ตอนที่ 2 ทะลุมิติมาเป็ตัวร้ายแห่งโชคชะตา
กู้ฉางเกอทอดสายตามองอย่างเงียบสงบ ก้มหน้าลงเป่าชาในถ้วยเบาๆ
เสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ ไร้ซึ่งธุลีมลทิน
ใบหน้าหล่อเหลางดงามไร้ที่ติ คล้ายมีหมอกบางเบาปกคลุมอยู่ ดวงหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
แต่หากเพ่งมองให้ลึกซึ้ง จะเห็นชัดว่าความรู้สึกที่เขาแสดงออกนั้น เป็เพียงความเ็าต่อโลก ไม่แยแสสิ่งใด
ราวกับกำลังมองลงมายังโลกเบื้องล่าง
ทำให้ผู้คนยากที่จะหยั่งรู้ความคิดของเขา
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในมหาวิหารแห่งนี้ ดูเหมือนจะไม่อยู่ในความใส่ใจของเขา
ราวกับว่าเขาได้อยู่เหนือทุกสิ่ง เหมือนไม่เกี่ยวข้องกับโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง
นี่คือความรู้สึกในใจของผู้คนทั้งหลายที่มองดูเขาในยามนี้
ไม่ว่าผู้ใดที่ได้เห็น ก็ย่อมสามารถััได้ถึงความไม่ธรรมดาของบุรุษหนุ่มในอาภรณ์ขาวผู้นี้
ไม่ว่าจะเป็ท่วงท่าหรืออากัปกิริยา ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความสูงส่งที่อยู่เหนือโลกมนุษย์
ราวกับว่าเขามิใช่คนในโลกปุถุชน
แน่นอนว่า คนทั้งหลายที่มองมาไม่มีทางรู้เลยว่า แววตาและท่าทีที่เยือกเย็นของกู้ฉางเกอนั้น แท้จริงแล้วเป็เพียงความสับสนงุนงงลึกๆ ที่เขากำลังรู้สึกอย่างไม่รู้ตัว
เขามิใช่ว่าไม่สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาวิหาร
แต่ในขณะนี้เขากำลังตกอยู่ในภวังค์ เพราะผลกระทบจากความทรงจำที่กำลังผสานรวมกัน
กู้ฉางเกอเป็ผู้ข้ามมิติ
วินาทีก่อนเขายังนอนหลับสนิทอยู่ แต่พอตื่นขึ้นมากลับพบว่าตนเองมาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายและ
ความลึกลับเกินกว่าจะจินตนาการ
ในพื้นพิภพแห่งนี้ ผู้แข็งแกร่งสามารถเด็ดดวงดาวคว้าดวงจันทร์ ย้ายูเาเติมทะเล เหาะเหินเดินอากาศตามใจปรารถนา ส่วนผู้ที่อ่อนแอนั้นกลับถูกเหยียบย่ำดั่งธุลีดิน ชีวิตไร้ค่าดั่งเศษหญ้าที่ปราศจากเกียรติและศักดิ์ศรี
เขาคือศิษย์เอกจากสำนักะนิรันดร์แห่งแดน์ ผู้ลงมาฝึกฝนในโลกมนุษย์
พร์ล้ำเลิศ เื้ัมีพลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว
แต่ด้วยประสบการณ์จากการอ่านนิยายออนไลน์มากมายนับไม่ถ้วนในชาติที่แล้ว เมื่อดูจากสถานการณ์ของตนเองในตอนนี้
คงไม่พ้นที่จะกลายเป็ตัวร้ายประกอบฉาก หรือไม่ก็เป็ตัวละครที่ตายั้แ่ไม่กี่ตอนแรก
ผลลัพธ์เช่นนี้ ทำให้กู้ฉางเกอรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย
เมื่อหันมองดูสถานการณ์เบื้องหน้าก็รู้สึกว่าช่างน่าขันเสียจริง...ทันทีที่ข้ามภพมาก็เจอกับเหตุการณ์ที่ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตจะมาหักหน้าตัวร้ายเสียแล้ว
นามอย่างเย่เฉินแค่ฟังก็รู้แล้วว่าเป็ชื่อพระเอกสูตรสำเร็จ
ส่วนนามกู้ฉางเกอของข้าน่ะหรือ ฟังแล้วดูยังไงก็เหมือนชื่อของตัวร้ายที่ผู้แต่งสรรค์สร้างขึ้นมาเพียงเพื่อให้ถูกกระทำ
ตัวร้ายอย่างข้าที่มีเกียรติและบารมีสูงส่งปานนี้ จะมายอมทนเป็ตัวประกอบให้พระเอกมาหยามหน้าได้อย่างไร
“กู้ฉางเกอ...”
