จริงๆ จ้านเกอไม่อยากพูดเช่นนี้หรอก แต่เพราะมันเป็นอาวุธของยักษ์สายฟ้า สำหรับบรรพบุรุษรุ่นที่สองอย่างเขามีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เวลากำลังจะหมดลง ดังนั้นก่อนตายก็ขอศึกษาหน่อยแล้วกัน แม้นั่นจะทำให้เซียนเหม่ยไม่พอใจ
“แหวนงั้นหรือ...” เหม่ยอิงลูบแหวนบนนิ้วตัวเอง ตั้งแต่ขวานแปรสภาพเป็นแหวนนางก็ใช้งานเพียงครั้งเดียว จึงไม่รู้ว่ามีพลังมากน้อยแค่ไหน หรือหากใช้มากไปพลังอาจหมด เช่นเดียวกับแบตเตอรี่โทรศัพท์ดังนั้นนางจึงพยายามไม่ใช้มันยกเว้นถึงวิกฤตจริงๆ
เห็นเหม่ยอิงลังเลจ้านเกอจึงกล่าวเสริม “หากคุณหนูเหม่ยไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรเสียข้าจ้านเกอก็จะสร้างประตูแห่งดวงดาวให้อยู่ดี”
จ้านเกอไม่แปลกใจเลยที่เซียนเหม่ยเป็นแบบนี้ เนื่องจากประตูแห่งดวงดาวก็แค่ของที่มีอยู่เกลื่อนในแดนเซียน เทียบไม่ได้กับแหวนวงนั้น เขาจึงต้องถอยออกมาก้าวหนึ่งแล้วคิดกลยุทธ์ใหม่ คิดหาวิธีที่จะเอาสิ่งใดไปแลกกับการศึกษาดี
เหม่ยอิงไม่ใช่คนโง่ นางอ่านนิยายออนไลน์มาหลายเรื่องเพียงเขาเอ่ยปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว
“จ้านเกอคงรู้เกี่ยวกับยักษ์สายฟ้าจากเย่เฟิงกระมัง ตามนิยายที่เคยอ่านมันเป็นไปไม่ได้ที่จะสู้กับยักษ์สายฟ้า ฝืนลิขิตสวรรค์ท้าทายทวยเทพ ราคาแหวนที่ฉันถือครองไม่สามารถวัดคำนวณได้ ประตูแห่งดวงดาวแค่ของขี้ประติ๋ว ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะถอยแล้วคิดหาวิธีใหม่ในการรับแหวนไปศึกษาสินะ ฮิฮิ จ้านเกอนายคิดเช่นไรฉันมองออกหมดหรอกน่า” เหม่ยอิงเริ่มดีดลูกคิดในใจเงียบๆ
ในเมื่อเจ้ามากด้วยเล่ห์เหลี่ยมงั้นข้าก็จะหักเหลี่ยมของเจ้าเสีย
เหม่ยอิงแสร้งกล่าว “แหวนวงนี้เจ้าคงรู้ว่ามันทำมาจากสิ่งใด จริงอยู่ที่การสร้างประตูแห่งดวงดาวนั้นยากแต่ใช่ว่าจะยากจนไม่มีใครสามารถทำได้ โดยเฉพาะสำนักต่างๆ ที่เชี่ยวชาญเรื่องสลักวงเวท ดังนั้นมูลค่าของประตูจึงมีไม่มากหากเทียบกับแหวนของข้า เจ้าคงเข้าใจใช่หรือไม่จ้านเกอ”
“ขอรับคุณหนูเหม่ย เป็นเช่นนั้นจริงๆ” จ้านเกอพยักหน้าเห็นด้วย สิ่งที่เขาเพิ่งกล่าวไปก่อนหน้านี้คือการเอาเปรียบจริงๆ สำหรับท่านเซียนไม่ฆ่าเขาก็ถือว่าเมตตาแล้ว
“ข้าให้เจ้าตรวจสอบแหวนได้ภายในอาณาเขตของข้า แต่อย่างใดก็ตามเจ้าต้องหาสิ่งมาแลก ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรวิเศษ อุปกรณ์วิเศษต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้าทั้งหมดที่มีคุณสมบัติในการป้องกัน เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่าลูกข้าสามคนเป็นเพียงคนธรรมดา พวกเขากำลังขัดเกลาเพื่อเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ดังนั้นข้าจึงไม่อยากให้เกิดอันตรายขึ้นกับพวกเขา”
“เข้าใจแล้วขอรับ” ดวงตาของจ้านเกอดูสว่างขึ้น คล้ายกับคิดได้บางอย่างว่าจะเอาสิ่งใดมาแลกกับเหม่ยอิงดี สำหรับเขาซึ่งเป็นบรรพบุรุษรุ่นที่สองของสำนักเต๋าอนันตกาลมีสมบัติจำนวนมากถูกฝังไว้ข้างๆ โลงศพ โดยส่วนใหญ่เป็นของที่อยู่คู่กับเขามามากกว่าพันปี แต่เวลาของจ้านเกอจะหมดลงแล้ว บางทีอาจต้องนำสมบัติส่วนหนึ่งออกมาแลกเปลี่ยนกับเซียนเหม่ย เพื่อเป้าหมายก่อนตาย นั่นคือการตรวจสอบแหวนสายฟ้าของเหม่ยอิง
........
เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยเดินทางมาถึงบ้านบิดาก็เรียกเข้าพบทันที
“เป็นอย่างไรบ้างเจี๋ยเจี๋ย ท่านเซียนชอบของที่พ่อให้ไปหรือไม่”
ไม่มีใครหรอกไม่อยากสร้างความโปรดปรานให้เซียน แม้แต่ครอบครัวเมิ่งแห่งเมืองปิงอันก็ไม่มีข้อยกเว้น
“ท่านเซียนดูจะชอบนะเจ้าคะ แต่อย่างใดก็ตามสุดท้ายมันก็เป็นเพียงของวิเศษเล็กน้อยในสายตาท่าน” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยกล่าว
“จริงของเจ้า แต่นั่นแหละครอบครัวเรามีของดีสุดแค่นั้น ถือเป็นโชคลาภวาสนาแล้วที่ท่านเซียนเมตตา”
“ท่านพ่อดูนี่สิเจ้าคะ ของฝากจากท่านเซียน” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยโบกมือ ปรากฏเป็นผักผลไม้วิเศษที่มาจากสวนของเหม่ยอิง
เมิ่งเจี้ยนเทียนรับมาด้วยมือสั่นเทา น้ำเสียงของเขาฟังดูหลงมัวเมา “ผักและผลไม้แต่เดิมเป็นของธรรมดา ถึงแม้ว่ามันจะถูกนำไปปรุงเป็นอาหารแต่รสชาติก็ไม่ถูกปากผู้บำเพ็ญเพียรในขณะที่คนธรรมดาสุขสำราญ แต่ดูตอนนี้สิผักพวกนี้เป็นของวิเศษ และฟังจากปากเจ้าดูเหมือนว่าท่านเซียนจะมีสวนผักขนาดใหญ่ วิเศษ! วิเศษจริงๆ หากหอการค้าของเราสกุลเมิ่งได้รับสินค้าจากท่านเซียน รับรองเลยว่าใช้เวลาไม่นานหอการค้าของเราสกุลเมิ่งจะมีอิทธิพลเกรียงไกรทั่วดินแดน!”
ความฝันของเขาคือการขยายอาณาเขตหอการค้าสกุลเมิ่งไปตามหัวเมืองต่างๆ แต่เรื่องนั้นคิดน่ะง่ายทำน่ะยาก แต่ถ้าหากมีเซียนเหม่ยสนับสนุนก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“จริงสิเจี๋ยเจี๋ย หลังจากที่ลูกออกไปไม่นานก็มีคนจากสำนักเหลียงตันมาถามหาลูก ดูเหมือนจะมีเรื่องเร่งด่วน ลูกรีบกลับไปหาอาจารย์ของเจ้าเถิด” หลังจากชื่นชมของวิเศษได้ครู่หนึ่งเขาก็จำได้ว่าไม่กี่วันก่อนศิษย์สำนักเหลียงตันมาหาลูกสาว
“มันคงจะเกี่ยวกับต้นดาราจักร” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยไม่กล้าแช่อยู่ที่บ้านนาน เรื่องของสำนักเร่งด่วนและเกี่ยวข้องกับเมืองปิงอัน รวมถึงสกุลของนาง หากไร้ซึ่งสำนักเหลียงตันเกรงว่าเมืองนี้คงเต็มไปด้วยควันไฟ
……….
เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยมาถึงสำนักเหลียงตันก็เป็นช่วงเย็นของวัน นางเข้าไปที่สวนน้อยนภาลัยทันที ที่นั่นนางพบกับท่านอาจารย์ที่กำลังค้นคว้าบางอย่าง เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยไม่กล้ารบกวนจึงยืนเงียบๆ เพื่อรอให้อาจารย์สังเกตเห็นนางเอง
ซุนหลงเหมินหยิบขวดแก้วสีใสเทน้ำในนั้นใส่ภาชนะที่เหมือนกับอ่างทองแดงด้านล่าง นี่คือน้ำวิเศษที่ได้มาจากเมิ่งเจี๋ยเจี๋ย หลังจากลองผิดลองถูกหลายวันเขาก็ได้รับข้อมูลเพิ่มเติม เพียงแต่การทำน้ำวิเศษไม่สามารถคัดลอกได้ ผ่านกระบวนการต่างๆ ย่อมถูกเจือจาง ถึงแม้น้ำเหล่านั้นที่นำมาผสมจะเต็มไปด้วยสมุนไพรที่ถูกกลั่นด้วยไฟหลากสีก็ตาม
“น้ำวิเศษสามารถฟื้นฟูความเหี่ยวเฉารากต้นดาราจักรได้ แต่เป็นการชะลอความตายเท่านั้นไม่ได้หายขาด กระนั้นก็ถือเป็นเรื่องดี ตราบใดที่มีเวลาเพิ่มโอกาสได้รับน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ในอนาคตก็ยิ่งสูง” ซุนหลงเหมินครุ่นคิดกับตัวเองจนลืมสนใจสิ่งรอบด้าน ว่ามีศิษย์ยืนรอนานแล้ว
ซุนหลงเหมินมักจะเป็นแบบนี้ พอจับอะไรที่น่าสนใจได้ก็ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับมันโดยไม่พักผ่อน ดังเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้ กระทั่งถึงช่วงเที่ยงคืนของวันเขาจึงได้วางมือลง
“ต้องได้รับน้ำวิเศษเพิ่ม มีทางนั้นทางเดียวที่จะทำให้สำนักเหลียงตันต้านภัยพิบัติในอนาคตได้ แต่เมื่อไหร่เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยจะกลับมา หากยังช้าอยู่แบบนี้ข้าคงต้องออกไปตามเอง...” ซุนหลงเหมินยังพูดไม่ทันจบก็เหลือบเห็นศิษย์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาถึงกับผงะคิดว่าตัวเองเห็นวิญญาณ หรืออาจจะเพราะทำงานเหนื่อยไม่ได้พักหลายวันจึงเห็นหน้าศิษย์ แต่หลังจากพินิจจนแน่ใจว่าเป็นเมิ่งเจี๋ยเจี๋ยจริงๆ ซุนหลงเหมินก็เผยรอยยิ้มกว้าง กอดลูกศิษย์ตรงหน้าเต็มแรง
