เช้าวันถัดมา บรรยากาศภายในร้านมอร์โรว์ยังคงขวักไขว่ไปด้วยผู้คนเหมือนเช่นทุกวัน ข้าวหอมกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมวัตถุดิบหลังเคาน์เตอร์ เธอเช็ดแก้ว จัดวางถ้วยกรดาษ และตรวจสอบความพร้อมของเครื่องบดกาแฟด้วยความชำนาญ ทว่าในใจลึก ๆ กลับเผลอแอบภาวนาว่า
วันนี้ขอให้คุณณิชางานยุ่งจนไม่มีเวลาลงมาทีเถอะ…
คำประกาศศักดาเมื่อเย็นวานที่ว่า ‘ฉันจะทำให้เธอเปลี่ยนใจ’ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของข้าวหอมจนเผลอนอนกอดหมอนข้างขมวดคิ้วไปครึ่งคืน ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด คนอะไรมั่นอกมั่นใจในตัวเองได้ขนาดนั้น
กรุ๊งกริ๊ง~
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่งทรงเสน่ห์ในชุดสูทสีเบจตัดเย็บอย่างประณีต ผมยาวถูกปล่อยสยายแบบลุคสบาย ๆ แต่กลับดูหรูหราจนคนมองต้องเหลียวหลัง เธอเดินก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะมุ่งตรงมายังเคาน์เตอร์ช่องเดิมโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยราวกับที่ตรงนั้นคือ เป้าหมายของการเดินทางมายังจุดนี้
จบกัน คำภาวนาของข้าวหอมปลิวหายไปในอากาศทันที...
เธอได้แต่นึกปลงตกและถอนหายใจยาวในใจ ’เอาอีกแล้วสินะ...’ ก่อนจะรีบดึงหน้าให้กลับมาเรียบตึงและเป็ทางการที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรับมือคนเ้าเล่ห์ตรงหน้า
ณิชายิ้มหวานทันทีที่สบตากับคนหลังเคาน์เตอร์ รอยยิ้มสดใสรับอรุณที่แทบจะไม่เคยมีใครบนตึกสี่สิบห้าชั้นนี้ได้เห็น
“ไง ยัยตัวเล็ก”
“สวัสดีค่ะ คุณณิชา” ข้าวหอมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบราบตามมารยาท
ณิชาแกล้งทำหน้าตึง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วเอียงคอมองพนักงานสาวด้วยสายตาขู่ฟ่อ... ทว่าแท้จริงแล้วกลับเหมือนแมวดำตัวโตที่กำลังหูตก ทำตาละห้อยตัดพ้ออย่างน่าเอ็นดู ละทิ้งคราบคุณบอสผู้ทรงอำนาจแห่งเดชาธนันกรุ๊ปไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแมวดำขี้ดื้อ ที่กำลังเรียกร้องความสนใจจากเ้าของเท่านั้น
“เมื่อวานก็เรียกฉันว่า คุณณิชา วันนี้ก็ยังคุณณิชาอีกแล้วเหรอ?”
