย ” เจ้าเมืองฮั่วกล่าวขึ้น
ไม่นานก็มีบุรุษหล่อเหลาสวมชุดหรูหราเดินขึ้นมาบนลานกว้างก่อนที่จะโค้งคำนับให้กับเจ้าเมืองฮั่วและฮั่วเหลียงฉี
“ ข้าน้อย ฉิวเยี่ยกวน แห่งตระกูลฉิว ยินดีที่ได้พบท่านเจ้าเมืองและคุณหนูฮั่ว ” ฉิวเยี่ยกวนกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เมื่อทุกๆคนได้ยิน พวกเขาก็พากันประหลาดใจเพราะชื่อเสียงของฉิวเยี่ยกวนแห่งตระกูลฉิวนับว่าโด่งดังพอตัว แถมตระกูลฉิวเองก็แข็งแกร่งใกล้เคียงเจ้าเมืองฮั่วอีกด้วย เพราะบรรพชนของตระกูลฉิวมีหนึ่งคนในระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นปลาย สี่คนจักรพรรดิยุทธ์ขั้นกลางและจักพรรดิยุทธ์ขั้นต้นอีกนับสิบ
ส่วนฉิวเยี่ยกวนก็นับว่าเป็นอัจฉริยะของตระกูลฉิว อายุเพียงแค่สี่สิบปี แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็อยู่ในระดับราชันยุทธ์ขั้นสูงแล้ว นับว่าเป็นหนึ่งในคนที่มีพรสวรรค์สูงมาก
เจ้าเมืองฮั่วมองไปที่ฉิวเยี่ยกวนด้วยความพึงพอใจเพราะเขาเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงของตระกูลฉิวและฉิวเยี่ยกวนมาก่อน
หลังจากนั้นรุ่นเยาว์จำนวนมากก็เดินขึ้นลานประลองพร้อมกับบอกชื่อเสียงของตัวเองออกมาให้กับคนอื่นๆได้ยิน
เพียงไม่นานบนลานกว้างก็มีรุ่นเยาว์หลายสิบคนยืนอยู่ ซึ่งแต่ละคนก็มีชื่อเสียงอย่างมากในพื้นที่การปกครองของนิกายป๋ายหลัว
เพียงแต่ทุๆคนไม่ได้สังเกตเลยว่าสายตาของฮั่วเหลียงฉีไม่ได้มองดูรุ่นเยาว์เหล่านั้นเลย สายตาของนางมองไปยังพื้นที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนเพื่อที่จะหาตัวเซียวหลินฉุย แต่น่าเสียดายที่จำนวนคนเยอะเกินไปทำให้นางไม่สามารถมองหาตัวของเซียวหลินฉุยได้
แต่ถึงอย่างนั้นนางก็มั่นใจว่าเซียวหลินฉุยจะต้องมาที่นี้แน่นอนเพราะนางได้คุยกับเซียวหลินฉุยเมื่อวานแล้วและเขาก็บอกว่าอยู่ในเมืองฮั่วสุ่ยแล้ว
ทางด้านของเซียวหลินฉุยเขาคิดว่าควรจะขึ้นไปข้างบนดีหรือไม่ แต่เขาคิดไปคิดมาก็ปฏิเสธความคิดนั้นเพราะเขากลัวว่าจะสร้างความอับอายให้กับฮั่วเหลียงฉีแทน
เพียงแต่อีกใจหนึ่งเขาก็อยากจะขึ้นไปแต่ด้วยความแข็งแกร่งของเขา แม้ว่าจะขึ้นไปได้ก็คงถูกพวกอัจฉริยะเหล่านั้นหวดกระเด็นตกลงมาจากกลางลานอย่างแน่นอน
‘ ข้าควรทำอย่างไรดี…! ’ เซียวหลินฉุยครุ่นคิดแต่ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
เพียงแต่ไม่นานเซียวหลินฉุยก็ตัดสินใจบางอย่าง ดวงตาของเขากลายเป็นแน่วแน่ขึ้นมา เขารีบส่งกระแสจิตไปหาฮั่วเหลียงฉี
บนลานกลางลานกลางกว้าง
