นายน้อยเบลลาทอร์ยิ้มบาง ๆ ก่อนกล่าวซ้ำอย่างสุภาพ
“ข้าน้อย นิโคลัส เบลลาทอร์ บุตรแห่งเนคาลัน เบลลาทอร์ ขอคารวะท่านอีกครั้ง ท่านคือผู้ที่เทพผู้พิทักษ์ได้อัญเชิญมาเพื่อช่วยเหลือตระกูลข้าน้อยขอรับ”
ชายแปลกหน้าพยักหน้าช้า ๆ
“อืม... ข้ารู้แล้วว่า ได้ถูกอัญเชิญมา… แล้วเ้าคือผู้ที่ทำพิธีใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วขอรับ เป็ข้าเองที่ทำพิธีนี้ขึ้นมา ข้าบวงสรวงต่อเทพผู้พิทักษ์ ให้อัญเชิญผู้กล้าที่มีพลังเพียงพอ…เพื่อช่วยกอบกู้ตระกูลเบลลาทอร์ที่เผชิญหายนะ”
ลมหายใจสั้น ๆ ของเด็กหนุ่มจบลง เขายืนนิ่ง รอคำตอบของชายจากแดนไกลด้วยสายตาแห่งความหวัง
“ท่านเทพผู้พิทักษ์ได้บอกข้าแล้วว่า ข้ามีภารกิจสำคัญ… แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าต้องทำอะไรต่อไป”
หนุ่มใหญ่เอ่ยพลางกวาดตามองรอบด้าน มีเพียงป่ารกและแสงจันทร์เบื้องบน
“ว่าแต่... เ้าชื่อ นิโคลัส ใช่หรือไม่? น่าแปลก—ข้าก็ชื่อเดียวกัน”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนยิ้มบาง ๆ
“เพื่อเลี่ยงความสับสน เ้าจงเรียกข้าว่า คุณคอมเวลล์ ก็แล้วกัน ส่วนข้าจะเรียกเ้าว่า เบลลาทอร์ ได้ใช่ไหม?”
หนุ่มน้อยพยักหน้ารับด้วยความเคารพ
“ขอรับ ท่านคอมเวลล์”
“ดี งั้นเรามาตกลงกันให้ชัดเจน มีอะไรที่เ้าควรบอกข้า ก็บอกมาตรงนี้ อย่าปิดบัง ไม่ต้องอ้อมค้อม เพราะหากข้ารู้ความจริงในภายหลัง สัญญาทั้งหมดนี้จะถือเป็โมฆะ และข้าจะเป็อิสระจากพันธะทุกประการ เข้าใจไหม?”
น้ำเสียงของเขานิ่งแต่หนักแน่น บอกชัดว่าผ่านโลกมาไม่น้อย
เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ขอรับ ข้าจะเล่าทุกสิ่งโดยไม่ปิดบัง”
นิโคลัส เบลลาทอร์ สูดลมหายใจลึก ก่อนเริ่มเล่าที่มาที่ไปด้วยสีหน้าหนักแน่น
“ตระกูลเบลลาทอร์ของข้า… คือผู้สืบสายเืตรงจากเทพาแห่งตะวันตก มามุธ เบลลาทอร์ ผู้ยิ่งใหญ่”
“แต่กาลเวลาทำให้ตระกูลค่อย ๆ เสื่อมอำนาจ จากหนึ่งในตระกูลชั้นสูงของจักรวรรดิ บัดนี้เรากลายเป็เพียงดยุกเล็ก ๆ ที่ปกครองแคว้นทางตะวันตกของจักรวรรดิโซลมา”
เขาเว้นวรรคเล็กน้อย ก่อนเล่าต่อด้วยเสียงแ่ลงเล็กน้อย
“เมื่อสองปีก่อน ข้าอายุครบสิบห้า จึงเข้าพิธีปลุกพลังเช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ข้าปลุกพลังเวทมนตร์ได้ และศักยภาพของข้าน้อย วัดได้ถึง ระดับปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ ขอรับ”
น้ำเสียงของเขาผสมทั้งความภูมิใจและความเศร้าในคราวเดียว
“และนั่นเอง คือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด”
คอมเวลล์เอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงแววเข้าใจในโลกที่ไร้ความปรานี
“ตระกูลเ้า... ไม่มีสามารถพอที่จะพลังนี้ใช่ไหม?”
