หลังเลิกเรียน เสียงผู้คนภายในสำนักศึกษาหลวงค่อยๆ เบาบางลงตามแสงอาทิตย์ยามเย็น สายลมต้นวสันต์พัดผ่านระเบียงไม้ยาว กลีบดอกเหมยสีแดงปลิวร่วงลงบนพื้นหินเป็ระยะ หลิวเซียงเยว่เดินทอดน่องอยู่ริมสระบัวด้านทิศตะวันออกเพียงลำพัง ผืนน้ำสงบนิ่งสะท้อนเงาของนางอย่างเลือนราง แต่ในดวงตาของหญิงสาวกลับไม่มีความสงบแม้แต่น้อย
เพราะนางจำได้ดี สามวันหลังจากนี้ ท่านพ่อจะได้รับสมุดบัญชีลับจากกรมคลัง และนั่นจะกลายเป็จุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด หากนาง้าเปลี่ยนชะตาของครอบครัวนาง นางต้องลงมือก่อน
“ดูเหมือนคุณหนูหลิวจะชอบสถานที่เงียบๆ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง หลิวเซียงเยว่หันกลับไปช้าๆ ก่อนพบร่างสูงสง่าในชุดสีดำเข้มกำลังยืนอยู่ใต้ต้นสนไม่ไกลนัก เขาคือเซียวจวินหาน แสงอาทิตย์ยามเย็นตกกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา จนดวงตาคมคู่นั้นดูลุ่มลึกกว่าปกติ
“คารวะแม่ทัพเซียว” หลิวเซียงเยว่เอ่ยเสียงเรียบ เซียวจวินหานมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นช้าๆ
“เ้าเปลี่ยนไปมาก” สายลมพัดผ่านกลางสระน้ำเบาๆ หลิวเซียงเยว่ยิ้มจาง
“ผู้คนล้วนเปลี่ยนแปลงได้มิใช่หรือเ้าคะ”
“แต่แววตาของเ้า…ไม่เหมือนคนเพิ่งหายป่วย” คำพูดนั้นทำให้ปลายนิ้วของหลิวเซียงเยว่ชะงักไปชั่วขณะ สมกับเป็เซียวจวินหาน แม้เพียงพบกันไม่นาน เขากลับสังเกตเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่ออก หลิวเซียงเยว่เบือนสายตาหนีไปยังผิวน้ำ
“บางครั้ง คนเราก็เติบโตขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน” เสียงของนางแ่เบา เบาจนแทบเหมือนกำลังพูดกับตัวเอง เซียวจวินหานมองใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวเงียบๆ เขาไม่เข้าใจเหตุใด แต่ทุกครั้งที่มองนางในวันนี้ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังมองคนที่ผ่านความสูญเสียอันใหญ่หลวงมาแล้ว
ทั้งที่นางควรเป็เพียงคุณหนูสูงศักดิ์ผู้เติบโตอย่างสงบสุขในจวนเสนาบดี เขาจำได้ว่าหลิวเซียงเยว่ในวัยเด็กชอบเด็ดกลีบดอกเหมยใส่มือเขาและหัวเราะเสียงเบา ก่อนเขาจะทันเอ่ยสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากปลายระเบียง
“ที่แท้แม่ทัพเซียวก็อยู่ที่นี่ ดูเหมือนเเม่ทัพเซียวจะสนิทกับคู่หมั้นของข้ามากกว่าที่คิด” หลี่เหวินชูเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดิม แต่ทันทีที่เห็นหลิวเซียงเยว่ยืนอยู่ข้างเซียวจวินหาน แววตาของเขากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อยเร็วเสียจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น
“ข้ากำลังตามหาเ้าอยู่” หลี่เหวินชูหันมองหลิวเซียงเยว่
“เมื่อครู่ท่านพ่อของเ้าส่งคนมาที่สำนักศึกษา เห็นว่ามีเื่สำคัญจะคุยกับเ้า” หัวใจของหลิวเซียงเยว่เย็นวาบ ชาติที่แล้ว วันนี้เอง วันที่ท่านพ่อเริ่มได้รับเอกสารของกรมคลัง นางกำชายแขนเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว เซียวจวินหานสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้นเงียบๆ