ข้าวหอมสบตาคู่คมอย่างไม่ยอมแพ้ “ก็คุณเป็บอสของที่นี่ค่ะ ไม่เรียกแบบนี้จะให้เรียกอย่างไง “
ณิชาฟังแล้วกลับยกยิ้มมุมปาก นึกเอ็นดูหญิงสาวตรงหน้าจนหัวใจเต้นรัวไม่หยุด เอนตัวขยับเข้ามาใกล้เคาน์เตอร์อีกนิด พูดตอบกลับด้วยน้ำเสียงหวาน หน้าตายทว่าแฝงความหยอกเย้า
“เวลาอยู่บนห้องทำงาน ฉันเป็บอส แต่เวลาอยู่ร้านนี้ ฉันเป็ลูกค้า” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ดึงสายตามองใบหน้าเนียนของข้าวหอมอย่างมีนัยยะ “เรียก ‘พี่ณิชา’ ก็ได้”
คำว่า ‘พี่ณิชา’ ทำเอาข้าวหอมชะงักกึก... หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบจนลืมจังหวะหายใจ แก้มเนียนขาวซับสีเืฝาดลามไปถึงใบหูอย่างห้ามไม่อยู่ ความหงุดหงิดถูกความเขินอายที่วิ่งชนอย่างจังกลบจนมิด เธอรู้ทันทีว่า อีกฝ่ายกำลังจงใจหว่านเสน่ห์แพรวพราวใส่ จึงรีบสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งสติเมินคำพูดนั้นเสีย แล้วหลุบสายตาหลบเข้าเื่งานทันทีเพื่อซ่อนอาการเขินอายไว้ก่อนอีกฝ่ายจะรู้ตัว
“วันนี้รับอะไรดีคะ”
“เหมือนเดิม” ณิชาตอบพร้อมรอยยิ้มยวน
“ได้ค่ะ” ข้าวหอมตอบไปตามสัญชาตญาณ
ดวงตาของณิชาเป็ประกายวับขึ้นมาทันตา “ดีจัง... จำเื่ของฉันได้ด้วย”
ข้าวหอมชะงักมือที่กำลังจะหยิบแก้ว ก่อนจะรีบหันมาแก้ตัวเสียงแข็ง “ฉันจำออเดอร์ของ ‘ลูกค้าประจำ’ ทุกคนค่ะ ไม่ใช่แค่คุณ”
ณิชาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำฟังดูน่าฟังจนพนักงานสาวรอบ ๆ แอบหันมามองด้วยความอิจฉา
“เสียดายจัง... ฉันนึกว่า ฉันเป็คนพิเศษของเธอซะอีก”
น่ารำคาญจริง ๆ ...
ข้าวหอมบ่นในใจ พลางรีบหันไปทำฮาเซลนัทร้อนแบบหวานน้อยให้คนหน้าด้านตรงหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีเสียงหัวเราะเอ็นดูของณิชาดังคลออยู่ไม่ห่าง
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา การ ‘ตามจีบ’ ของบอสสาวก็เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังและเปิดเผยต่อผู้คนมากขึ้นอย่างไม่รู้สึกอายใครเลย
ณิชาเริ่มหาเหตุผลลงมาร้านมอร์โรว์บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เมื่อก่อนจะสั่งให้เลขาเป็คนนำกาแฟขึ้นไปให้ที่ห้อง จนกลายเป็เื่คุ้นตาของพนักงานตึกดำ จากเดิมที่มาแค่วันละครั้ง่เช้า ตอนนี้บางวันเธอก็ลงมา่บ่าย ซื้อกาแฟบ้าง ซื้อขนมบ้าง หรือบางวันไม่ได้สั่งอะไรเพิ่ม แต่เดินมานั่งทำงานเอกสารบนแท็บเล็ตราคาเกือบแสนอยู่ที่โต๊ะมุมโปรดใกล้เคาน์เตอร์ ใกล้ข้าวหอม
และสายตาของเธอมักจะละจากหน้าจอมามองพนักงานพาร์ตไทม์ร่างเล็กที่กำลังชงกาแฟอยู่อย่างเงียบ ๆ พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ เสมอ
นั่นคงจะเรียกว่า ‘ความสุขของคุณณิชา’ ได้ล่ะมั้ง
บรรดาเพื่อนร่วมงานในร้านเริ่มจับสังเกตได้ถึงความร่าเริงผิดปกติของเ้าของตึก... สายตาหลายคู่แอบมองสลับไปมาระหว่างบอสสาวผู้เ็ากับพนักงานพาร์ตไทม์ตัวเล็กอย่างอดสงสัยไม่ได้ บรรยากาศมวลบางอย่างที่อบอวลอยู่รอบตัวทั้งคู่ดูตกประหม่าและสนิทสนมกันแปลก ๆ จนทุกคนต่างรู้สึกได้ตรงกันว่า... ระหว่างคุณณิชากับข้าวหอม ต้องมีเื่ราวซับซ้อนบางอย่างซ่อนอยู่มากกว่าแค่เ้านายกับลูกจ้างอย่างแน่นอน
เื่ชาวบ้านเราถนัด
“นี่ ข้าวหอม...” เพื่อนพนักงานรุ่นพี่แอบสะกิดแขนข้าวหอมขณะกำลังพักกะ “ฉันว่ามันชัดมากเลยนะ คุณณิชาเธอมานั่งเฝ้าเธอชัด ๆ ดูสิ หน้าตาดูมีความสุขสุด ๆ เวลาเธอเป็คนยกน้ำไปเสิร์ฟ”
“ไม่ใช่สักหน่อยค่ะพี่” ข้าวหอมปฏิเสธเสียงเรียบ ขณะกำลังจัดเรียงถ้วยกาแฟ “เธออาจจะแค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศทำงานก็ได้”
“เปลี่ยนบรรยากาศอะไรกัน มาทุกวัน?” เพื่อนร่วมงานแกล้งซักต่อ ยิ้มกริ่ม “ตึกตั้งสี่สิบห้าชั้น ห้องทำงานกว้างอย่างกับห้องหรูในโรงแรมห้าดาว เลขาก็มีตั้งสามคน แต่ลงมานั่งร้านกาแฟ ทุกวันเนี่ยนะ? แล้วทำไมต้องมาเฉพาะกะที่เธอเข้าด้วยล่ะ?”