“ขอรับ”
เด็กหนุ่มพยักหน้า ดวงตาหม่นลงเล็กน้อย
“หลังจักรพรรดิองค์ก่อนต มีการแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างองค์รัชทายาทกับองค์ชายสาม ท้ายที่สุด องค์ชายสามได้ขึ้นครองราชย์ ส่วนองค์รัชทายาทกลับหายตัวไปอย่างลึกลับ”
นายน้อยเริ่มพูดต่อ
“จักรพรรดิองค์ใหม่... เป็คนขี้ระแวง และกลัวการต่อต้าน ตระกูลเบลลาทอร์จึงกลายเป็เป้าหมาย ด้วยศักดิ์ศรีในอดีตและพร์ของข้า เขาคงไม่อาจปล่อยให้เติบโตจนกลายเป็ภัยในอนาคต”
เสียงของเด็กหนุ่มแน่นขึ้น
“เขาใช้อุบายหว่านล้อมท่านอาของข้า... ผู้ที่ข้าเคยเคารพ ให้ทรยศและเปิดประตูให้กองทัพศัตรูเข้าประสาทเราโดยง่าย...”
คอมเวลล์พยักหน้าช้า ๆ สายตาหนักแน่น
“ข้าเข้าใจดี ญาติสนิทและมิตรปลอม ความไว้ใจที่มากเกิน มักนำมาซึ่งความผิดหวัง”
เขาเว้นจังหวะสั้น ๆ ก่อนถามต่อ
“แล้ว… เทพผู้พิทักษ์บอกว่า ข้าจะต้อง ใช้ร่างของเ้า ความสามารถที่เ้ามีตอนนี้ อยู่ระดับไหน?”
เด็กหนุ่มเงียบไปอึดใจ ก่อนเอ่ยเสียงเบาแต่มั่นใจ
“ตอนนี้ข้าอยู่ระดับ นักเวทฝึกหัดขั้นกลาง ขอรับ หากท่านคอมเวลล์ใช้ร่างกายของข้า ท่านจะได้รับศักยภาพทั้งหมดของร่างนี้ รวมถึงความทรงจำ ความรู้ และเคล็ดลับการฝึกฝนที่ข้าได้รับมา”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวย้ำ
“แต่… ทักษะที่ข้าฝึกสำเร็จ ท่านจะยังใช้ไม่ได้ จนกว่าท่านจะฝึกด้วยตนเองกับร่างนี้ ท่านจะต้องเริ่มจากพื้นฐานเหมือนผู้ฝึกหัดคนหนึ่ง… แต่ท่านวางใจได้ ร่างกายนี้เรียนรู้เวทมนตร์ได้รวดเร็วเป็พิเศษ”
หนุ่มใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนถามอีกข้อที่เขากังวล
“แล้วความทรงจำของข้าล่ะ... จะหายไปหรือไม่?”
หนุ่มน้อยยิ้มจาง ๆ
“ไม่เลยขอรับ ความทรงจำของท่านจะยังอยู่ครบถ้วน เพราะมันผูกติดกับิญญา ไม่ใช่กับร่าง เช่นเดียวกับตอนนี้ที่เราคุยกันอยู่ ท่านยังจำเื่ราวทั้งหมดในโลกของท่านได้ใช่หรือไม่?”
คอมเวลล์พยักหน้าช้า ๆ พลางถอนหายใจเบา ๆ โล่งใจเล็กน้อย
จากนั้นเขาชำเลืองมองเด็กหนุ่มอย่างจับสังเกต
“แล้วเื่ ทุนทรัพย์ ล่ะ... ข้าฟังมาทั้งหมด ยังไม่เห็นเ้ากล่าวถึงเลย เทพบอกว่าตระกูลเ้าจัดเตรียมทรัพย์สินไว้ให้ข้าใช่ไหม?”
