แม้บุรุษปริศนาจะยืนย้อนแสง แต่เฝิงหลานก็จำโครงหน้านั้นได้อย่างชัดเจน ไม่รวมถึงรูปร่างสูงใหญ่โดดเด่นเหนือสามัญของเขา สองมือยังคงไพล่หลังแลดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม ทว่าแววตาลุ่มลึกคู่นั้นกลับไม่สามารถสื่อถึงอารมณ์ใดๆ ออกมาได้
เฝิงหลานรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เตี้ยก่อนกำหมัดแบบบุรุษไปยังชายเบื้องหน้า “คารวะนายท่านลู่”
ลู่หานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแสดงอาการประหลาดใจออกมาอย่างไม่คิดปิดปัง แต่ใบหน้ายังคงยกยิ้มบางๆ ให้นาง
“แม่นาง จะไม่แนะนำตัวเองหน่อยหรือ “
เขาเอ่ยขึ้นกับนางอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ประหนึ่งประจานพวกนางทั้งสองว่า หากคิดจะปลอมตัว สมควรจะต้องทำให้ได้ดีกว่านี้
วาจาที่เขาเอ่ยขึ้นมาเฉลยตัวตนของเฝิงหลานนั้น แม้จะไม่ถึงขั้นทำให้นางตกใจจนหน้าซีด แต่ส่งผลให้เฝิงหลานชะงักไปครู่หนึ่ง ในหัวพลันได้ยินเสียงวิ้งๆ คิดคำโต้แย้งหรือตอบกลับใดๆ ไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ
‘ถูกมองออกได้ง่ายดายเพียงนี้เชียว ‘ ตอนนี้ในใจนางรู้สึกเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เพราะหากนายท่านลู่ผู้นี้ยังดูออก แล้วก่อนหน้านี้ที่พวกนางไปไหนมาไหนกันแบบนี้เล่า จากที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ ซ้ำยังต้องปกปิดฐานะของตนเพื่อความปลอดภัยจะไม่กลายเป็นโฉ่วต้าน* ในงิ้วหรอกหรือ
ยังเป็นเขาที่ดูปฏิกริยาของนางออก ก่อนเอ่ยยิ้มๆ ขึ้นมา “แม่นางเฝิงไม่ต้องตกใจไป ข้าแค่รู้จักแม่นาง เหมือนเช่นที่แม่นางรู้จักพวกข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ใจให้มาก “ขณะที่เขาเอ่ยประโยคนี้ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็เลื่อนรถเข็นมาทางเขา ลู่หานจึงค่อยๆ ขยับขาที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกก้าวเดินสั้นๆ ขึ้นไปนั่งบนรถเข็นใหญ่ตัวใหญ่แทน
“เพราะขาข้าบาดเจ็บ ไม่สามารถยืนได้นานนัก ได้แต่เสียมารยาทนั่งสนทนากับพวกท่านแล้ว “ไม่อาจไม่กล่าวถึงบุคคลิคท่าทางอันเป็นเอก ประกอบกับน้ำเสียงเจือทุ่มต่ำอ่อนโยนของชายที่ด้านหลังกู้เซียนเซียนทำให้พวกนางแม้จะนั่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าก็ยังไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามในระดับที่ร้ายแรงจนทำให้บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