“ขอบคุณท่านอาจารย์หลี่” หลิวเซียงเยว่เอ่ยเรียบๆ ก่อนหมุนตัวเตรียมเดินจากไป แต่ในจังหวะที่เดินผ่านหลี่เหวินชูนั้นเอง เสียงของเขาก็ดังขึ้นเบาๆ
“เซียงเยว่” ฝีเท้าของนางหยุดลง นี่เป็ครั้งแรกในวันนี้ที่เขาเรียกนางโดยไม่ใช้คำว่า คุณหนูหลิว
“เ้ากำลังปิดบังอะไรข้าอยู่หรือไม่” สายลมวสันต์พลันเงียบลงชั่วขณะ หลิวเซียงเยว่ไม่ได้หันกลับไป นางเพียงยิ้มบางๆ รอยยิ้มงดงาม แต่กลับเย็นเยียบจนผู้พบเห็นรู้สึกหนาวลึกถึงกระดูก
“หากวันหนึ่งท่านรู้ความจริง”
“หวังว่าท่านจะยังถามข้าด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ได้อยู่” กล่าวจบ นางก็เดินจากไปทันที
ทิ้งให้ทั้งเซียวจวินหานและหลี่เหวินชูยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายลมเย็น เซียวจวินหานมองแผ่นหลังของหญิงสาวเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบๆ โดยไม่ละสายตา
“ท่านอาจารย์หลี่” หลี่เหวินชูหันมองเขา
“อย่าให้นางเข้าไปยุ่งกับเื่ในราชสำนักมากเกินไป” น้ำเสียงของเซียวจวินหานสงบนิ่ง แต่แฝงบางอย่างที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกกดดันอย่างประหลาด หลี่เหวินชูยิ้มบาง
“แม่ทัพเซียวดูจะเป็ห่วงนางมากกว่าที่คิด” เซียวจวินหานไม่ได้ตอบ เขาเพียงมองกลีบดอกเหมยที่ปลิวผ่านกลางสระน้ำเงียบๆ ไม่รู้เหตุใด แต่เขากลับรู้สึกว่า พายุครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
หลังจากหลิวเซียงเยว่กลับถึงจวน นางถามพ่อบ้านเหลียง พ่อบ้านใหญ่ประจำตระกูลหลิวว่าท่านพ่ออยู่ที่ใด
“นายท่านอยู่ที่ห้องหนังสือขอรับ คุณหนูใหญ่้าพบนายท่านหรือขอรับ” พ่อบ้านเหลียงถาม
“ใช่พ่อบ้านเหลียง ข้าป่วยไม่ได้เจอท่านพ่อหลายวัน ถึงเวลาต้องไปคารวะแล้ว อีกทั้งข้าพึ่งกลับมาจากสำนักศึกษาหลวง ต้องไปรายงานความคืบหน้าเื่เรียนเสียหน่อย” ข้าตอบพ่อบ้านเหลียงด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“คุณหนูใหญ่เดินตามข้ามาขอรับ ข้าจะนำทางไปพบนายท่าน” พ่อบ้านเหลียงอาสา พร้อมเดินนำนางจากประตูจวนตรงสู่ทิศบูรพา ซึ่งเป็เรือนหลักที่ท่านพ่อพำนัก
ความจริงนั้นจวนเสนาบดีกรมคลังหลิวเต๋อเวินมีเรือนหลักอยู่สองแห่ง คือเรือนบูรพาที่เป็ที่พำนักของครอบครัวข้า และอีกเรือนคือเรือนประจิมซึ่งเป็เรือนพำนักของท่านอาของข้า เสนาบดีฝ่ายขวาหลิวเต๋อหยวน ซึ่งเป็น้องชายท่านพ่อของข้า
หลังจากพ่อบ้านเหลียงเดินนำข้าผ่านสวนดอกไม้และศาลาริมสระบัว ก็มาถึงเรือนบูรพา ตอนนี้อยู่ใน่วสันต์ ป่าไผ่ที่ล้อมรอบเรือนหนังสือของท่านพ่อปลอดโปร่ง อบอุ่นมาก แต่เมื่อข้าหันไปมองโต๊ะแกะสลักที่วางอยู่ตรงลานป่าไผ่ กลับพบว่าท่านพ่อที่ปกตินิสัยอ่อนโยน กำลังนั่งทำหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ พร้อมบนโต๊ะแกะสลักด้านหน้าท่านพ่อ มีตำราสมุดเล่มสีดำตั้งอยู่ ตอนนั้นเองภาพคืนล้างตระกูลพลันแวบกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง