ข่าวการปลดราชครูและอัครมหาเสนาบดีถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว สร้างความเดือดดาลให้กับคนที่รักพวกเขาเป็อย่างมากเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันไม่ไช่การปลดจากตำแหน่ง แต่มันคือการเนรเทศมากกว่า
ทันทีที่หลี่ซือนำตัวคนทั้งสองออกจากตำหนักของรัชทายาทพวกเขาถูกนำตัวกลับไปที่บ้านเพื่อเก็บสัมภาระและสิ่งของจำเป็คนละเล็กละน้อยเท่าที่พาติดตัวไปได้จากนั้นพวกเขาก็ถูกนำตัวออกไปในทันที โดยไม่มีโอกาสแม้จะอำลาข้ารับใช้ภายในบ้าน
เหล่าขุนนางที่สนิทกับคนทั้งสองต่างก็ออกมารอส่งที่ประตูเมืองสีหน้าของคนทั้งสองในตอนนี้ดูหม่นหมองเศร้าสร้อยเป็อย่างมากตอนนี้พวกเขาต้องจากบ้านเมืองที่สร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองโดยพวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดว่า จุดหมายปลายทางต่อไปจะเป็ที่ใด
แม้ภายนอกพวกเขาทั้งสองจะยังคงมีความมั่นคงหนักแน่นไม่แสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงความอ่อนแอที่กำลังเกาะกินอยู่ภายใน แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงในขณะนี้ พวกเขาทั้งสองไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งก้าวเดินให้พ้นประตูเมืองออกไป
พวกเขาทั้งสองโบกมืออำลาผู้คนที่มายืนรอส่งไม่มีคำกล่าวใดๆ ออกจากปากของคนทั้งสองนอกจากคำสั่งเสียเล็กๆ ที่ฝากไว้กับเพื่อนๆขุนนางที่มาส่ง “ข้าขอฝากบ้านเมืองไว้กับพวกท่านด้วย” แม้จะเป็เพียงคำสั้นๆ แต่ก็เรียกน้ำตาจากหลายๆ คนได้เช่นเดียวกัน
หลี่ซือพยายามกีดกันไม่ให้ผู้ที่มาส่งได้เข้าถึงตัวราชครูและอัครมหาเสนาบดีเบื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากพวกเขาได้มีโอกาสอำลากันหลายคนอาสาจะไปส่งยังจุดหมายปลายทาง ขอเพียงบอกมา แต่ด้วยคำสั่งของรัชทายาทนั้น ยากที่จะมีใครกล้าขัดขืนแม้จะไม่ได้ไปส่งยังจุดหมาย แค่มาให้กำลังใจกันในยามนี้ ก็นับว่าดีมากแล้ว
ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงประตูเมืองทันทีที่ประตูถูกเปิดออก หัวใจของพวกเขาก็ห่อเหี่ยวอย่างบอกไม่ถูก นี่คงไม่ใช่ความฝันแต่มันคือความจริง ที่พวกเขาต้องจากบ้านเมืองไปแล้วใต้เท้าทั้งสองหันกลับไปมองเื้ัอีกครั้ง หันไปมองกลุ่มคนที่มาส่งพวกเขาเป็ครั้งสุดท้ายแม้ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาในยามนี้ แต่ความรู้สึกที่แสดงออกมาทางใบหน้า ย่อมบ่งบอกทุกอย่างได้เป็อย่างดีทุกคนพยายามอย่างที่สุดที่จะกลั้นน้ำตาไม่ไห้ไหลออกมา พวกเขายืนมองอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งหลี่ซือเข้ามากระชากใต้เท้าทั้งสองไป
“เขาคงไม่มา” ราชครูเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ในตอนที่เดินก้าวพ้นประตูเมืองออกไป
“หวังหย่งอาจจะยังไม่รู้ก็เป็” อัครมหาเสนาบดีพูดปลอบใจ
“มีหรือที่หวังหย่งจะไม่รู้” ทั้งสองได้แต่ถอนหายใจก่อนที่ก้าวออกพ้นประตูเมืองไป แล้วประตูก็ถูกปิดทันทีที่ใต้เท้าทั้งสองก้าวพ้นไป บัดนี้ ชีวิตใหม่ของชายชราสองคนได้เริ่มขึ้นแล้ว
เมื่อออกมาพ้นประตูเมืองถนนข้างหน้าที่ทอดยาวออกไป ถนนที่เคยเป็เส้นทางที่ใช้เดินทางไปมายังเมืองต่างๆมานับครั้งไม่ถ้วน แต่บัดนี้ ถนนเส้นนี้ กำลังจะนำพวกเขาไปยังจุดหมายที่ไกลออกไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เมื่อก้าวเดินออกไปแล้วนั้นจะมีโอกาสได้กลับมาอีกเมื่อไหร่ใต้เท้าทั้งสองยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งเนื่องจากการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีการวางแผนมาก่อน จึงไม่อาจตัดสินใจได้ว่า ทางแยกข้างหน้าพวกเขาจะเลือกเดินไปทางใด ขณะที่กำลังยืนลังเลอยู่นั้น ได้มีรถม้าคันใหญ่วิ่งตรงมายังพวกเขา รถม้าหยุดห่างจากที่ใต้เท้าทั้งสองยืนอยู่ไม่ไกลนักเมื่อรถมาจอดสนิทแล้ว เด็กรับใช้คนหนึ่งได้เข้ามาเชิญพวกเขาทั้งสองให้ไปยังรถม้าเมื่อประตูรถม้าถูกเปิดออก สิ่งที่พวกเขารออยู่ก็ปรากฏขึ้น เพราะคนที่อยู่ในรถม้าคันนั้นคือ หวังหย่ง
“เชิญใต้เท้าทั้งสองขึ้นมาก่อน” เ้าของรถม้าไม่รอช้าที่จะเชิญพวกเขาให้ขึ้นมานั่งข้างๆ
โดยไม่ต้องให้เชิญซ้ำสอง คนทั้งสองก็รีบก้าวขึ้นไปบนรถม้าทันที จากนั้นรถม้าคันนั้นก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ
“ข้าต้องขออภัยใต้เท้าทั้งสองด้วยที่ไม่อาจไปร่วมส่งใต้เท้าทั้งสองกับบรรดาขุนนางเ่าั้ได้ ใต้เท้าทั้งสองคิดหรือยังว่าจะไปที่ไหน” หวังหย่งถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“อายุปูนนี้แล้วไปอยู่ที่ไหนก็คงจะไม่นานแล้ว ยังจะเลือกทำไมอีกว่าจะไปไหน พวกเราคงจะเดินทางไปเรื่อยๆค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น แผ่นดินนี้กว้างใหญ่นัก มีอีกหลายที่ให้พวกเราได้ไปชื่มชมเ้าไม่ต้องห่วงหรอก พวกเราไม่ลำบากแน่” ราชครูเอ่ยออกมาอย่างเศร้าๆ
“นี่ยังดี ที่เราทั้งสองไม่มีครอบครัวให้ต้องเป็ห่วงตัวคนเดียวเช่นนี้ คงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล” อัครมหาเสนาบดีกล่าวต่อ
“ใต้เท้าเป็ถึงราชครูและอัครมหาเสนาบดีใยจึงคิดน้อยใจเช่นนี้ บัดนี้บ้านเมืองผลัดใบย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็ธรรมดาแต่คนมีความสามารถเช่นใต้เท้าข้าเชื่อว่า จะไปอยู่ที่ใดก็มีแต่ผู้คนให้การต้อนรับ”