แม้ว่ากู้เซียนเซียนจะหันกลับมามองเขาได้ชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ตามแต่เพราะมีเจ้าก้อนแป้งหนาหนักนั่งอยู่บนตัก จึงไม่สามารถแม้แต่จะยกตัวเองให้ลุกขึ้นตรงๆ ได้ ทำได้เพียงแหงนหน้ามองการสนทนาระหว่างชายแปลกหน้ากับบ่าวคนสนิทของตนเอง
กระทั่งตอนนี้นางยังไม่รู้เลยว่าคนที่เฝิงหลานพูดคุยอยู่ด้วยเป็นใคร เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่
“เอ่อ ข้าไป๋เซียน คาราวะนายท่านลู่ “นางเอ่ยขึ้นพร้อมก้มศีรษะให้เล็กน้อยเมื่อมีช่องว่างการสนทนาเพียงพอให้แทรกได้
ตอนที่นายท่านลู่สังเกตเห็นคนตัวเล็กเบื้องหน้ามองมาทางเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม เขาพลันหัวเราขึ้นมาเบาๆ ในลำคอ
“แม่นางกู้ไม่ต้องเกรงใจ “เขายังคงตรงมาตรงไปเช่นเดิม เหมือนกำลังจะสื่อว่าเจ้าสองคนเลิกเสแสร้งเสียทีเถิดมีอะไรก็เอ่ยพูดตรงๆ ข้ารู้เรื่องราวทั้งหมดอยู่นานแล้ว
กู้เซียนเซียนพลันหน้าเสียอยู่บ้าง นางรู้ว่าสัมมโนครัวของนางถูกเปลี่ยนไปทั้งหมดแล้ว กระทั่งผ่านเข้าประตูเมืองไปมาหลายรอบด้วยชื่อไป๋เซียนที่ตั้งขึ้นมาใหม่ตามแซ่ทางฝั่งมารดาก็ยังไม่เคยมีใครจับได้ กลับถูกเขาเอ่ยออกมาอย่างง่ายดายประหนี่งที่ผ่านมาพวกนางกำลังเล่นละครหลอกได้เพียงเด็กเล็กเท่านั้น
“ท่านเป็นใครกันแน่? “กู้เซียนเซียนเผลอหลุดอุทานออกมา ก่อนนึกขึ้นได้จึงรีบเอามือปิดปากไว้ ก่อนมีมือขาวอวบขนาดเล็กกว่าเอื้อมมาวางทาบทับมือที่ยกปิดปากของนางเอาไว้อีกทีด้วยสีหน้าสนุกสนาน
‘ข้าไม่ได้กำลังเล่นกับเจ้าอยู่นะ ช่างไม่รู้เวลาไหนควรไม่ควรเลยจริงๆ ‘กู้เซียนเซียนบ่นพึมพำในใจ ก่อนถลึงตาใส่เด็กน้อยตรงหน้า
เขากลับยังไม่รีบร้อนตอบคำถามนี้ เพียงมองการกระทำของคนทั้งสองอย่างขบขัน ก่อนขยับล้อรถเข็นมาทางด้านหน้าไกล้กับกู้เซียนเซียนเข้าไปอีกนิด มือสองข้างยื่นไปด้านหน้าเพื่อดึงก้อนแป้งน้อยในอ้อมแขนของนางออกมา
จู่ๆ เด็กหญิงอวบอ้วนที่นางเลี้ยงดูมาชั่วระยะเวลาหนึ่งถูกดึงตัวหายไป อ้อมกอดที่เคยอบอุ่นนุ่มนิ่มและมีกลิ่นหอมของนมจากกลิ่นกายของเด็กน้อยจางๆ พลันหายไปแทนที่ความเย็นเยียบขึ้นทีละนิด กู้เซียนเซียนออกจะทำใจไม่ถูกอยู่บ้าง
ตอนที่ชายหนุ่มยื่นมือมาอุ้มเจ้าตัวเล็กไปนั่งบนตักของเขาเรียบร้อยแล้ว นางถึงเพิ่งได้ยินเขาเอ่ยตอบคำถามนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำกลั้วหัวเราะ “ข้าเป็นบิดาตัวจริงของเด็กคนนี้”
เด็กน้อยไม่งอแงนางค่อยๆ เปลี่ยนไปกอดคอบิดาของนางแทน
ที่เบื้องหลังของพวกเขาสองพ่อลูกไม่รู้ว่ามีกลุ่มคนเพิ่มมาจากไหน กระทั่งมากันตอนไหนนั้นกู้เซียนเซียนและเฝิงหลานต่างก็ไม่ทันได้สังเกตุ
“ขอบคุณที่ดูแลบุตรสาวให้ข้า ปกตินางไม่เคยติดคนแปลกหน้าเช่นนี้ นี่นับเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ข้าได้เห็นนางเป็นเช่นนี้ “เขาเอ่ยขึ้นมาอีกหนสายตาหลุบมองก้อนแป้งในอ้อมแขนเป็นครั้งคราว มือข้างหนึ่งยังโอบรอบตัวนาง รังสีแห่งการปกป้องนั้นแผ่ออกมาอย่างชัดเจน
“หากมีโอกาสต้องตอบแทนอย่างแน่นอน เวลาไม่เช้าแล้ว คงต้องขอตัวก่อน “เขาเอ่ยจบก็ก้มศีรษะให้พวกนางเล็กน้อย
“เกรงใจไปแล้ว ขอลาเช่นกัน “เฝิงหลานเอ่ยขึ้นต่อคำตามมารยาทกับเขาทันที
ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะเข็นรถจากไปพร้อมกับกลุ่มคนจำนวนมาก จนทำให้คนในตลาดเช้าบริเวณนี้ดูบางตาลงทันที ที่แท้ก่อนหน้า พวกเขาก็มีคนอยู่รอบๆ ตัวพวกนางนี่เอง แต่ทำไมถึงไม่แสดงตัวกัน เฝิงหลานแอบคิดถึงปัญหาอยู่ในใจเงียบๆ
“อาเฟิง เขาเป็นใครกัน” กู้เซียนเซียนที่กำลังกินข้าวต้มส่วนที่เหลือต่อเอ่ยขึ้นกับเฝิงหลาน พลางกระตุกชายเสื้อให้นั่งลงข้างนางไปด้วย
ตอนนี้กู้เซียนเซียนพยายามจะไม่นึกถึงสายตาของเด็กน้อยก่อนที่จะจากไป แม้จะอยู่ในอ้อมกอดของบิดา แต่สายตาที่มองมาทางนางก่อนจะถูกบ่าวไพร่เดินบังจนหายลับไปก็ดูช่างน่าสงสารเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกู้เซียนเซียนถึงรู้สึกเช่นนี้ แม้จะรู้ว่าไม่สมเหตุสมผลเพียงใด แต่นางรู้สึกได้ว่าเด็กหญิงผู้นั้นเหมือนจะต้องการสื่ออะไรกับนางจริงๆ
เฝิงหลานถึงกับขมึงตาจ้องมองกู้เซียนเซียนก่อนจะนั่งลงข้างๆ นาง ตอนนี้เฝิงหลานให้สงสัยจริงๆ ว่าสมองของกู้เซียนเซียนนอกจากเงินแล้วนางมีเรื่องอื่นบรรจุอยู่หรือไม่
“เฮ้อ… นายน้อย เขาคือคนที่ท่านวิ่งไล่ติดตามอยู่เมื่อหลายวันก่อนนั่นยังไง”
หลังคำเฉลยจากอาเฟิง กู้เซียนเซียนยังคงมีสายตางุนงง หรือคนคนนี้จะเป็นหนึ่งในสองคนที่นางติดตามกัน แล้วใครกันหล่ะ นางเพียงเห็นหน้าจากที่ไกลๆ หากไปติดตามใกล้ๆ ได้ขนาดนั้นจะเรียกว่าสะกดรอยอีกหรือ
เฝิงหลานนั่งเท้าคางมองหน้ากู้เซียนเซียนที่กำลังเก็บอาหารบนโต๊ะกวาดลงท้องไปจนหมดอีกครู่ ก่อนผละไปจ่ายเงินค่าอาหารเช้า
“คนที่สอง คนที่เป็นนายท่านของสำนักคุ้มภัย “นางเดินกลับมาเฉลยให้นายหญิงฟังก่อนจะรีบดึงมือนางจูงออกไปจากบริเวณนั้น
‘ต่อไปนี้ต้องระวังตัวให้มากขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าพวกนางจะระมัดระวังตัวมากอยู่แล้วก็ตาม เพราะขนาดคนทั่วไปยังสามารถสืบรู้เบื้องหลังที่สู้อุสาห์ปกปิดไว้อย่างดีได้ นับประสาอะไรกับคนที่อยู่ในที่มืด นับว่าครั้งนี้ยังโชคดี’ เฝิงหลานครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
เพราะไม่มีเหตุการณ์ก่อกวนเกิดขึ้นอีก โรงเตี้ยมที่กำลังก่อสร้างอยู่จึงมีความคืบหน้าขึ้นมากจนตอนนี้ขึ้นชั้นหนึ่งไปจนจะแล้วเสร็จ แม้ยังไม่มีวี่แววจะหาเงินมาขึ้นต่อชั้นสอง แต่เพราะสถานการณ์ต่างๆ ล้วนอยู่ข้างพวกนาง ขอเพียงจบชั้นหนึ่งได้ การจะหาคนมาจ่ายเงินสร้างชั้นสองต่อน่าจะพอมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะเดือนสองเดือนมานี้พวกนางสามารถแก้ปัญหาไปได้หลายเรื่อง ขนาดต้นหลิวที่ปลูกเรียงกันอยู่ด้านหลังเรือนกระเรียนเหินจะดูโรยราใบสีเหลืองเปลี่ยนไปแทนความเขียวชอุ่ม แต่กู้เซียนเซียนกลับรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวายิ่งกว่าเมื่อก่อนมากนัก
เหตุการณ์ผ่านไปอย่างราบรื่นได้ไม่ถึงสามวัน
หัวค่ำวันหนึ่ง หลังจากที่กู้เซียนเซียนและเฝิงหลานออกไปเดินดูกลุ่มคนค้าขายตามสถานที่ต่างๆ มาทั้งวัน พวกนางก็หอบเอาร่างที่หมดพลังชีวิตกลับมายังเรือนหลังน้อย ไป๋เลี่ยงหลินที่ตั้งสำรับไว้รอตามเวลาที่คาดว่าสองนายบ่าวจะกลับมา ทันทีที่เห็นพวกนางเดินเข้ามาถึงรั้วบ้านก็รีบขยับตัวลุกขึ้นเพื่อไปยืนรอพวกนางตรงประตูใหญ่ของเรือนกลาง
“เอ๋..วันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ อาหญิงถึงกระตือรือร้นมารับพวกข้าถึงเพียงนี้ “กู้เซียนเซียนอุทานออกมาด้วยความดีใจ ตัวยังเดินมาไม่ถึงหน้าเรือนดี ก็ได้ยินเสียงอาหญิงดังขึ้น
“เจ้าดูข้าวของเหล่านี้สิ มีคนนำมามอบให้ บอกว่าของต่างตอบแทน ข้าไม่รับไว้ก็ไม่ยอม รีบบอกมาเร็วๆ พวกเจ้าไปทำอะไรมากันแน่ “ไป๋เลี่ยงหลินพูดขึ้นนิ้วก็ชี้ไปที่ข้าวของมากมายเบื้องหลัง
เฝิงหลานรีบวิ่งมาดูตรงกลางเรือนก็เห็นหาบข้าวของจำนวนมากอย่างที่อาหญิงพูดไว้ไม่ผิด
ในขณะที่กู้เซียนเซียนก้าวตามมาในภายหลัง สายตานางมองไปยังของที่กลางห้องเช่นกัน แม้จะเดาที่มาที่ไปของคนที่นำพวกมันมาส่งได้ แต่ในหัวกลับรีบคำนวนว่าจะเก็บไว้ทั้งหมดหรือนำไปขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินเสียจะดีกว่า มือนั้นกลับไวกว่าความคิด นางคว้าข้าวของชิ้นเล็กๆ ขึ้นมานับ ไปด้วย หากเป็นไปได้นางอยากจะเอาไปเก็บไว้ในกล่องสมบัติของนางให้หมด
“เซียนเซียน ยังจะนับอยู่อีก พรุ่งนี้ไม่ว่าเจ้าจะได้มาเพราะอะไร เอามันไปคืนเสีย “อาหญิงเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย เพราะรู้ดีว่าสิ่งตอบแทนมากมายขนาดนี้คงจะไม่ได้มากจากเรื่องเพียงเล็กน้อยแค่นั้น
“อาหญิง เซียนเซียนเสียดาย..” กู้เซียนเซียนเอ่ยเสียงเบา มือสองข้างโอบกอดกองสมบัติไว้แน่น
“เหตุใดเจ้าจึงเป็นคนเช่นนี้ไปได้ เห็นแก่เงินจริงๆ “อาหญิงได้แต่เดินส่ายหัวหายเข้าไปทางห้องด้านใน ก่อนตะโกนเรียกพวกนางให้เข้าไปทานข้าวพร้อมกัน
เฝิงหลานจึงรีบหันมายิ้มให้กู้เซียนเซียนก่อนรีบจับจูงแขนนางเข้าไปภายในตามความเคยชิน หลังอาหารเย็นพวกนางจึงถูกไป๋เลี่ยงหลินซึ่งรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนอยู่แล้ว อบรมไปอีกหนึ่งชุดใหญ่ก่อนจะยืนยันให้นำสิ่งของไปส่งคืนในวันรุ่งขึ้น
คืนนั้นก่อนกู้เซียนเซียนจะนอนในใจยังกระหวัดไปถึงเด็กน้อยในอ้อมแขน กลิ่นของเด็กนั่นยังติดจมูกของนางอยู่เลย
ขนาดว่าหลับฝันกลางดึก นางยังฝันว่าเด็กหญิงอ้วนกลมผู้นั้นมานอนอยู่บนเตียงเดียวกับนาง มือขาวอวบซุกอยู่ตรงคอนางเหมือนเช่นที่ทำในตลาด กู้เซียนเซียนได้แต่อมยิ้มอย่างมีความสุข
อาจเป็นเพราะฝันดีเกินไป เช้านี้กู้เซียนเซียนจึงตื่นขึ้นมาในยามเฉิน (7.00-9.00 น) ถึงแม้ตอนที่ตื่นจะไม่รู้เวลาที่แน่ชัด หากไม่เป็นเพราะแสงจากภายนอกสาดแทรกเข้ามาตามช่องว่างของลวดลายสลักบนผนังห้อง ส่องให้เห็นเป็นเงาดำมืดและสว่างในทิศทางสูงต่ำที่พื้นแค่นี้ก็เพียงพอที่จะกะเวลาได้แล้ว
เพราะว่าห้องที่นางนอน แยกออกมาจากเรือนด้านใน ตอนที่ตื่นขึ้นมาจึงต้องทำกิจวัตรต่างๆ ด้วยตัวเอง ตอนที่กำลังพยายามจะลุกขึ้นมานั้นจู่ๆ ที่แขนข้างหนึ่งของนางพลันรู้สึกปวดชาจนนางต้องหันไปมอง
“ไอ๊หยา! “อุทานได้เพียงเท่านี้ก็หมดคำพูด ในหัวกลับรีบไล่เรียงความทรงจำอย่างยุ่งเหยิง
‘นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกัน’
เพราะไม่ทันตั้งตัวที่จะต้องตื่นมาพบหัวกลมๆ เล็กๆ โผล่ออกมาจากผ้าห่มหนาข้างกายนาง แม้จะสับสนมึนงงในตอนแรกแต่เพราะกลิ่นที่คุ้นเคยนั่นนางจึงเพียงค่อยๆ เลิกผ้าห่มขึ้นมาดู
‘เป็นเด็กหญิงเมื่อวันก่อนจริงๆ ! ‘
‘แล้วนางมานอนอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ถูกขโมยมาทิ้งไว้แล้วใส่ร้ายข้าว่าเป็นหัวขโมยลักเด็ก รอบิดาเขามาบั่นคอ ‘
ยิ่งคิดนางยิ่งเริ่มตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ แต่ถึงอย่างไรเด็กก็ไม่ผิด นางจึงค่อยๆ ห่มผ้าคืนให้ แล้วกระเถิบตัวถอยลงจากเตียงไปอย่างเงียบเชียบ
กู้เซียนเซียนรีบล้างหน้า บ้วนปากและแต่งตัวเพียงลวกๆ ก่อนรีบเปิดประตูห้องวิ่งออกไปปรึกษาอาหญิงที่เรือนกลาง