แม้ว่าใบหน้าของฮั่วเหลียงฉีจะถูกปิดด้วยผ้าแต่ถ้าหากสังเกตดีๆจะพบว่าใบหน้าของนางแสดงความประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นนางก็ยกมือขึ้นมาและชูนิ้วชี้ขึ้นหนึ่งนิ้วไว้ที่หูของนาง
ทุกๆคนอาจจะคิดว่าฮั่วเหลียงฉีอาจจะคันตรงบริเวณหู แต่สำหรับเซียวหลินฉุยแล้วเขารู้ดีว่านี้คือข้อความที่ฮั่วเหลียงฉุยส่งมาให้เขาเท่านั้น
เมื่อเซียวหลินฉุยเห็นการส่งสัญญาณของฮั่วเหลียงฉี เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาจากนั้นเขาก็รีบเดินออกจากฝูงชนไป
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครู่หนึ่ง
บนลานกว้างกลางเมืองฮั่วสุ่ย
ฮั่วเหลียงฉีเดินไปกระซิบบางอย่างกับเจ้าเมืองฮั่วก่อนที่นางจะเดินออกมาและกลับไปที่จวนเจ้าเมือง
“ ทุกท่านไม่ต้องตกใจ เมื่อครู่บุตรสาวของข้าต้องการไปกินโอสถเล็กน้อยอีกไม่นานนางก็จะกลับมาเอง ” เจ้าเมืองฮั่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไปสองเค่อ ฮั่วเหลียงฉีก็ยังไม่กลับมา ทำให้สีหน้าของเจ้าเมืองฮั่วเปลื่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ส่งคนของเขากลับไปตามฮั่วเหลียงฉีที่จวน
ผ่านไปประมาณครึ่งเค่อ ผู้ชวยของเจ้าเมืองฮั่วก็กลับมาพร้อมกับกระซิบบางอย่างกับเจ้าเมืองฮั่ว
เมื่อเจ้าเมืองฮั่วได้ฟังดวงตาของเขาก็หรี่ลงและกลายเป็นจริงจังขึ้นมา
“ ทุกท่านข้าขอเวลาครู่หนึ่งเดี๋ยวจะรีบกลับมา ” เจ้าเมืองฮั่วกล่าวจบเขาก็บอกให้ผู้ช่วยของเจ้าอยู่ที่นี้เพืท่อคอยจัดการกับปัญหาต่างๆแทนก่อน
ในขณะที่เจ้าเมืองฮั่วออกไป
หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีเองก็รับรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากหนานหมิงได้ส่งคนของเขาจับตาดูเซียวหลินฉุยเอาไว้ เพราะเขาคิดว่าเจ้าหมอนี้น่าจะสร้างเรื่องให้เขาสนใจได้ และมันก็ไม่ผิดจากที่หนานหมิงคาดเดา เพราะตอนนี้เซียวหลินฉุยได้พาฮั่วเหลียงฉีออกจากเมืองฮั่วสุ่ยไปไกลแล้ว
หนานหมิงที่ทราบเรื่องเขาก็หัวเราะออกมาและกล่าวกับเซี่ยเล่ยจีว่า “ เจ้าหมอนี้น่าสนใจจริงๆ รู้ว่าไม่สามารถเอาชนะคนอื่นๆได้จึงพาคนรักหนีไปทั้งอย่างนั้นเลย ”
เซี่ยเล่ยจีเองก็ชื่นชมในความกล้าของเซียวหลินฉุยเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่พวกเขาประเมินความรอบครอบของเจ้าเมืองฮั่วต่ำไป เพราะตอนนี้ทั้งสองยังไปไกลจากเมืองฮั่วไม่มากนัก แถมเจ้าเมืองฮั่วก็น่าจะมีวิธีการบางอย่างในการติดตามบุตรสาวของตัวเองอยู่ด้วย
ห่างออกไปจากเมืองฮั่วสุ่ยหลายร้อยลี้
เวลานี้เซียวหลินฉุยและฮั่วเหลียงฉีกำลังจับมือกันและวิ่งหนีออกจากเมืองฮั่วสุ่ยด้วยความเร็วสูงสุด
“ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะกล้าลักพาตัวข้าแบบนี้ ” ฮั่วเหลียงฉีหัวเราะร่าพร้อมกับจับมือของเซียวหลินฉุยแน่น
“ ข้าเองก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอก ” เซียวหลินฉุยส่ยหน้าพร้อมกับถอนหายใจ
เพียงแต่ในขณะที่ทั้งสองกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง บนท้องฟ้าเหนือพวกเขา เจ้าเมืองฮั่วก็ติดตามทั้งสองทัน
สำหรับความเร็วของจักรพรรดิยุทธ์ไม่ใช่สิ่งที่ปราชญ์์ยุทธ์จะสามารถเทียบเคียงได้
“ เจ้าสารเลวเซียวหลินฉุยหยุดเดียวนี้!! ” เจ้าเมืองฮั่วเห็นชายหนุ่มที่กำลังจับมือของฮั่วเหลียงฉีวิ่งหนีอยู่เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร
สิ้นเสียงของเจ้าเมืืองฮั่วเขาก็ปลดปล่อยแรงกดดันของจักรพรรดิยุทธ์ออกมา
“ บ้าเอ้ยทำไมเจ้าเมืองฮั่วตามมาเร็วแบบนี้? แถมเขารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี้ ” เซียวหลินฉุยตกใจเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เร่งความเร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
แรงกดดันของเจ้าเมืองฮั่วทำให้ร่างกายของเซียวหลินฉุยทรุดตัวลงกับพื้น แม้กระทั้งฮั่วเหลียงฉีเองก็โดนไปด้วยเช่นกัน แต่ความรุนแรงของแรงกดดันต่างกันอยู่มาก
“ บ้าเอ้ย!” เซียวหลินฉุยกันฟันแน่นก่อนที่จะพยายามลุกขึ้นยืนให้ได้ แต่น่าเสียดายที่พลังของเขาไม่สามารถต้านทานพลังของจักรพรรดิยุทธ์ได้ ทำให้เขาทำได้เพียงนอนอยู่กับพื้นเท่านั้น
“ ท่านพ่อปล่อยหลินฉุยเดี๋ยวนี้นะ ” ฮั่วเหลียงฉีรู้ตัวว่าไม่สามารถหลบหนีไปได้ นางจึงรีบมาขวางเอาไว้พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
สีหน้าของเจ้าเมืองฮั่วเต็มไปด้วยความเย็นชา จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยท่าทีไม่พอใจว่า “ เหลียงฉีเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้าทำแบบนี้เท่ากับฉีกหน้าพ่อต่อหน้ากองกำลังทั้งหมด? ”
“ ท่านพ่อข้าก็เคยบอกกับท่านแล้วว่าคนที่ข้าจะอยู่ด้วยก็คือเซียวหลินฉุยเพียงคนเดียว…คนอื่นข้าไม่ต้องการ ถ้าหากท่านคิดบังคับข้าให้ไปแต่งงานกับคนอื่นข้าฮั่วเหลียงฉีจะขอตัดสันพันธ์กับท่านแล้วจะตายตามเซียวหลินฉุยไป ” ฮั่วเหลียงฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
ใบหน้าของเซียวหลินฉุยเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“ นี้เจ้า…! ” เจ้าเมืองฮั่วจ้องมองบุตรสาวที่ดื้อรั้นด้วยแววตาอ่อนลงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “ ข้าต้องหากองกำลังที่แข็งแกร่งใกล้เคียงกับข้าเพื่อให้เจ้าอยู่สุขสบาย เจ้าจะได้ไม่ต้องลำบาก ”