เด็กหนุ่มทำท่ากระอักกระอ่วนขึ้นมาในทันที
“เอ่อ... ตระกูลเบลลาทอร์มีสัญญากับกลุ่มการค้าบางแห่ง หากท่านไปพบพวกเขา พวกเขา น่าจะ ช่วยท่านได้ขอรับ…”
คำว่า "น่าจะ" ทำให้บรรยากาศพลันตึงเครียดลงทันทีอดีตนักฆ่าจ้องอีกฝ่ายเขม็ง สีหน้าเปลี่ยนเป็เ็า
“ให้ตายสิ… เ้ากำลังจะมอบภารกิจฟื้นฟูตระกูล โดยที่ข้าไม่แน่ใจแม้แต่เื่เงินทุน?”
เสียงของเขานิ่ง แต่น้ำเสียงแฝงด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน
“แล้วหวังให้ข้าเรียนรู้เวทเอง ฝึกฝนเอง ประสบความสำเร็จเอง ทั้งหมดนี้ ด้วย ‘ร่างของเ้า’ และความทรงจำเบื้องต้นของเด็กอายุสิบเจ็ด?”
นิโคลัส เบลลาทอร์ก้มหน้าลงต่ำ ไม่อาจเอ่ยคำใดในชั่วขณะนั้น
เสียงลมหายใจของชายจากแดนไกลขาดห้วง ก่อนเอ่ยเบา ๆ แต่ชัดเจน
“เ้าคิดซิว่า สิ่งที่เ้าบอกมา มันเป็ ข้อเสนอ หรือคำสาปกันแน่?”
ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงหัวใจเต้นรัวแทบทะลุอก ภาระที่แบกรับช่างหนักหนาเกินกว่าที่เด็กหนุ่มไร้ประสบการณ์จะต้านไหว
ใบหน้าซีดเผือด มือชุ่มเหงื่อ ไม่มีทักษะเจรจา ไม่มีต้นทุนในมือ
น้ำตารื้นคลอจวนจะรินไหล
ทว่าในดวงตาคู่นั้น ยังมีประกายอันแน่วแน่
ก่อนที่เขาจะเปล่งเสียงออกมา
“ท่านคอมเวลล์ แม้เราจะไม่มีทุนทรัพย์มากพอให้ท่านพัฒนาตัวจนถึงระดับสูงสุดได้ แต่ข้ายืนยันได้ว่า กลุ่มของเราสามารถสนับสนุนท่านให้เรียนจนครบหลักสูตรหกปีได้แน่นอนขอรับ”
น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ทว่าจริงใจ มือยังคงกำด้ามดาบแน่นประหนึ่งเป็หลักยึดสุดท้ายของตนเอง
ใบหน้าของชายตรงหน้ายังเย็นเฉียบ ความตึงเครียดไม่คลาย
“แล้วค่าใช้จ่ายส่วนตัวของข้าตลอดหกปีนั้น รวมอยู่ด้วยไหม?”
“รวมด้วยขอรับ... แต่อาจไม่มากพอให้ท่านใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้”
คำถามนั้น แม้ทำให้ใจเต้นถี่ขึ้น แต่ก็ทำให้เด็กหนุ่มเริ่มมีความมั่นใจในคำตอบของตน
คอมเวลล์เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ฟังดูง่ายดีนะ เ้าจะให้ข้ารับภาระยิ่งใหญ่ทั้งที่มีทรัพยากรแค่เศษเสี้ยว... พวกเ้าคิดว่าข้าเป็ใครกัน? ผู้วิเศษ? หรือแรงงานรับจ้าง?”
น้ำเสียงแข็งกร้าวจนแทบแทงใจ
“แล้วทรัพย์สินของตระกูลเ้าล่ะ ไม่ได้ติดตัวมาบ้างเลยหรือ?”
คำถามนั้นเหมือนค้อนหนักกระแทกหัวใจ
นิโคลัส เบลลาทอร์ก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงแ่
“ทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูล... ถูกใช้ไปกับการอัญเชิญท่านมาที่นี่หมดแล้วขอรับ”
“สรุปคือ นอกจากค่าเล่าเรียน ที่เหลือข้าต้องดูแลตัวเอง?”
“...น่าจะเป็เช่นนั้นขอรับ”
คอมเวลล์จ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้า แววตาแข็งกร้าวแปรเปลี่ยนเป็เ็า
เงาร่างของเขาในวัยเยาว์สะท้อนกลับมาในแววตาคู่นั้น
วันที่เขาต้องดิ้นรนอยู่เพียงลำพัง
ท่ามกลางความสูญเสีย ความอ้างว้าง และ... ความแค้น
ถ้าหากวันนั้นไม่มีอาจารย์ผู้ยื่นมือเข้าช่วย... เขาอาจไม่มีวันนี้
คิ้วที่เคยขมวดแน่น ค่อย ๆ คลายลง
“เ้ามีอะไรรับประกันได้ไหม ว่ากลุ่มการค้าที่เ้าพูดถึง... จะช่วยเหลือข้าจริง?”
คำถามที่ให้ความหวัง
นิโคลัสสูดหายใจลึก เริ่มตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงขึ้น
“กลุ่มการค้าความหวัง ถูกก่อตั้งขึ้นในจักรวรรดิวาลเดีย ั้แ่รุ่นบรรพบุรุษรุ่นแรก เพื่อเป็เส้นทางหนีตายของตระกูลหากวันหนึ่งถูกทำลาย”
สายตาของเขาไม่หลบอีกต่อไป
“และมีสัญญาิญญาผูกพันไว้กับองค์กร โดยมีเงื่อนไขเพียงสองข้อ...”
“ข้อแรก—ต้องให้การสนับสนุนทายาทตระกูลทันทีเมื่อมีคำร้องขอ โดยไม่ให้กระทบการดำเนินงานขององค์กร
ข้อที่สอง—ในแต่ละรุ่น ตระกูลเบลลาทอร์จะส่งบุตรสาวหนึ่งคนไปเป็หนึ่งในผู้บริหาร แต่ผลกำไรทั้งหมดยังเป็ขององค์กร”
น้ำเสียงชัดเจน มั่นใจคืนมาเล็กน้อย
“กลุ่มการค้านั้นเป็อิสระจากตระกูลโดยสิ้นเชิง ไม่มีการแบ่งผลกำไรคืนแม้แต่เหรียญเดียว ดังนั้น ทรัพย์สินของกลุ่มการค้าจึงไม่ถือว่าเป็ของตระกูล และจึงไม่ถูกนำไปใช้ในการอัญเชิญขอรับ”
คอมเวลล์พยักหน้าเล็กน้อย
“แล้ว...สถานการณ์ของกลุ่มการค้าตอนนี้เป็อย่างไร?”
“จากข้อมูลที่พี่สาวของข้าเดินทางไปถึงเมื่อห้าปีก่อน กลุ่มการค้ามีสถานะมั่นคง มีเงินหมุนเวียนสูงระดับที่ตระกูลใหญ่ใช้จ่ายได้สบาย ๆ หลายสิบปี”
“ห้าปีก่อน... แล้วเ้ามั่นใจว่าตอนนี้ยังเป็เช่นนั้นอยู่?”
“เมื่อสามปีก่อน สายสืบของเราในจักรวรรดิวาลเดียยังส่งข่าวมาอยู่ขอรับ ร้านค้าในเครือยังคงดำเนินกิจการตามปกติ ลูกค้าหนาแน่นเช่นเดิม ไม่มีวี่แวววิกฤตใด ๆ”
คอมเวลล์ยังเงียบ สีหน้าไม่คลายความระแวดระวัง
เขาชำเลืองมองรอบด้าน เสียงลมแ่พัดผ่านผืนป่า แสงจันทร์เต็มดวงสาดส่องลงมายังวงแหวนเวท
อักขระโบราณเรืองแสงราวกับมีชีวิต เต้นรำอยู่ในม่านเวทที่ทอดอยู่ใต้เท้าทั้งสอง
“หลังจากนี้...”