“ก็... ก็ร้านมันอยู่ใต้ตึกเขานี่คะ” ข้าวหอมตอบอย่างไม่สบอารมณ์ รู้สึกสะอึกไปนิดหน่อย
“แต่อีกฝั่งถนนก็มีร้านกาแฟแบรนด์ดังนะ ไม่เห็นเ้าตัวเคยเดินไปเลย”
คำพูดนั้นทำเอาข้าวหอมเงียบกริบ เถียงไม่ออก ได้แต่ขมวดคิ้วแน่นแล้วก้มหน้าก้มตาเช็ดโต๊ะกลบเกลื่อนความรู้สึกร้อนวูบวาบบริเวณหู ที่ตอนนี้มันคงเริ่มออกเป็สีแดงแล้วแน่ ๆ เพราะความจริงที่ว่า คุณณิชาตั้งใจมาหาเธอมันเด่นชัดจนเธอเองก็หาเหตุผลมาแย้งไม่ได้อีกต่อไป
และที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่านั้นคือ คุณณิชาไม่ได้จีบเธอด้วยการทุ่มเงินทองหรือของหรูหราที่ชวนให้รู้สึกอึดอัด แต่กลับเลือกดูแลเธอผ่าน ‘รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ’ ที่คาดไม่ถึง... น่าแปลกที่คนระดับนั้น กลับไม่เคยทำสิ่งที่เธอรู้สึกถูกยัดเยียดเลยสักครั้ง ราวกับรู้ใจและอ่านความรู้สึกของเธอออกทั้งหมด การดูแลที่ละมุนละไมและพอดีไปเสียทุกเื่แบบนี้ มันน่าหงุดหงิดตรงที่เธอมองหาเหตุผลมาปฏิเสธอีกฝ่ายไม่ได้เลยสักข้อ
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ข้าวหอมกำลังยกกล่องลังเมล็ดกาแฟหนัก ๆ เข้าหลังร้าน ร่างสูงของณิชาที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้านก็ตรงเข้ามารับกล่องไปถือไว้แทนอย่างรวดเร็วโดยไม่กลัวว่า สูทหรูจะเปื้อนฝุ่น พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุไม่จริงจังว่า “ของหนักแบบนี้ ทำไมไม่เรียกคนอื่นช่วยล่ะคะ?”
