เกวียนวัวของบ้านปู้ไปถึงเมืองฝูเป่ยในเวลาต่อมาปู้ซานบังคับเกวียนไปยังร้านอาหารเ้าประจำที่บ้านพวกเขาขายสัตว์ป่าให้ก่อน
“อ้าวพวกเ้ามาแล้วหรือวันนี้มีสิ่งใดมาขายบ้างเล่า”เถ้าแก่ที่กำลังยืนเลือกดูผักซึ่งชาวบ้านนำมาส่งอยู่เห็นสองพี่น้องบ้านปู้มาถึงจึงรีบทักทายพร้อมรอยยิ้มที่ร้านเขาขายดิบขายดีก็เพราะผูกขาดสัตว์ป่าจากบ้านปู้มาหลายรุ่นทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่มีอาหารป่ากินไม่ขาด
“วันนี้มีกระต่ายป่ากับไก่ป่าอย่างละสามสิบตัวขอรับ”ปู้กังเอ่ยบอกพร้อมเบ่งกล้ามโชว์ไปด้วยหนึ่งกรุบเขาเห็นบนถนนมีสาว ๆผ่านไปมาพอดีเลยอยากอวดเสียหน่อย
“อ้อเช่นนั้นก็นำไปชั่งเลยราคาเดิมนะ”เถ้าแก่คุ้นเคยกับพวกเขาดีจึงไม่สนใจท่าทางของปู้กังแม้แต่น้อย คนในเมืองเองก็ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นท่าทางบ้าบอของปู้กังเช่นกัน
ปู้ซานกับปู้กังช่วยกันยกสัตว์ป่าในตะกร้าไปชั่งอย่างรวดเร็วไม่นานก็รับเงินค่าสัตว์ป่ามายี่สิบตำลึงราคาต่อชั่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงมานานแล้วเพราะูเาที่ทั้งสองคนไปล่าสัตว์นั้นมีสัตว์ป่าเล็กๆ เหล่านี้อยู่เป็จำนวนมากยิ่งหลายปีผ่านไปพวกมันก็ยิ่งออกลูกออกหลานมาให้พวกเขาล่ากันไม่เว้นแต่ละวันอีกทั้งใช่ว่านายพรานจะล่าสัตว์กันบ่อยๆ มีไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่ออกล่าสัตว์เป็อาชีพหลัก
ปู้จิงนั่งรออยู่บนเกวียนโดยไม่สนใจว่าลุงกับพ่อของนางจะขายของได้สักกี่ตำลึงนางเห็นร้านรวงและอาคารสูงในเมืองก็ตื่นตาตื่นใจไม่น้อยนี่คือเมืองชายแดนหลักของแคว้นเสวี่ยซึ่งอยู่ติดูเาหลายลูกติดต่อกันทำให้หมู่บ้านหลายหมู่บ้านทำอาชีพล่าสัตว์ป่าในสมัยก่อนจนกระทั่งทุกวันนี้หมู่บ้านที่ล่าสัตว์มากที่สุดก็คือหมู่บ้านปู้เหยาของพวกนางเอง
ภาพของผู้คนแต่งกายแปลกตาสำหรับปู้จิงปรากฏขึ้นไม่น้อยนางเคยเห็นเสื้อผ้าของท่านป้ากับท่านแม่ก็ไม่ได้หรูหราเท่าหญิงสาวที่กำลังเดินผ่านไปมากันอยู่จึงอดสงสัยไม่ได้
“ท่านพ่อเหตุใดท่านแม่จึงไม่สวมชุดแบบพวกนางเล่าเ้าคะ”ปู้จิงถามขึ้นเมื่อเห็นพ่อของนางกำลังจะขึ้นเกวียนและพานางไปร้านขายสมุนไพร
“แม่เ้าบอกว่าในหมู่บ้านไม่จำเป็ต้องสวมชุดแบบนั้นน่ะนางบอกว่ามันรุ่มร่ามเกินไปแล้วก็เปลืองเงินด้วย”ปู้ซานบอกออกไปตามที่เมียเขาเคยบอกเอาไว้เพราะเมื่อก่อนเขาก็เคยอยากให้หลิวซื่อแต่งตัวสวยๆ งาม ๆ ให้ดูบ้างเช่นกัน
“อ้อเป็อย่างนี้นี่เองข้าก็คิดเหมือนกันว่ามันน่าจะเดินเหินลำบากนะเ้าคะ”ปู้จิงพยักหน้าหงึกหงักอย่างน่ารักนางสวมชุดพรานหญิงจนชินแล้วจึงรู้สึกว่าชุดอื่นดูไม่สะดวกเท่าชุดนี้