แต่ทันทีที่เปิดประตูออกมาจากห้องนางก็ต้องชะงักกึก เพราะที่หน้าประตูปรากฏบ่าวหญิงแปลกหน้าสองคนยืนอยู่คนละด้าน ทั้งสองคนย่อตัวทำความเคารพแก่กู้เซียนเซียน และมุ่งมั่นยืนหยัดอยู่ตรงนั้นต่อไปโดยไม่ขยับตัว
แม้รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ผิดปกติอย่างมาก แต่อย่างน้อยสิ่งที่นางมั่นใจคือ พวกเขาคงไม่ได้มาร้าย
บริเวณห้องโถงขนาดไม่ใหญ่โตของเรือนกลางในตอนนี้อัดแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมาก กู้เซียนเซียนเห็นแล้วถึงกับแข้งขาอ่อน หรือนี่จะเป็นคนของท่านผู้นั้นจะมาจับกุมพวกนางใช่หรือไม่
ตอนที่นางเดินเข้ามาถึงภายในห้องด้วยสภาพไม่เรียบร้อย ผมเผ้าไม่ได้หวีปล่อยสยายกระเซอะกระเซิง สภาพแบบนี้ดูก็รู้ว่าเพิ่งตื่นนอน แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น แต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกตื่นตระหนกคือในห้องนั้นนางมองไม่เห็นอาหญิงและเฝิงหลาง
แม้จะขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ แต่ท่ามกลางผู้คนมากมาย กลับมีหญิงชราผมขาวโพกผ้าประดับหยกไว้กลางหน้าผาก นั่งกุมไม้เท้าหัวกิเลนไว้เบื้องหน้า อยู่ในจุดศูนย์กลางของผู้คน แม้นางจะมองมายังกู้เซียนเซียนด้วยใบหน้าอ่อนโยนไม่ถือสาหาความกับท่าทีที่นางวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาของนาง แต่กู้เซียนเซียนกลับรู้สึกประหม่าจนต้องรีบผูกเสื้อนอกที่ยังสวมใส่ไม่เรียบร้อยจนมือไม้พันกัน ส่วนบุรุษอีกคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง คือนายท่านลู่ผู้นั้น ต่อให้วันนี้เขาสวมใส่เพียงผ้าฝ้ายสีดำสามัญ แต่ท่าทางสง่างามของเขานั้นกลับส่งเสริมความโดดเด่นน่าเกรงขามไปเกือบแปดส่วนแล้ว
กู้เซียนเซียนรีบเดินถอยหลังออกมายังนอกประตูเรือนเพื่อตามหาคนในบ้านกลับมีเสียงหนึ่งดังออกมาไล่หลัง
“แม่นางอย่าเพิ่งไป “นี่ไม่ใช่เสียงของลู่หานแล้วจะเป็นเสียงของใครไปได้ เพราะน้ำเสียงเป็นมิตรเช่นนี้ ทำให้ใจที่คิดจะรีบเดินหนีลังเลขึ้นมาทันที
‘บางทีอาจต้องพูดคุยเจรจาถึงจะรู้วัตถุประสงค์การมาของพวกเขา ‘กู้เซียนเซียนรีบคิดอย่างรวดเร็ว
ตอนที่นายท่านลู่มองเห็นกู้เซียนเซียนที่รีบร้อนเข้ามาตอนแรก เขาก็รีบลุกขึ้นจากรถเข็นทำการคารวะแก่นางก่อนแล้ว แต่เพราะนางตื่นตกใจกับสถานการณ์แปลกๆ อยู่ ทำให้ไม่ทันได้สังเกตเห็น หลังจากนั้นก็เห็นนางรีบหันตัวเดินหนีไป เขาจึงทำได้เพียงส่งเสียงรั้งนางไว้
กู้เซียนเซียนพลันหยุดฝีเท้า ก่อนค่อยๆ เดินกลับเข้ามาในห้องเดิมอีกรอบ
“เอ่อ.. พวกท่าน มาทำอะไรกันที่นี่ “หลังเอ่ยประโยคนี้ออกไป กู้เซียนเซียนแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดนัก นี่มันมารยาทประเภทใดกัน สมควรเป็นประโยคแรกที่นางเอ่ยทักทายออกไปหรือ สถานการณ์ยิ่งทำให้นางกระอักกระอ่วมมากขึ้นไปอีก จนหลงลืมเป้าหมายการมาปรากฏตัวของพวกเขาที่นี่ไปอย่างกระทันหัน กระทั่งมารยาทขั้นพื้นฐานนางยังผิดพลาด แต่คำพูดที่พูดออกไปแล้วนั้น ก็เหมือนน้ำที่ถูกสาดทิ้งออกไป จะเรียกคืนมาก็ไม่ได้ ผิดพลาดก็ผิดพลาดไปแล้ว นางจึงทำได้เพียงย่อตัวคารวะไปยังสตรีอาวุโสเบื้องหน้าและนายท่านลู่ที่นั่งชมการแสดงของนางอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าและแววตาขบขัน
“ไป๋เซียนคาราวะนายหญิงผู้เฒ่าและนายท่านลู่ “กู้เซียนเซียนรีบย่อตัวคำนับอย่างเต็มพิธีการ ก่อนมีเสียงแหบพร่าแต่ระรื่นหูประดุจนางได้รับการปลดปล่อยแล้วดังขึ้นมา
“แม่นางไม่ต้องเกรงใจ เป็นพวกเราที่เสียมารยาทแล้ว “หญิงชราที่นั่งหลังตรงโดดเด่นผู้นั้นเอ่ยขึ้นอย่างเกรงอกเกรงใจ สอดคล้องกับสีหน้าและท่าทางที่แสดงออกมาไม่ผิดเพี้ยน แต่สายตายังคงจับจ้องตรงไปยังใบหน้าก้มต่ำของกู้เซียนเซียนอยู่ตลอดเวลา
หลังจากนั้นในห้องพลันเงียบสงัดลงอีกครั้งโดยไม่มีสาเหตุ
เพราะไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาอีก กู้เซียนเซียนจึงได้หันหน้าถามหาอาหญิงกับเฝิงหลานเอากับบ่าวที่อยู่ไกล้ตัวนางมากที่สุดตอนนี้แทน
แต่คนที่ตอบกลับ กลับไม่ใช่บ่าวที่นางถาม หากแต่เป็นนายท่านลู่ ที่วันนี้เขาดูมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้าแทบตลอดเวลา บุคคลิคสง่างามผ่าเผยไม่เหมือนโจรที่บุกรุกเข้าบ้านผู้อื่นแม้แต่น้อย
“พวกนางอยู่ในห้องครัว กำลังทำอาหารให้เจ้ากระมัง”
‘ไม่จริงอย่างแน่นอน ไม่ใช่พวกนางหลบหน้าเจ้า ไปปรึกษาหารือกันหรอกหรือ ปกติข้าตื่นมาในเวลานี้ อย่างดีก็ข้าวต้มกับกับข้าวง่ายๆ อีกสามอย่าง ไม่มีทางที่จะทำจนล่วงมาเวลานี้แน่ ‘ กู้เซียนเซียนเพียงคิดในใจแต่คราวนี้ไม่ได้เอ่ยโพล่งออกมาอีก แต่ก่อนที่คิดว่าจะขอตัวออกไปหาพวกนาง ก็มีเสียงหนึ่งเอ่ยทักขึ้นมาอีก
“คุณหนูไป๋ ข้ามีเรื่องอยากขอหารือคุณหนูเล็กน้อย ไม่ทราบว่าพอรับฟังคำขอของคนแก่อย่างข้าได้ไหม “หญิงชราแลดูสูงศักดิ์ผู้นั้นเอ่ยปากขึ้น แต่สายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้าของนาง
ครั้นได้ยินเสียงนี้ กู้เซียนเซียนแม้จะกระวนกระวาย แต่นางก็เงยหน้าขึ้นก่อนเดินเข้าไปยืนสงบเสงี่ยมที่ด้านหน้าของนาง