หลังจากเหตุการณ์นั้น บอสใหญ่แห่งตึกดำก็สั่งปรับโครงสร้างห้องสต็อกหลังร้านใหม่ทั้งหมดมีผลบังคับใช้ทันที! ไม่เพียงแต่สั่งขยายพื้นที่ร้านให้กว้างขึ้นและจัดระเบียบชั้นวางของใหม่ แต่คุณณิชายังออกกฎเหล็กข้อใหม่นั่นคือ 'ห้ามวางของซ้อนกันสูงเกินสามชั้นเด็ดขาด'
หรือในวันที่ฝนตกหนัก ข้าวหอมเดินมาถึงหน้าตึกโดยไม่มีร่ม คุณณิชาก็ยื่นร่มคันยาวสีดำยี่ห้อดีให้ พร้อมบอกง่ายๆ ว่า “ฉันมีสำรองบนรถ เธอเอาไปใช้เถอะ ไม่อยากให้ป่วย” ทำตัวอย่างกับพระเอกในซีรี่ย์แนวตั้งอย่างนั้นแหละ
ยิ่งไปกว่านั้น ณิชายังจำได้ว่า ข้าวหอมกินแค่ขนมปัง หรือข้าวไข่เจียวแสนธรรมดา เธอมักจะแอบเนียนฝากแซนด์วิชสุขภาพหรือข้าวกล่องจากร้านคลีนชื่อดังมาให้ผ่านผู้จัดการร้าน โดยอ้างว่าเป็ ‘สวัสดิการพิเศษ’ เพราะรู้ว่าข้าวหอมมักประหยัดเงินจนไม่ค่อยได้กินข้าวเที่ยงดี ๆ แถมบางวันยังฝากขนมเค้กอร่อย ๆ ไปให้ ข้าวกล้อง น้องชายของเธอ โดยพูดติดตลกว่า “ฝากให้เด็กน้อยที่กำลังโตนะ”
และทุกครั้งที่ณิชาถามถึงอาการป่วยของแม่ข้าวหอม น้ำเสียงและดวงตาคู่คมนั้นกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่แท้จริง ไม่มีร่องรอยของการดูถูกหรือวางท่าว่า เป็คนเหนือกว่าเลยแม้แต่น้อย
การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้ ทำให้เกราะป้องกันในใจของข้าวหอมเริ่มสั่นคลอนทีละนิด แม้เธอจะพยายามบอกตัวเองว่า อย่าไปใจอ่อนให้คนรวยหน้าไหนทั้งนั้นก็ตาม คนพวกนี้ชอบฉวยโอกาส และมองคนจนแบบเธอว่า เป็แค่พวกใช้แรงงานเท่านั้นแหละ
่บ่ายของวันถัดมา ร้านมอร์โรว์แน่นขนัดไปด้วยลูกค้า ลำดับออเดอร์ยาวเหยียดทำให้ข้าวหอมต้องเร่งมือทำเครื่องดื่มอย่างวุ่นวาย
ในจังหวะที่เธอกำลังยกก้านชงกาแฟที่เพิ่งผ่านสตรีมนมความร้อนสูง ไอร้อนและน้ำหยดหนึ่งก็กระเด็นมาโดนข้อนิ้วเนียนของเธอเข้าอย่างจัง
“โอ๊ย...” ข้าวหอมชะงักอุทานเบา ๆ เผลอปล่อยด้ามชงลงบนถาดด้วยความใ
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้ทำอะไร มือเรียวสวยอันอบอุ่นของใครบางคนก็ยื่นเข้ามาจับข้อมือของเธอไว้อย่างรวดเร็วและแ่เบา ณิชาที่มารอรับกาแฟอยู่หน้าเคาน์เตอร์ขมวดคิ้วยุ่ง ดึงมือของข้าวหอมขึ้นมาตรวจดูด้วยสีหน้าเครียดขรึมและเป็ห่วงอย่างปิดไม่มิด
“เจ็บตรงไหน?” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยถามทันที ปลายนิ้วโป้งของณิชาลูบเบา ๆ บริเวณรอบ ๆ รอยแดงอย่างระมัดระวัง
ััที่อบอุ่นและสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างบริสุทธิ์ใจนั้น ทำเอาหัวใจของข้าวหอมเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่ง ความอบอุ่นซาบซ่านไปทั่วข้อมือจนเธอต้องตั้งสติ
ข้าวหอมดึงมือของตัวเองกลับเบา ๆ แม้จะไม่ได้สะบัดแรงเหมือนวันแรก แต่ก็เป็สัญญาณของการปฏิเสธ
“ไม่เป็ไรค่ะ... แค่สะกิดนิดหน่อย ขอบคุณค่ะ”
ณิชาหยุดมือทันที เธอไม่ได้ฝืนยึดไว้ ค่อย ๆ ถอยมือกลับอย่างให้เกียรติ สายตาคมยังคงจับจ้องที่รอยแดงบนมือของพนักงานสาวด้วยความกังวล
“โอเค... แต่ถ้าเจ็บ ต้องไปทายาหลังร้านนะ รู้ไหม?”