“ว่าแต่เ้าคิดว่าสมุนไพรที่หามาได้จะขายได้สักเท่าไหร่ล่ะ”ปู้กังยกแขนข้างหนึ่งพาดกับเกวียนวัวเพื่อโชว์คนที่เดินผ่านไปมาอย่างอวดๆ เอ่ยถามหลานสาวบ้าง
“อืม…ข้าคิดว่าน่าจะได้หลายตำลึงอยู่นะเ้าคะท่านลุง”ปู้จิงเองก็ไม่รู้ราคาของพวกนี้เช่นกัน
“เช่นนั้นลุงกับพ่อเ้าจะเข้าไปด้วยก็แล้วกันนะจะได้ไม่มีใครกล้าเอาเปรียบเ้า”ปู้กังตัดสินใจทันทีเขากลัวว่าเถ้าแก่ร้านจะกดราคาสมุนไพรของหลานสาวสุดที่รักหากคนพวกนั้นเห็นท่าทางองอาจของเขาเข้าปู้กังคิดว่าคงไม่มีใครกล้าเอาเปรียบพวกเขาเป็แน่
“ตกลงเ้าค่ะ”ปู้จิงไม่ได้คิดจะปฏิเสธแต่แรกนางก็กลัวเหมือนกันว่าหากพวกเขาเห็นนางยังเด็กอยู่ก็คงคิดกดราคาสมุนไพรของนางเป็แน่
ปู้ซานบังคับรถม้าไม่นานก็มาถึงร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองพวกเขาเคยมีบ้างที่นำสมุนไพรมาขายจึงพอจะรู้ว่าร้านใดให้ราคาดีที่สุด
“เข้าไปกันเถอะ”ปู้กังเบ่งกล้ามอีกหนึ่งกรุบก่อนชวนน้องชายกับหลานสาวเข้าไปด้านใน
ปู้จิงสะพายตะกร้าะโลงจากหลังเกวียนอย่างคล่องแคล่วนางเดิมดุ่ม ๆตามหลังลุงกับพ่อเข้าไปอย่างไม่คิดอะไรมากมายนัก
“พวกท่าน้าซื้อสมุนไพรใดขอรับ”เด็กในร้านเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อมเขาเห็นทั้งสามต่างสวมชุดนายพรานไม่ต่างกันจึงคิดว่ามีใครบาดเจ็บ
“พวกเรามาขายสมุนไพรเ้าไปเรียกเถ้าแก่ออกมาดูเถอะ”ปู้ซานบอกอย่างรวดเร็วเขาเห็นมีคนอยู่ในร้านไม่น้อยจึงกลัวว่าจะต้องเสียเวลารอนานเกินไปเขาอยากพาลูกสาวแวะซื้อขนมอร่อยๆ ของเมืองฝูเป่ยก่อนกลับบ้านด้วย
“อ้อเช่นนั้นพวกท่านตามข้าไปด้านหลังร้านเถอะที่นั่นเถ้าแก่กำลังรับซื้อสมุนไพรอยู่พอดี”
เด็กในร้านเรียกสหายอีกคนมาดูหน้าร้านแทนแล้วเดินนำทางพวกปู้ซานไปยังด้านหลังร้านซึ่งมีลานสำหรับให้เกวียนเข้ามาจอดได้ที่นั่นมีคนอยู่ราวห้าหกคนพวกเขากำลังชั่งน้ำหนักสมุนไพรและคิดราคาอยู่กับเถ้าแก่ร้านพอดี
“เรารอให้พวกเขาซื้อขายกันเสร็จก่อนดีกว่านะ”ปู้กังหันไปบอกน้องชายกับหลานสาวเขาไม่อยากให้มีคนอื่นอยู่มากเกินไปตอนขายสมุนไพร
“ขอรับ/เ้าค่ะ”สองพ่อลูกรีบพยักหน้ารับคำพร้อมกัน
เถ้าแก่ร้านขายยารับซื้อสมุนไพรอยู่นานกว่าสองเค่อในที่สุดคนที่มาขายก็ออกไปจากด้านหลังร้านจนหมดเหลือเพียงพวกเขาสามคนกับเถ้าแก่และคนงานของเขาอีกคนเท่านั้น
“พวกเ้านำสมุนไพรใดมาขายเล่าเอามาให้ข้าดูหน่อย”เถ้าแก่รู้ก่อนหน้านี้แล้วว่าสามคนนี้พากันมาขายสมุนไพรเพียงแต่พวกเขาดูไม่เหมือนหมอยาตามหมู่บ้านก็เท่านั้น
“สมุนไพรทั้งหมดอยู่ในตะกร้าของข้าเ้าค่ะรบกวนท่านช่วยดูให้หน่อยว่าสามารถขายได้ในราคาเท่าไหร่กัน”ปู้จิงเอ่ยตอบทันควันนางยืนรอนานจนเริ่มเมื่อยแล้ว