“บัดนี้เราทั้งสองไม่ใช่ราชครูหรือเสนาบดีใดๆ อีกแล้ว คุณชายเรียกข้าว่า ตงหยางเถอะ ชื่อนี้ไม่มีใครเรียกข้ามานานแล้ว ข้าจะมีความสุขมากกว่า ส่วนตาเฒ่าที่อยู่ข้างๆ ข้านี่คือ อี้เฉิน บัดนี้ พวกเราเป็เพียงสามัญชน ชาวบ้านธรรมดาๆเท่านั้นจะไม่มีราชครูและเสนาบดีอีกต่อไปแล้ว”
“ข้าเห็นด้วยข้าอยากได้ยินคนเรียกข้าเช่นนี้มานานแล้ว สมัยที่ข้ายังเป็อี้เฉินแม้จะไม่มีตำแหน่งใหญ่โตอะไร แต่ทุกๆ วันข้าก็มีความสุขมากมายเหลือเกิน”
“แต่แววตาของใต้เท้าในตอนนี้ มันไม่เป็เช่นนั้นเลย”หวังหย่งพูดจริงจัง ทำเอาใต้เท้าทั้งสองสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
บัดนี้ ภายในรถม้าคันนั้นบรรยากาศได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง ความสุขของการพบปะกันในครั้งแรกหายไป ใต้เท้าทั้งสองเริ่มแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกจริงๆ ที่อยู่ภายใน ความรู้สึกที่บอกว่า ในเวลานี้พวกเขาทั้งสอง มีแต่ความสิ้นหวัง
“เ้าจะให้ข้ายิ้มแย้มได้อย่างไร อย่าว่าแต่จุดหมายที่จะไปคืนนี้จะนอนที่ไหนก็ยังไม่รู้ เงินติดตัวมาแค่เพียงน้อยนิด คงจะอยู่ได้ไม่กี่วัน”
“อี้เฉิน ท่านจะกลัวไปทำไม ในเมืองหลวงข้ายังพอมีคนรู้จักอยู่บ้างคงจะพออาศัยได้ชั่วคราว ค่อยๆ หาลู่ทางกันไป ข้าเชื่อว่า พวกเราไม่ตกยากหรอก”
“เช่นนั้นข้าว่าแบบนี้ดีกว่า”หวังหย่งรีบเสนอหนทาง พร้อมๆ กันรถม้าอีกคนวิ่งเข้ามาประกบรถของพวกเขาหวังหย่งสั่งให้คนขับรถม้าจอดรถ แล้วหันกลับมาคุยกันคนทั้งสอง
“ข้าได้เตรียมทุกอย่างไว้ให้ใต้เท้าแล้วรถม้าคันนั้น จะพาใต้เท้าไปยังเมืองหลวง ตรงชายแดนจะมีอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งที่นั่นมีศิษย์ร่วมสำนักของข้าหลายคนพวกเขากำลัง้าคนดีมีฝีมือไปช่วยงานอยู่พอดี ข้าเชื่อว่าความสามารถของใต้เท้าทั้งสอง ย่อมมีประโยชน์ต่อพวกเขาเป็แน่ ขอให้ใต้เท้าทั้งสองเชื่อใจข้าอย่าปฏิเสธข้อเสนอของข้าเลย”
ผู้าุโทั้งสองหันไปปรึกษาหารือกันเล็กน้อยก่อนที่จะตอบตกลงตามข้อเสนอของหวังหย่ง
“เช่นกันก็ดีแล้ว ข้าเกรงว่าข้าออกนอกเมืองมานานมากแล้ว ข้าไม่อยากให้รัชทายาทระแวง คงต้องกลับก่อนทางนี้ข้าจะศิษย์น้องของข้าจะพาใต้เท้าไปส่ง เช่นนี้จะดีหรือไม่”
“ชีวิตของพวกข้าเป็หนี้เ้ามากมายนัก ข้าเกรงว่าจะตอบแทนไม่ไหว” ตงหยางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เศร้าๆแม้จะไม่มีน้ำตาไหลออกมา แต่ก็รับรู้ได้ว่า ในใจของเขากำลังร้องไห้อย่างหนัก
“ใต้เท้าไม่ต้องตอบแทนข้าหรอกคนดีดีเช่นพวกท่าน์ย่อมคุ้มครองอยู่แล้ว”
พวกเขากล่าวคำอำลากันเพียงสั้นๆก่อนจะแยกย้ายกันไป
...................................................................
หวังหย่งกลับมาถึงตำหนักในเวลาพลบค่ำไปแล้วก่อนกลับเข้าตำหนักเขาแวะเข้าไปทำภารกิจสองสามอย่างเขายังมีเวลาเหลือเฟือที่จะเดินหาซื้อของกลับมาฝากองค์หญิงหนิงอัน
บัดนี้ใต้เท้าทั้งสองคนที่คอยสนับสนุนเคียงข้างเขามาตลอดไม่อยู่แล้ว จากนี้ไปเขาก็ต้องจะต้องฝ่าฝันปัญหาแต่เพียงลำพัง เขาเองก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมต้องเขาจะต้องอยู่ต่อสู้ถึงขนาดนี้ ทำไมเขาไม่ยอมถอยไป กลับไปยังสำนักไฉ่หงกลับไปอยู่กับน้องๆ กับอาจารย์ ที่นันมีงานให้เขาทำตั้งมากมาย
หาไม่แล้ว หากเขาอยากจะอยู่อย่างสะดวกสบายเขาก็แค่ทำตัวเอาหูไปนาเอาตาไร่ ทำเป็ไม่เห็นสิ่งที่คนพวกนั้นกำลังทำอยู่เขาสามารประจบสอพลอรัชทายาทได้ดีกว่าคนพวกนี้มากนัก ถ้าเขายอมทำแบบนั้นเขาก็คงจะสบายไปจนวันตาย แต่ทำไมเขาต้องทำถึงเพียงนี้นั่นก็เพราะว่า แต่ไหนแต่ไรมา อาจารย์ได้ปลูกฝังความคิดไว้ในหัวเขาของเสมอมาในเื่ของความซื่อสัตย์สุจริตความเป็คนดีมีความกตัญญู หากเขายังยอมรับในสิ่งผิดๆ ที่คนพวกนั้นทำอยู่นั่นเท่ากับเขาไม่เชื่อฟังคำอาจารย์
บางทีเขาก็คิดว่าทำไมเขาจึงไม่หนีออกไปจากที่นี่ซะ แต่เขาก็ติดอยู่กับหนิงอัน ภรรยาสุดที่รักที่เขาไม่อยากให้ชีวิตที่สะดวกสบายของนาง ต้องมาพบจุดจบเพราะคนอย่างเขาเขาจะต้องอดน ต้องสู้ เพื่อยืนหยัดเพื่อคนที่รัก และที่สำคัญที่สุดก็คือเขาอยากให้เหอฉีเป็สถานที่เติบโตของลูกๆ ของเขาครอบครัวของเขาจะต้องโตมาในบรรยากาศของแคว้นเหอฉี ที่เคยเป็มาก่อนหน้านี้เท่านั้น
หวังหว่งกลับเข้าตำหนักด้วยใบหน้ายิ้มแย้มถ้าหากเป็เวลากลางวัน เขาย่อมรู้ได้ในทันทีว่าจะต้องไปหาภรรยาของเขาที่ไหนแต่เวลาพลบค่ำเช่นนี้ นางอาจจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ในห้องพัก ในห้องทรงงาน หรือในสวนแต่เขาเดินหานางจนทั่วก็ไม่พบ จนมาถึงที่สุดท้ายที่เขาคิดว่านางจะอยู่
หวังหย่งไปพบองค์หญิงหนิงอันกำลังนวดแป้งอยู่กับคนรับใช้ในครัวใบหน้าที่มอมแมม เลอะไปด้วยฝุ่นแป้ง ทำให้หวังหย่งขำเป็อย่างมากทันทีที่นางเห็นเขาหัวเราะ นางก็ทำหน้าบึ้งใส่เขาทันที
“ไม่ทำแล้วน้องอุตส่าห์นวดแป้งจนเมื่อยแขนไปหมดแล้ว กะว่าจะทำบะหมี่อร่อยๆ ให้ท่านพี่แต่ดูสิ ท่านกลับหัวเราะข้า”
“ข้าเปล่านะข้าไม่ได้หัวเราะเ้าสักหน่อย”
“เชอะ ไม่ต้องเลย”
“มานี่ ข้ามีของมาฝากเ้าด้วย นี่ไงขนมโปรดของเ้า” หวังหย่งเดินไปใกล้ๆ พร้อมกับอวดห่อขนมให้นางดู เมื่อเห็นของฝากนางก็เปลี่ยนทาทีในทันที เดินเข้ามาจะแย่งขนมในมือของหวังหย่ง แต่เขาก็ดึงกลับมา
“ไม่ได้เ้าจะต้องไปทำบะหมี่ให้เสร็จก่อน ไม่งั้นข้าจะไม่ให้ขนมกับเ้า เ้าจะต้องทำเยอะๆเลยนะ ข้าอยากชิมฝีมือของเ้าจนทนไม่ไหวแล้ว”
“ก็ได้ ห้ามโกงนะ”องค์หญิงหนิงอันหันกลับไปนวดแป้งอย่างว่านอนสอนง่าย