ข้าวหอมพยักหน้ารับเนือง ๆ พลางหลุบสายตาลงต่ำ รู้สึกแปลกประหลาดในอก... ทั้งที่บอกตัวเองเสมอว่า เธอจะเกลียดผู้หญิงคนนี้ แต่ทำไมทุกครั้งที่ณิชาแสดงความห่วงใยออกมาจากใจจริง หัวใจของเธอถึงได้สั่นไหวแบบนี้กันนะ?
เธอไม่ควรรู้สึกกับคนที่ไม่ควรอยู่ใกล้ ๆ แบบคุณณิชา
เย็นวันนั้น ขณะที่ข้าวหอมกำลังนำขยะออกไปทิ้งที่บริเวณทางออกด้านหลังตึก ซึ่งเป็พื้นที่เชื่อมต่อกับส่วนจอดรถของบริหาร เธอได้ยินเสียงร้องไห้ สะอึกสะอื้นของแม่บ้านวัยกลางคนคนหนึ่ง ดังมาจากมุมตึก
ข้าวหอมแอบหลบมุมอับสายตาแล้วมองดูสถานการณ์ตรงนั้น ก็พบแม่บ้านประจำตึกดำที่รับหิ้วมาซื้อกาแฟให้เหล่าพนักงานออฟฟิศเป็ประจำกำลังยืนก้มหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ต่อหน้าร่างสูงของณิชา
คุณณิชากำลังดุแม่บ้านเหรอ?
ข้าวหอมคิดในใจ ความรู้สึกอคติเริ่มตีกลับมาอีกครั้ง เธอแอบฟังอยู่หลังมุมกำแพงราวกับเป็เื่ที่เธออยากรู้ อยากเห็นมากที่สุดในวันนี้
“คุณณิชาคะ... ดิฉันขอโทษจริง ๆ ค่ะ” เสียงแม่บ้านสะอื้น “ลูกชายดิฉันป่วยหนักต้องเข้ารักษาด่วน ดิฉันเลยเผลอละเลยหน้าที่ ไม่ได้ทำความสะอาดห้องประชุมชั้นสิบห้าตามเวลา ดิฉันยอมรับโทษค่ะ แต่อย่าเพิ่งไล่ออกเลยนะคะ...”
ข้าวหอมนึกว่า บอสสาวผู้สูงส่งคงจะสั่งลงโทษหรือพูดจาเ็าใส่ตามสไตล์คนรวย ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
ณิชาถอนหายใจออกมาเบา ๆ เธอไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธเคืองแม้แต่น้อย มือเรียวยกขึ้นแตะไหล่แม่บ้านคนนั้นเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
“ใครบอกว่าจะไล่ออกคะ?” น้ำเสียงของณิชานุ่มนวลอย่างที่ข้าวหอมไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเวลาเธอคุยกับคนอื่น “เื่งานค่อยว่ากันทีหลัง เื่ลูกสำคัญกว่า ไปดูแลลูกเถอะค่ะ”
ณิชาหันไปหาเลขาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “ช่วยจัดการเื่ค่ารักษาพยาบาลของลูกชายคุณสมศรีให้ด้วย นำเข้าสวัสดิการกองทุนพนักงานกรณีฉุกเฉิน แล้วอนุมัติวันลาพักร้อนให้เธอหนึ่งสัปดาห์... โดยไม่หักค่าจ้าง”
แม่บ้านคนนั้นถึงกับยกมือไหว้ท่วมหัว จนแทบจะเป็การกราบเท้า เธอขอบคุณณิชาทั้งน้ำตาและรอยยิ้มโล่งอก
“ขอบพระคุณค่ะคุณณิชา ขอบพระคุณมาก ๆ ค่ะ!”
“ไม่เป็ไรค่ะ ไปหาลูกเถอะ” ณิชายิ้มบาง ๆ ให้กำลังใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าตึกไป โดยไม่ได้บอกเื่นี้ให้ใครรู้ และไม่ได้ทำเพื่อสร้างภาพใดๆ ทั้งสิ้น
ข้าวหอมยืนนิ่งอยู่หลังกำแพง หัวใจเต้นระทึก ภาพของ CEO เ็า ไร้หัวใจ ที่เธอเคยสร้างไว้ในความคิดเริ่มร้าวะเิออกทีละนิด
หรือจริง ๆ แล้ว... เธออาจจะเข้าใจผู้หญิงคนนี้ผิดไป?
ทว่า ในจังหวะที่ณิชาเดินผ่านมุมกำแพงมาเห็นข้าวหอมเข้าพอดี สายตาคมกริบที่เคยดูสงบนิ่งเมื่อครูกลับเปลี่ยนเป็รอยยิ้มพราวเสน่ห์และแววตาเ้าเล่ห์ในทันตา
“แอบมองฉันเหรอ ข้าวหอม?” ณิชาเอียงคอถาม หยอดคำหวานใส่ทันที “ถ้าอยากมองใกล้ ๆ เข้ามามองในห้องทำงานฉันก็ได้นะ”
ความรู้สึกซาบซึ้งเมื่อครู่ของข้าวหอมมลายหายไปในพริบตา! กำแพงความหงุดหงิดถูกดึงกลับมาตั้งไว้อย่างรวดเร็ว
“เปล่าค่ะ! ดิฉันแค่นำขยะมาทิ้ง ขอตัวก่อนนะคะ!” ข้าวหอมรีบรีบเดินหนีกลับเข้าหลังร้านทันที
ยัยผู้หญิงน่ารำคาญ!
ข้าวหอมคิดในใจ พยายามสลัดภาพความดีของอีกฝ่ายออกไป เพราะเธอยังคงจำภาพเหตุการณ์ในคืนปาร์ตี้คืนนั้นได้ดี... และเธอยังไม่พร้อมจะให้อภัยคนที่ฉวยโอกาสกับเธอเด็ดขาด
ทว่าเพียงสองวันต่อมา เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็จุดชนวนความตึงเครียดให้ะเิขึ้นอีกครั้ง
ข้าวหอมได้รับสายจากแม่ที่บ้านซึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนดีใจ แม่บอกเธอว่าเ้าหนี้รายใหญ่ที่เคยตามข่มขู่ยึดบ้านอย่างหนัก ได้แจ้งข่าวอย่างไม่อยากเชื่อว่า มีผู้ใจบุญมาช่วยยกเลิกดอกเบี้ยทั้งหมด ทั้งยังยอมให้ผ่อนชำระเฉพาะเงินต้นด้วยยอดเงินอันน้อยนิดจนแม่สามารถจ่ายไหว
แทนที่จะรู้สึกยินดี ข้าวหอมกลับรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว นี่มันไม่ใช่เื่ ปกติ
จะมีใครบนโลกนี้ที่เข้ามาวุ่นวายกับเื่หนี้สินของครอบครัวเธอได้ ถ้าไม่ใช่ผู้หญิงที่ชื่อ ณัฐณิชา เดชาธนันท์?
ความรู้สึกสับสนและความเกลียดชังคนรวยที่ชอบใช้เงินจัดการทุกอย่างปะทุขึ้นมา ข้าวหอมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกซื้อด้วยเงินก้อนใหญ่อีกครั้ง เหมือนกับในคืนวันนั้นไม่มีผิด ณิชาทำให้เธอรู้สึกเหมือน ขายตัวแลกหนี้ไม่มีผิด
ทันทีที่วางสาย ความสงสัยก็เปลี่ยนเป็ความหงุดหงิดร้อนใจ ข้าวหอมวางถาดกาแฟในมือลงทันที แล้วตัดสินใจเดินออกจากร้าน ตรงเข้าลิฟต์มุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นสี่สิบห้า... พื้นที่ห้องทำงานของประธานบริหารที่เธอไม่เคยคิดจะก้าวเข้าไปเป็ครั้งแรก!