เด็กหนุ่มเริ่มกล่าว
“ท่านต้องเดินทางขึ้นเหนือ ไปยังแคว้นเอเธลการ์ด อันเป็เขตราชวงศ์ของจักรวรรดิวาลเดีย เพื่อหลีกหนีจากอิทธิพลของจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งอาณาจักรโซลมา”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนอธิบายต่อ
“กลุ่มการค้าจะให้การสนับสนุนทางการเงินตลอดระยะเวลาศึกษา ภายใต้เงื่อนไขว่าจะไม่กระทบกิจการหลักขององค์กร”
นิโคลัสสูดลมหายใจเข้าลึก สายตาแน่วแน่
“ด้วยศักยภาพเวทของร่างข้าน้อย ท่านจะเรียนรู้เวทชั้นสูงได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ ในสถาบันเวท ยังเป็แหล่งรวมของชนชั้นสูงรุ่นใหม่ หากท่านสามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีไว้ได้ มันจะเป็ใบเบิกทางอันทรงคุณค่า”
เขาหยุดคำไว้ตรงนั้น แล้วสบตาคอมเวลล์ตรง ๆ
“ท่านคิดเห็นเช่นใดขอรับ?”
คอมเวลล์เริ่มเปล่งคำถามที่เขาเก็บไว้มาตลอด
“กลุ่มการค้าความหวัง... จะยังไม่ทรยศหรือ หากพวกเขารู้ว่าตระกูลเ้าล่มสลายไปแล้ว?”
ประสบการณ์การถูกหักหลังในอดีต ทำให้เขาไม่อาจไว้วางใจสิ่งใดได้โดยง่าย
แม้ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ร่างกายนิ่งสงบ แต่สายตาเต็มไปด้วยการจับสังเกต
“สัญญาิญญาที่ทำไว้... ผูกพันตระกูลเบลลาทอร์กับองค์กรขอรับ”
เด็กหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ
“หากผู้บริหารคนใดละเมิดข้อตกลง ิญญาของเขาจะถูกลงโทษทันที ท่านสามารถขอดูสัญญานั้นได้จากพ่อบ้านรอยภายหลังได้เลยขอรับ”
คอมเวลล์ยังไม่ละสายตา
“สัญญานั้นยังมีผลอยู่หรือไม่? เ้ากล้ารับประกันได้แค่ไหน?”
“สัญญาิญญานี้... สร้างขึ้นโดยเทพผู้พิทักษ์ของตระกูลเรา เทพาแห่งดินแดนตะวันตก”
เด็กหนุ่มกล่าวเสียงหนักแน่น
“ตราบใดที่ท่านเทพยังอยู่... สัญญาก็ยังคงอยู่เช่นกันขอรับ”
คอมเวลล์พยักหน้าเบา ๆ สีหน้าเริ่มคลายลง
“ไม่เลว...”
เขาว่าเรียบ ๆ
“แต่ข้ายังมีข้อสงสัยอีกข้อ”
สายตาเขาคมกริบ ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ทำไมตระกูลเ้าไม่ให้เ้าเป็คนแบกรับภารกิจนี้เอง?”
เมจิกเชี่ยนผู้รอบคอบมีข้อสงสัยในใจ
“เ้ามีศักยภาพจะกลายเป็ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ได้... ทรัพย์สินก็มี กลุ่มการค้าก็พร้อมหนุนหลัง แล้วทำไมต้องไปดึงใครก็ไม่รู้มารับ่ต่อแทนตัวเอง?”
เด็กหนุ่มชะงัก ใจเต้นถี่ เหงื่อเย็นไหลซึมทั่วแผ่นหลัง
“เอ่อ...”
เขาอ้ำอึ้ง ไม่อาจหาคำตอบที่เหมาะสมได้
ลึก ๆ เขาก็เชื่อมั่นในตัวเอง แต่นี่เพื่อทางรอดของตระกูล... เขาไม่อาจเห็นแก่ตัวได้
ทว่าก่อนที่เขาจะตอบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เสียงทุ้มต่ำ นุ่มลึก หนักแน่นราวดินผา กลับแฝงพลังอำนาจจนแผ่ซ่านไปทั่ว
ทันใดนั้นผืนป่าที่เงียบสงบก็เกิดการสั่นะเืโดยไร้ลมพัด ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาเขย่าต้นไม้ให้ไหวเอน เสียงสัตว์ป่าทั้งผืนป่าหยุดลงพร้อมกันราวกับเวลาหยุดเดิน
เหล่าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ชายป่าถึงกับขาอ่อน ทรุดลงทันที
อยากเคลื่อนไหวก็ไร้กำลัง โชคยังดีที่นายน้อยมีคำสั่งห้ามล่วงล้ำเขตพิธีจนกว่าตะวันจะโผล่พ้นขอบเขา
“ข้าน้อย นิโคลัส เบลลาทอร์ บุตรแห่งเนคาลัน เบลลาทอร์ ขอคารวะท่านเทพผู้พิทักษ์ขอรับ”
เสียงของนิโคลัสสั่นเล็กน้อยแต่เปี่ยมด้วยความเคารพ โล่งใจที่เทพมาปรากฏตัวในยามคับขัน
คอมเวลล์เหลือบมองเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ข้านึกว่าท่านหมดหน้าที่ไปแล้วเสียอีก เหลือแค่รอรับเครื่องสักการะชุดใหญ่กับข้ารับใช้คนใหม่อย่างสบายใจ”
น้ำเสียงของเขาเป็เชิงหยอก
น่าแปลก แม้จะอยู่ต่อหน้าเทพ เขากลับรู้สึกสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
บางทีอาจเพราะเขาคือชายที่ตายไปแล้วจากโลกเดิม ไม่มีอะไรต้องเสียอีก
อีกทั้งเทพองค์นี้ยังต้องพึ่งพาเขา การทำตัวสบายขึ้นเล็กน้อย คงไม่ผิดอะไร
เทพาเลิกคิ้วเล็กน้อย พลางแค่นเสียง
“เ้าปากเสีย แม้ข้าจะได้ของสักการะชุดใหญ่ แต่เ้าคิดว่าการข้ามมิติเป็เื่ง่ายราวเดินเล่นในสวนหรือ?”
น้ำเสียงเคืองเล็กน้อย แต่กลับไม่โกรธ มีเพียงความเอ็นดูในน้ำเสียง
“เอาล่ะ ข้าจะตอบคำถามของเ้าด้วยวิธีที่เ้าคุ้นเคย จะได้เข้าใจง่ายหน่อย”
ท่านเทพเริ่มจริงจัง เสียงหนักแน่น
“สมมติว่าเ้าเป็คนมอบภารกิจใหญ่ให้แก่นักฆ่า เ้าจะเลือกเด็กใหม่ฝีมือดีแต่ไร้ประสบการณ์... หรือจะเลือกนักฆ่าประสบการณ์สูงอย่างเ้าที่ผ่านศึกมาโชกโชน?”
น้ำเสียงมั่นคงพร้อมแววตาแน่วแน่
“ยิ่งภารกิจลำบาก อุปกรณ์จำกัด ศัตรูเ้าเล่ห์ร้ายกาจราวจิ้งจอกเฒ่า เ้าย่อมรู้คำตอบดีอยู่แล้ว”
คอมเวลล์แค่นหัวเราะเบา ๆ
“ท่านรู้จักข้าดีเสียจนน่าขนลุก... แล้วไม่กลัวข้าเป็นักฆ่าหัวรุนแรงจนทำตระกูลท่านเสียชื่อหรือไง?”
“ไร้สาระ”
เทพตอบทันที
“เ้าคิดว่าข้าจะอัญเชิญใครมาโดยไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนหรือ?”