“ข้าไปรอเ้าที่ห้องนะ รีบตามมาละ”หวังหย่งเดินออกจากห้องครัวไปท่ามกลางรอยยิ้มของเด็กรับใช้ที่เห็นคนสองคนนี้หยอกล้อกันอย่างมีความสุข
ค่ำคืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ส่องแสงสว่างไปทั่วทุกที หลังรับประทานอาหารเสร็จหวังหย่งถือโอกาสออกมานั่งชมจันทร์เคียงคู่กับองค์หญิงหนิงอันตรงระเบียงหน้าตำหนักเวลาเช่นนี้ พวกเขาน่าจะไปนั่งชมจันทร์ในสวนมันคงจะดี แต่หวังหย่งกลับบอกว่าหากได้นั่งมองดวงจันทร์เคียงข้างองค์หญิง ไม่ว่าจะเป็ที่ไหน ดวงจันทร์ก็สวยเสมอ
องค์หญิงแอบมองแววตาของหวังหย่งก็รับรู้ได้ทันทีว่าแม้ภายนอกเขาจะพยายามแสร้งทำเป็มีความสุข แต่ลึกๆ ในใจของเขานั้นมีบางอย่างซ่อนอยู่ และนางเองก็รู้ว่าเป็เื่ใด
“ท่านพี่จะทำอย่างไรต่อหลังจากนี้” องค์หญิงถามแทรกขึ้นมา
“ไม่เอานา เวลาเช่นนี้อย่าเอาเื่เครียดๆมาคุยกันเลย” หวังหย่งแสร้งไม่ยอมตอบ
“คนรอบข้างท่านถูกเสด็จพี่ขับออกไปหมดแล้ว ท่านจะอยู่ได้อย่างไร” องค์หญิงไม่ยอมลดละ ยังถามต่อไป
“ข้าก็อยู่กับเ้าอยู่นี่ไง”
“ท่านพี่อย่าแสร้งทำเป็เล่นไปหน่อยเลยน้องรู้ว่าในใจของท่านพี่ในตอนนี้ กำลังร้อนรุ่ม”
“งั้นเ้าอยากจะให้ข้าทำเช่นไร”
“จะเป็ไรมั้ยถ้าท่านจะทำเป็มองไม่เห็นสิ่งที่พวกเขาทำกันอยู่ แล้วโอนอ่อนผ่อนตาม อยู่แบบนี้เราก็จะไม่ต้องมีเื่ให้กังวล”
“เช่นนั้น อีกไม่นานบ้านเมืองของเราก็คงจะพบจุดจบ เ้าอยากให้ลูกๆ ของเราถูกจับไปเป็เชลยอย่างนั้นหรือ”
“แต่ท่านก็ไม่ต้องค้านเสด็จพี่ไปทุกเื่ก็ได้”
“สิ่งที่ข้าบอกพวกเขาไม่ได้เป็เื่ที่หนักหนาเลย เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมฟังข้าก็เท่านั้น”
“มีแต่คนพูดกันว่า หากสิ้นฮ่องเต้แล้วบ้านเมืองจะกลับไปสู่ความวุ่นวาย”
“แต่เสด็จพี่ของเ้าก็ก่อความวุ่นวายั้แ่ฮ่องเต้ยังไม่ต”
“เช่นนั้นท่านก็ไปบอกเสด็จพี่ให้รอก่อนไม่ได้เหรอ”
“ข้าเคยบอกเขาแล้วแต่เขาไม่ยอมรอ มาบัดนี้ต่อให้เขายอมอดทนรอ เขาก็คงจะหมดสิทธิ์แล้ว”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“ความบาดหมางล่าสุด ทำให้ทุกๆ แคว้นมองเหอฉีเป็ศัตรูทุกคนรู้ดีว่า รัชทายาทหวังสิ่งใด ดังนั้น ทันทีที่ฮ่องเต้ตแทนที่ทุกคนจะมุ่งไปที่เมืองหลวง พวกเขาก็จะมุ่งมาโจมตีพวกเราแทน”
“ใครล้มเสด็จพี่ได้ก็ได้เป็ฮ่องเต้”
“เ้าคิดถูกแล้ว”
“มันไม่มีทางเลือกอื่นเลยหรือ”
“เ้าคงรู้ไว้ การเมืองมันพลิกผันได้ตลอดเวลาอยู่ที่เราจะเลือกเดินเส้นทางทางไหน ข้าเชื่อว่ายังพอมีเวลาแต่รัชทายาทจะรับฟังข้าหรือไม่ก็เท่านั้น”
“น้องจะพยายามเกลี้ยกล่อมเสด็จพี่ให้เชื่อฟังท่าน”
“งั้นเ้าก็ลองดู”
ทันทีที่หวังหย่งพูดจบ คนรับใช้ก็วิ่งมาบอกคนทั้งสองว่ารัชทายาทเสด็จมาที่ตำหนัก รอพบพวกเขาทั้งสองอยู่แล้วที่สวนเช่นนั้นองค์หญิงจึงรู้ได้ทันทีว่าทำไมหวังหย่งจึงปฏิเสธที่จะไปนั่งมองจันทร์ที่สวนั้แ่แรก