เมื่อมาถึงหน้าห้องทำงานหรูหรา เลขาหน้าห้องพยายามจะห้าม แต่เมื่อณิชาที่นั่งอยู่ข้างในเห็นผ่านกระจกบานโต เธอก็ยกมือเป็สัญญาณให้เลขาเปิดทางให้พนักงานสาวเดินเข้ามา
ประตูไม้หนาเก็บเสียงอย่างดีถูกปิดลง บรรยากาศภายในห้องทำงานกว้างขวาง ในตอนนี้มันกลับตึงเครียดขึ้นมาทันที ด้วยอารมณ์ของคนที่เพิ่งเดินเข้ามาเมื่อครู่
ข้าวหอมยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ มองหน้าบอสสาวที่นั่งอยู่หลังโต๊ะด้วยสายตาผิดหวังและโกรธเคืองอย่างเปิดเผย นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเธอได้คุยกันอย่างจริงจังโดยไม่มีบรรยากาศหยอกล้อ
“คุณณิชาช่วยเื่หนี้ของแม่ฉันใช่ไหมคะ?” ข้าวหอมถามเข้าประเด็นทันที น้ำเสียงสั่นเทาด้วยความอัดอั้น
ณิชานิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาคมฉายแววประหลาดใจก่อนจะเรียบตึงขึ้น เธอไม่ได้ปฏิเสธ และไม่ได้ตอบรับในทันที
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบ ข้าวหอมจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เน้นหนักทุกคำ “ฉันเคยบอกคุณแล้วใช่ไหมคะ ว่าฉันไม่ชอบคนประเภทที่คิดว่าตัวเองมีเงิน มีอำนาจ แล้วจะเข้ามาจัดการชีวิตคนอื่นยังไงก็ได้! ฉันไม่้าความช่วยเหลือจากคุณ และฉันไม่้าให้คุณมายุ่งกับชีวิตฉัน!”
ณิชามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาจริงจังและนิ่งสงบ เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเดินออกมาจากหลังโต๊ะทำงาน หยุดยืนอยู่ตรงหน้าข้าวหอมโดยเว้นระยะห่างไว้พอเหมาะ
“ฉันรู้ค่ะ...” ณิชาตอบเสียงเรียบ
“รู้แล้วทำไมยังทำคะ?!” ข้าวหอมตวาดถาม น้ำตาแห่งความอึดอัดเริ่มคลอเบ้า “คุณ้าอะไรจากฉันกันแน่? คุณคิดว่าใช้เงินชดเชยเื่ในคืนนั้น แล้วฉันจะยอมคุณเหรอ?”
คำว่า ‘คืนนั้น’ ทำให้ดวงตาของณิชากระตุกวูบไปนิดหนึ่ง แต่เธอไม่ได้อธิบายเื่ในคืนนั้น ออกมา มีเพียงน้ำเสียงอธิบายที่ตรงไปตรงมาและอ่อนโยนที่สุด
“ฉันทำ... เพราะฉันเป็ห่วงเธอค่ะ ข้าวหอม”
“ไม่ใช่ธุรอะไรที่คุณจะต้องมาห่วงฉันขนาดนี้” ข้าวหอมสวนกลับทันควัน
ณิชามองใบหน้าหวานที่กำลังสั่นระริกด้วยความโกรธอย่างเงียบๆ คลายความแข็งกร้าวในดวงตาลง เหลือเพียงความอ่อนโยนที่ส่งผ่านออกมา น้ำเสียงเบาลงทว่าจับใจคนฟัง
ความห่วงใยที่อัดแน่นอยู่ในใจล้นอก จนณิชาไม่สามารถเก็บกดมันไว้ได้อีกต่อไป เธอจ้องมองคนตรงหน้านิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและจริงใจ
“ฉันรู้ว่าเธอคิดแบบนั้น...” ณิชาเอ่ยสบตากับข้าวหอม “แต่ฉันไม่อยากให้เธอลำบาก ฉันเป็ห่วงเธอจริง ๆ นะ”
คำพูดตรงไปตรงมาที่ปราศจากความถือตัวแม้แต่น้อย ทำเอาข้าวหอมยืนอึ้งจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ หัวใจร่วงวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม กำแพงสูงลิบที่ตั้งการ์ดเอาไว้ แทบจะพังทลายลงมาด้วยคำพูดง่าย ๆ เพียงประโยคเดียว
หลังประตูห้องทำงานปิดลง…