แววตาของเทพาเปล่งประกาย
“ข้าตามดูเ้าั้แ่วันที่เ้าโดนหักหลัง ยามเ้าหลับ ข้าก็เข้าไปดูความทรงจำของเ้าแล้ว เ้าปิดข้าไม่ได้หรอก ฮ่าฮ่าฮ่า...”
เสียงหัวเราะของท่านเทพฟังดูอารมณ์ดีราวกับได้ดูละครชีวิตเื่โปรด
คอมเวลล์หรี่ตา
“นี่มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแบบร้ายแรงเลยนะท่าน... รู้ตัวบ้างไหม?”
ท่านเทพหัวเราะเบา ๆ ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ
หนุ่มใหญ่ได้แต่ทำใจยอมรับ
“พอ ๆ ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องอัญเชิญคนอื่นมาแทนเ้าเด็กนี่”
“แล้วเ้าล่ะ... คิดตัดสินใจได้หรือยัง?”
เทพผู้พิทักษ์ถามตรงประเด็น ไม่ให้เสียเวลาอีก
คอมเวลล์หัวเราะในลำคอ
“ท่านก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ ว่าข้าจะตกลง ถ้าไม่มั่นใจ ท่านคงไม่เสียพลังดึงข้ามาที่นี่หรอก จริงไหม?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...”
ท่านเทพหัวเราะลั่นด้วยความพึงใจ
“คุยกับคนฉลาดมันดีอย่างนี้แหละ!”
เขาพยักหน้าช้า ๆ แล้วกล่าวจริงจัง
“ข้าจะถือว่าเ้ายอมรับสัญญาอัญเชิญ ข้าจะได้ทำพิธีให้เสร็จเสียที”
“ช้าก่อน ท่านเทพ ข้ามีคำถามสุดท้าย...”
คอมเวลล์รีบเอ่ยแทรกทันควัน
เทพถอนหายใจ
“เห็นไหม เ้านี่เข้าใจอะไรยากจริง ๆ”
“ข้าน้อยแค่อยากรู้...”
เขาพูดช้า ๆ น้ำเสียงอ่อนลง
“เมื่อพิธีเสร็จแล้ว ท่านจะทอดทิ้งข้าไปเลยหรือไม่?”
“ท่านจะคอยช่วยเหลือข้า... ยามข้าตกทุกข์ได้ยากบ้างไหมขอรับ?”
คำพูดนั้นตามมาด้วยแววตาน่าสงสาร ที่ถึงแม้จะเป็นักฆ่ามืออันดับโลก แต่ความสามารถด้านการแสดงก็มีไม่น้อย
เทพผู้พิทักษ์ถอนหายใจ
“พอเลย ไม่ต้องมาทำตาอ้อนใส่ข้า ของฟรีและดีไม่มีในโลกของเ้า... และโลกนี้ก็เช่นกัน”
“หากอยากให้ข้าช่วย เ้าต้องมีเครื่องบรรณาการมาถวายทุกครั้งที่ร้องขอ”
น้ำเสียงเปลี่ยนเป็จริงจังทันที
“ไม่ใช่แค่สักการะเวลามีเื่... เ้าต้องสักการะข้าอย่างน้อยปีละครั้งตามที่ข้าบอกเ้าไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อคงสายสัมพันธ์ระหว่างเทพผู้พิทักษ์กับตระกูลเอาไว้”
เพราะหากสายเืนี้ถูกลบเลือนไป เทพปีศาจใต้ดินแดนตะวันตกอาจได้โอกาสฟื้นคืนชีพอีกครั้ง และโลกจะเผชิญมหันตภัยใหญ่หลวง...
“ท่านเป็เทพแท้ ๆ จะเอาสมบัติมากมายไปทำอะไรนักหนา?”
คอมเวลล์ตัดพ้อเบา ๆ
ท่านเทพเหล่มองก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย
“เ้าคิดว่าเทพไม่ต้องกินต้องใช้หรืออย่างไร?...”