“ท่านอาจารย์...” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยหน้าแดงเผือด นี่คือครั้งแรกที่ถูกบุรุษกอด ไม่นับตอนที่เหลียงอวิ๋นช่วยยามเผชิญสัตว์ร้าย หัวใจถึงกับเต้นโครมคราม มือไม้สั่นไปหมด
คล้ายกับรู้ว่าตัวเองทำสิ่งใดลงไป ซุนหลงเหมินปล่อยมือจากหญิงสาว ไอแห้งๆ แก้เขิน
“อาจารย์เป็นห่วงเจ้าเห็นไปข้างนอกนาน จึงตรวจสอบดูว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ แต่ดูเหมือนเจ้าจะสบายดีนะ”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เป็นห่วงศิษย์ ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์ต้องการสิ่งใดจึงเรียกหาเจี๋ยเจี๋ยเจ้าคะ” แท้จริงปล่อยตัวออกจากกันแล้วแต่เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยยังสัมผัสได้ถึงความร้อนรุ่มจากผิวกาย อดไม่ได้ต้องผินหน้าไปทางอื่นเพราะความเหนียมอาย
พอนางกล่าวเช่นนั้นซุนหลงเหมินก็จำจุดประสงค์ของตัวเองได้ โดยไม่อ้อมค้อมเขาหยิบภาชนะสีใสขึ้นมาแล้วยื่นให้ลูกศิษย์ เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยรับมาจากมืออีกฝ่าย เจ้าสิ่งนี้ทำให้ซุนหลงเหมินเสียเวลาทดลองนานแสนนาน ดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งสำคัญดังนั้นต้องถือให้ดีอย่าให้ตก
“นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ ดูท่าท่านอาจารย์จะหวงแหนมันมาก”
“เจ้าน่าจะรู้นะ”
“เอ๋...ข้าเนี่ยนะ ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ เจ้าสิ่งนี้ไม่คุ้นเลยจริงๆ”
“ความจำเจ้าสั้นยิ่ง สิ่งนี้คือน้ำวิเศษของเจ้าอย่างไรเล่า”
“อะไรนะเจ้าคะ! ถ้างั้นที่ท่านอาจารย์ทำอยู่ตลอดเมื่อกี้ก็...”
“ใช่...ข้ากำลังค้นคว้าน้ำวิเศษ ดูว่าจะผลิตเพิ่มได้หรือไม่ แต่น่าเสียดายข้ากลับไม่สามารถคัดลอกได้ นอกจากนั้นข้าค้นพบว่ามันสามารถรักษารากอันเหี่ยวเฉาของต้นดาราจักรที่กำลังตาย ทว่าปริมาณมีน้อยเกินไป หากเยอะกว่านี้คงสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ของสำนักเหลียงตันได้”
เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยพยายามย่อยข้อมูล น้ำวิเศษของเหม่ยอิงนางรู้อยู่แล้วว่าไม่ธรรมดาดังนั้นจึงมอบให้กับท่านอาจารย์ แต่ใครเล่าจะคิดว่ามันสามารถแก้ไขสถานการณ์ของสำนักได้ นี่มันวิเศษเลยไม่ใช่หรือ
“เจี๋ยเจี๋ย เจ้าพอจะนำน้ำวิเศษกลับมามากกว่านี้ได้หรือไม่ หากเจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยนโปรดบอก ข้าพร้อมยินดีแลก ขอเพียงได้รับน้ำวิเศษ” ซุนหลงเหมินไม่สนใจลูกศิษย์ที่กำลังคิดอยู่ เขากล่าวจุดประสงค์ออกมาตรงๆ โดยหวังบรรลุข้อตกลง แม้นั่นจะหมายถึงค่าใช้จ่ายจำนวนมากก็ตาม แต่เพื่อสำนัก เพื่อลูกศิษย์ก็มีแต่ต้องทำ