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องทำงานสี่สิบห้าชั้นอีกครั้ง ณิชายืนนิ่งอยู่กลางห้อง มองดูประตูที่เพิ่งปิดลงด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
ผู้หญิงที่กุมอำนาจเหนือคนนับพัน ผู้หญิงที่ไม่เคยแพ้ใครในโลกธุรกิจหรือโลกมืด ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เธอทอดสายตามองออกไปนอกกระจกบานโต เห็นทิวทัศน์เมืองหลวงยามเย็น
ภายนอกเธออาจดูมั่นใจและทรงอำนาจ แต่ลึ กๆ แล้ว ณิชาเองก็ไม่รู้เลยว่า ต้องทำอย่างไร... ถึงจะทลายกำแพงในใจของพนักงานร้านกาแฟตัวเล็ก ๆ คนนี้ได้ โดยที่ไม่ทำให้เธอต้องเ็ป
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูขัดจังหวะความคิด ร่างของ ภักดี ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำสนิท ซึ่งเป็ลูกน้องคนสนิทและมือขวาในโลกมืดของณิชา เดินก้าวเข้ามาในห้อง สายตาของเขาเด็ดเดี่ยวและจริงจัง
“นายหญิงครับ” ภักดีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “เื่หนี้สินของครอบครัวคุณข้าวหอม... สายของเรารายงานว่า พวกมันไม่ได้ยอมผ่อนผันเพราะเราไปไกล่เกลี่ยอย่างเดียวครับ”
รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของณิชาหายวับไปทันที ดวงตาคู่คมเปลี่ยนเป็ความเ็าและทรงอำนาจในพริบตา รังสีแห่งความน่าเกรงขามแบบผู้นำเครือข่ายมืดครอบคลุมไปทั่วทั้งห้อง
“หมายความว่ายังไง?” ณิชาถามเสียงเรียบ เย็นเยือกจนน่าขนลุก
“มีพวกของ ‘แก๊งวายุศิลา’ ฝั่งตรงข้าม กำลังเริ่มสืบหาข้อมูลของครอบครัวคุณข้าวหอมครับ คาดว่าพวกมันน่าจะรู้แล้วว่าคุณข้าวหอมมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับนายหญิง จึงคิดจะใช้หนี้ก้อนนี้เป็เครื่องมือเล่นงานเรา”
ณิชานิ่งไป ดวงตาสีเข้มฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง
พวกมันกำลังจะแตะต้องดวงใจของเธอ…
“ส่งคนของเราไปเฝ้าแม่กับน้องชายของเธอไว้ห่าง ๆ” ณิชาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉ็ดขาด “อย่าให้พวกมันเข้าใกล้ครอบครัวเธอได้แม้แต่ก้าวเดียว และถ้าพวกมันลงมือ... จัดการให้เงียบที่สุด”
“รับทราบครับ นายหญิง” ภักดีรับคำสั่ง ก่อนจะก้มหัวแล้วถอยหลังเดินออกจากห้องไป
เมื่ออยู่คนเดียวอีกครั้ง ความเ็าบนใบหน้าของณิชาก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เธอเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูขึ้นมาเปิดหน้าจอ
รูปบนหน้าจอสมาร์ตโฟนของเธอ... ไม่ใช่รูปหุ้นหรือกราฟธุรกิจ แต่เป็รูปถ่ายแอบถ่ายใบหน้าหวานของข้าวหอม ตอนกำลังตั้งใจตั้งหน้าตั้งตาชงกาแฟอยู่หลังเคาน์เตอร์ รอยยิ้มสดใสและดวงตาตั้งใจของคนในรูป ทำให้หัวใจของมาเฟียสาวแสนเ็ากลับมาอบอุ่นอีกครั้ง
ณิชามองรูปนั้นแล้วจุดรอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปาก ความหมองเศร้าเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น
“จะให้ฉันเลิกยุ่งกับเธอเหรอ...”
ณิชาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตามองรูปถ่ายของพนักงานสาวด้วยความรักและหลงใหลอย่างปิดไม่มิด
“ยากหน่อยนะ... ข้าวหอม”