“อ้อเช่นนั้นเ้าวางลง ข้าจะตรวจดูให้นะ”เถ้าแก่เห็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักอย่างปู้จิงจึงอดนึกเอ็นดูนางขึ้นมาไม่ได้หลานสาวของเขาก็อยู่ในวัยใกล้เคียงกันเถ้าแก่จึงรู้สึกอยากช่วยเด็กหญิงน่ารักตรงหน้าขึ้นมาอีกหลายส่วน
“เชิญท่านลุงตรวจสอบเ้าค่ะ”ปู้จิงวางตะกร้าลงตรงหน้าอย่างเบามือก่อนจะเปิดผ้าคลุมตะกร้าที่นางซ่อนสมุนไพรล้ำค่าทั้งสามอย่างเอาไว้พร้อมรอยยิ้มกว้าง
“อ๊ะ!เ้าไปหาสมุนไพรพวกนี้มาจากที่ใดหลายปีแล้วที่ข้าไม่เคยเห็นสมุนไพรล้ำค่าเช่นนี้”เถ้าแก่อุทานออกมาเสียงดังอย่างดีใจเขาแทบอยากจะะโโลดเต้นเมื่อเห็นกล้วยไม้สีรุ้งที่หายากราวกับขึ้น์ไหนจะโสมั์ขนาดเท่าหัวเด็กนั่นอีกไม่รู้ว่าอายุมันจะมากมายถึงกี่พันปีกันแน่
“เอ่อ…ข้าก็หามาจากในูเาน่ะสิเ้าคะท่านลุงเหตุใดจึงถามแปลกๆ เล่า” ปู้จิงเกาหัวอย่างงุนงงเขาคิดว่านางไปหามาจากที่ไหนได้กัน
“อ่า…เช่นนั้นหรือ เ้าเป็คนหามาเองหรือแม่หนู”เถ้าแก่ใจนต้องถามย้ำอีกครั้งเขาเคยได้ยินมาว่ากล้วยไม้สีรุ้งนี้มักจะมีสัตว์ดุร้ายคอยเฝ้าอยู่การจะได้มันมาไม่ใช่เื่ง่าย
“ก็ใช่น่ะสิเ้าคะข้าหามาเองกับมือเลย”ปู้จิงยืดอกเล็ก ๆ ขึ้นอย่างอวดๆ นางจำท่าทางเช่นนี้ได้เวลาที่ท่านลุงใหญ่อวดกล้ามให้คนอื่นดูปู้จิงจึงเลียนแบบมาเล็กน้อย
“โอ้เ้าช่างเก่งกาจนัก ขอข้าดูให้ชัดๆ หน่อยนะเ้าแน่ใจนะว่าจะขายสมุนไพรทั้งหมดนี้ให้ข้าน่ะ”เถ้าแก่กลัวว่าปู้จิงจะอยากเก็บสมุนไพรเอาไว้ทำยาวิเศษจึงต้องถามย้ำอีกครั้ง
“ขายหมดเลยเ้าค่ะข้าไม่รู้จะเก็บพวกมันเอาไว้ทำไม”ปู้จิงพยักหน้าหงึกหงักอย่างน่ารัก
“เช่นนั้นก็รอสักครู่”เถ้าแก่ยิ้มกว้างออกมาทันทีจากนั้นจึงเริ่มตรวจสอบอย่างละเอียด
ปู้กังกับปู้ซานไม่เคยเห็นสมุนไพรที่ปู้จิงเก็บมาพวกเขาจึงทำได้แค่คาดเดาราคาของสมุนไพรเหล่านี้เท่านั้นซึ่งทั้งสองต่างคิดไม่ต่างกันว่าคงได้มากสุดไม่เกินหนึ่งร้อยตำลึงแต่พอเถ้าแก่เงยหน้าหลังจากดีดลูกคิดอยู่นานปู้กังกับปู้ซานถึงกับใจนตัวสั่นกับราคาที่ได้ยิน
“สมุนไพรล้ำค่าทั้งสามของเ้าข้าให้ราคาหนึ่งหมื่นสองพันตำลึงส่วนสมุนไพรเล็ก ๆ น้อย ๆที่เหลือข้าให้เ้าเพิ่มอีกยี่สิบตำลึงเ้าพอใจกับราคาหรือไม่แม่หนู”เถ้าแก่บอกด้วยสีหน้าลุ้นๆ หากว่าปู้จิงไม่พอใจราคาที่เขาให้เถ้าแก่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องซื้อแพงมากขึ้นแค่ไหนกัน
“อืม…ท่านลุง ท่านพ่อราคานี้เหมาะสมหรือไม่เ้าคะ”ปู้จิงหันไปถามด้วยแววตาใสซื่อ
“อ่า…เหมาะสม เหมาะสม”ปู้กังกับปู้ซานมีหรือจะเคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้ถึงแม้ว่าบ้านของพวกเขาไม่ขาดเงินหนึ่งพันตำลึงก็เถอะแต่ที่ปู้จิงขายสมุนไพรไปในคราวเดียวกลับทำเงินได้มากกว่าทั้งชีวิตที่พวกเขาเก็บออมกันมาเสียอีก