“กู้ฉางเกอ...”
ในขณะนั้น เย่เฉินได้ะโเรียกชื่อของกู้ฉางเกอหลายครั้งติดกัน แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งเงียบ
ไม่แม้แต่จะชายตาแลมามองมาทางนี้เลยด้วยซ้ำ
ท่าทีที่เต็มไปด้วยการดูแคลนและไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเช่นนี้ ยิ่งทำให้เย่เฉินโกรธจัด ภายในใจเดือดดาล กำหมัดแน่นจนเกิดเสียงดังลั่น
“บังอาจ ชื่อของคุณชายท่าน จะให้คนต่ำต้อยเช่นเ้ามาเรียกได้อย่างไร”
ทันใดนั้น เสียงตวาดเย็นเยียบที่เต็มไปด้วยโทสะดังก้อง พร้อมแผ่อำนาจด้วยแรงกดดันมหาศาล
ผู้พูดคือฉู่เสวียน ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งถูกแต่งตั้งให้เป็เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักไท่เสวียน
เขาเดินก้าวเข้ามาด้วยท่าทางเ็า ในมือเปล่งประกายด้วยอักขระเวทที่ส่องแสงศักดิ์สิทธิ์ เตรียมที่จะลงมือสั่งสอนให้เข็ดหลาบ
นี่คือโอกาสทองในการแสดงฝีมือของเขา
หากมิใช่เพราะได้รับคำชมจากกู้ฉางเกอ
เขาก็คงมิมีโอกาสได้ก้าวล้ำหน้าศิษย์ผู้สืบทอดคนอื่นๆ จนได้ขึ้นเป็เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักไท่เสวียนคนใหม่ได้อย่างง่ายดาย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของกู้ฉางเกอเป็อย่างมาก
เพราะเขาไม่เหมือนกับซูชิงเกอ ไม่ได้มีบิดาเป็เ้าสำนักและถูกแต่งตั้งเป็เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์มาั้แ่กำเนิด
"บังอาจ เย่เฉิน วันนี้เ้ากล้าท้าทายสำนักต่อหน้าผู้มีเกียรติมากมายถึงหลายครั้งหลายครา เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาร้าย..."
"ทหาร จงนำตัวเขาไปคุมขังรอการลงโทษเดี๋ยวนี้"
ในตอนนั้นเอง ผู้าุโผู้หนึ่งก็ออกมาพูดเสียงดังอย่างเกรี้ยวกราด
เขาไม่้าพลาดโอกาสดีที่จะทำดีเพื่อเอาใจต่อกู้ฉางเกอ
“จริงสิ ท่านเ้าสำนักควรใช้โอกาสนี้ทำลายพลังปราณของเย่เฉิน และขับไล่เขาให้พ้นจากสำนัก”
“เพื่อใช้โอกาสนี้แสดงการขอโทษต่อคุณชายกู้”
เหล่าผู้าุโคนอื่นที่เห็นสถานการณ์ต่างก็รีบออกมายืนเรียงรายประณามเย่เฉินด้วยถ้อยคำอันชอบธรรมเสียงดัง ตำหนิการกระทำที่ไม่เคารพและล่วงเกินคุณชายกู้ของเขา
บรรดาแขกจากพรรคและตระกูลใหญ่ที่มาร่วมงานต่างพากันตกตะลึง
พวกเขาอดสงสัยไม่ได้ว่า บุรุษหนุ่มลึกลับในอาภรณ์ขาวผู้นี้มีตัวตนสูงส่งเพียงใด
สีหน้าของเย่เฉินพลันซีดขาวลงทันที
เขาััได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เป็ผลดีกับตนเอง
ทุกคนต่างพากันประจบสอพลอกู้ฉางเกอ
แม้แต่ซูชิงเกอก็ไม่เอ่ยวาจาสักคำ
ทำไมถึงเป็เช่นนี้
นี่มันไม่เหมือนกับที่เขาคาดคิดไว้เลยสักนิด!