“ ท่านพ่อข้าไม่ต้องการ ชีวิตนี้ของเหลียงฉีขอเพียงมีเซียวหลินฉุยเพียงผู้เดียว ” ฮั่วเหลียงฉีกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
เจ้าเมืองฮั่วเงียบไป แม้ว่าเขาจะมีบุตรชายและบุตรสาวอยู่หลายคน แต่คนที่เขารักและเอ็นดูมากที่สุดก็คือฮั่วเหลียงฉี เพราะนางเกิดมาจากสตรีที่เขารักสุดหัวใจเพียงแต่สตรีผู้นั้นเสียชีวิตไปหลายปีก่อนแล้ว เขาจึงคอยดูแลฮั่วเหลียงฉีด้วยความรักและเอ็นดูมากที่สุด
ทันใดนั้นเองคนกลุ่มใหญ่ก็ลงมาจากท้องฟ้า ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็คือเหล่าบุรุษที่เสนอตัวเองบนลานกว้างนั่นเอง
เมื่อเหล่าบุรุษเห็นว่าสตรีที่พวกเขาหมายปองกำลังจับมือกับบุรุษที่พวกเขาไม่รู้จัก เห็นได้ชัดว่าน่าจะเกิดปัญหาขึ้นมาและบุตรสาวของเจ้าเมืองฮั่วน่าจะหนีจากงานหาคู่เป็นแน่
“ เจ้าเมืองฮั่วข้าต้องการคำอธิบายสักหน่อย ” ผู้ที่กล่าวก็คือฉิวเยี่ยกวน
เหล่าคุณชายทั้งหลายเองก็มองไปที่เจ้าเมืองฮั่วด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกัน พวกเขามาที่นี้ก็ชื่นชอบฮั่วเหลียงฉี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าฮั่วเหลียงฉีเองก็มีบุรุษในดวงใจอยู่แล้ว เช่นนั้นเจ้าเมืองฮั่วจะจัดงานหาคู่เพื่ออะไร? แบบนี้ไม่ใช่เป็นการหยามหน้าพวกเขางั้นหรือ?
เจ้าเมืองฮั่วเหลือบมองไปยังบุตรสาวของตัวเองที่ยืนอยู่เคียงข้างเซียวหลินฉุยและถอนหายใจออกมา จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆและกล่าวว่า “ คุณชายทุกท่านข้าคงต้องทำให้พวกท่านลำบากเดินทางมาไกลเสียแล้ว วันนี้ข้าจะมอบสมบัติเพื่อเป็นการขอโทษในเรื่องราวนี้เป็นอย่างไร? ”
เหล่าคุณชายทั้งหลายมองหน้ากันก่อนที่จะเห็นแววตาที่เย็นชาของกันและกันได้อย่างดี
“ เจ้าเมืองฮั่วท่านคิดที่จะยกเลิกงานหาคู่ของคุณหนูฮั่ว? ท่านต้องการที่จะล่วงเกินกองกำลังทั้งหมดในนี้งั้นหรือ? ท่านคิดว่าท่านเพียงคนเดียวจะสามารถรับมือกับพวกเราทั้งหมดจริงหรือ แม้ว่าท่านจะเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอกของนิกายป๋ายหลัวก็ตาม แต่ข้าและคนอื่นๆเองก็มีสหายที่เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสในนิกายป๋ายหลัวเช่นกัน ท่านคิดว่านิกายป๋ายหลัวจะยอมช่วยเหลือท่านเพียงคนเดียวงั้นหรือ? ” ฉิวเยี่ยกวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
สีหน้าของเจ้าเมืองฮั่วกลายเป็นจริงจังขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่าสิ่งที่ฉิวเยี่ยกวนกล่าวมาเป็นความจริง แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกแล้ว