ขณะที่ความกังวลเริ่มครอบงำ เย่เฉินก็ััได้ถึงความเย็นที่แผ่ซ่านมาจากปลายนิ้ว
ความรู้สึกสงบค่อยๆ เข้ามาแทนที่จิตใจที่เคยว้าวุ่น ทำให้เขารู้สึกสงบลงในทันที
กู้ฉางเกอนั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดอย่างสง่างาม เขายกถ้วยชาขึ้นดื่ม พร้อมมองไปยังเย่เฉินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ เยี่ยมเสียจริง ข้าไม่ต้องพูดอะไรด้วยซ้ำ ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตอย่างเย่เฉินก็เป็เช่นนี้แล้วหรือ
แต่จะว่าไป ก็ดูเหมือนจะไม่สมกับตำแหน่งผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเท่าไรนัก..."
สายตาของกู้ฉางเกอพลันหันไปสังเกตแหวนที่อยู่ในมือของเย่เฉิน
เฮอะ
แหวนลึกลับพร้อมิญญาของอาจารย์เฒ่า ผู้ชี้นำชะตา...เป็ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตมิมีผิดพลาดแน่
“กู้ฉางเกอ นอกจากเ้าจะใช้อำนาจรังแกผู้อื่นแล้ว ยังทำอะไรเป็อีกบ้าง”
เย่เฉินเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ ดวงตาเพ่งมองไปยังกู้ฉางเกออย่างเคียดแค้น
ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็เพราะกู้ฉางเกอเป็ผู้ดึงดูดหายนะมาสู่ตนเอง
หากไม่มีเขาแล้ว ท่านเ้าสำนักไท่เสวียนจะมอบตัวนางให้กับเขาได้อย่างไร
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในใจ เย่เฉินก็รู้สึกถึงความโกรธแค้นที่อัดแน่นในใจ จนอยากจะฉีกทึ้งกู้ฉางเกอออกเป็พันชิ้น
ผู้ใดจะรู้ว่าในชั่วข้ามคืนจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง
ถึงแม้ว่าเขาและซูชิงเกอจะเคยฝ่าฟันอันตรายร่วมกันมา
แต่เขากลับปฏิบัติต่อนางอย่างผู้ที่ชื่นชมอยู่ไกลๆ
ไม่เคยคิดกล้าแตะต้องใกล้ชิด
แม้แต่เสื้อผ้าของนางก็ยังไม่เคยแตะต้องมาก่อน
กู้ฉางเกอยังคงสงบนิ่ง จิบชาช้าๆ ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดๆ
แต่ภายในใจกลับอดขำมิได้
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า
ในความทรงจำของร่างเดิมของเขา ก่อนหน้านี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเย่เฉินเป็ใคร
ส่วนเื่ที่เ้าสำนักไท่เสวียนจะยกบุตรสาวให้
ก็ไม่ได้เป็สิ่งที่เขาร้องขอเลยสักนิด
การประจบสอพลอเพื่อพยายามเข้าหาเอาใจ
ก็มิใช่เื่ปกติที่เกิดขึ้นในทุกโลกหรอกหรือ
ยิ่งโดยเฉพาะในโลกที่ผู้อ่อนแอล้วนเป็เหยื่อของผู้แข็งแกร่งแล้วนั้น
ใครใช้ให้เขามีเื้ัที่น่าสะพรึงกลัวกันเล่า
เ้าเย่เฉินนี่ความสามารถใดล้วนไม่มี แต่การโยนความผิดให้ผู้อื่น
กลับทำได้อย่างเชี่ยวชาญเสียเหลือเกิน