“ไม่ทราบว่าจะให้ช่วยเหลือสิ่งใด หากไม่เหลือกำลัง ข้าก็จะช่วยเหลือเต็มที่ “นางเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม ผิดกับสายตาที่พลันหลุบลงเพื่อซ่อนความคิดหนึ่งที่สว่างวาบขึ้นมาในหัว ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นก็ยังไม่เร็วเพียงพอที่จะปกปิดความเคลื่อนไหวจากสายตาคมดุจเหยี่ยวของลู่หาน ที่นั่งสบายๆ อยู่ด้านข้างหญิงชรา
“เจ้าเดินเข้ามาไกล้ๆ อีกนิดเถิด ให้ข้าได้ดูหน้าเจ้าชัดๆ “หญิงชราเอ่ยขึ้นพร้อมมองไปที่กู้เซียนเซียนด้วยสายตาอ่อนโยน มือสองข้างยังคงกุมไว้บนหัวไม้เท้ากิเลนสีทอง
กู้เซียนเซียนจึงค่อยๆ เดินก้มหน้าเข้าไปยืนห่างจากหญิงชราเพียงสองคืบก่อนค่อยๆ คุกเข่าลง
“เงยหน้ามาให้ข้าดูหน่อย “เสียงแหบพร่ากลับมีความเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กน้อย กู้เซียนเซียนจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
ก่อนที่นางจะสังเกตเห็นว่ารอบข้างนั้นช่างเงียบเชียบจนราวกับจะได้ยินเสียงเข็มตกพื้นได้เลย
นางถึงกับแอบขมวดคิ้วเล็กๆ มุ่น ‘เกิดอะไรกันขึ้นมาอีกหล่ะทีนี้ ‘
ดวงตาสีนิลแกมเทาของสตรีผู้เฒ่าเบื้องหน้ากวาดขึ้นลงบนใบหน้าของนางได้สักพัก สายตาก็พลันสั่นระริกเบิกกว้างขึ้น หลังมือโอบอูมเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาค่อยๆ ลูบไปที่โครงหน้าของกู้เซียนเซียน ปากก็เอ่ยวาจาออกมาซ้ำๆ “ดีๆ …เหมือนอยู่มากจริงๆ มิน่าเล่านางถึงเป็นเช่นนี้”
เซียนเซียนที่ตอนนี้แม้จะพยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่งแค่ไหน แต่แววตายังฉายแววสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก ดวงตางามได้แต่กระพริบตาปริบๆ มองไปทางด้านหญิงชราสลับกับนายท่านลู่เป็นระยะ
“คุณหนู ท่านลุกขึ้นก่อนเถอะ “ลู่หานเอ่ยขึ้นเบาๆ ที่ด้านข้าง เซียนเซียนถึงได้ถอยตัวออกมาเล็กน้อยก่อนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
‘ตอนนี้ข้าไปได้หรือยัง ‘กู้เซียนเซียนคิดอยู่ในใจ
แม้นางจะไม่ได้เงยหน้ามองไปรอบๆ แต่ก็สามารถรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจากรอบด้าน
“แม่นางน้อย เรื่องที่จะขอร้องอาจทำให้เจ้าลำบากใจอยู่บ้าง แต่ข้าจำเป็นต้องบากหน้าแก่ๆ ของข้าเอ่ยแก่เจ้าแล้ว “หญิงชราเอ่ยเว้นระยะนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยประโยคต่อไปขึ้น
“เจ้าพอจะมาอยู่เป็นมารดาเลี้ยงให้หลานสาวของข้าที่จวนได้หรือไม่ “แม้จะเอ่ยยังไม่ทันจบประโยคดี
แต่ก็ทำให้กู้เซียนเซียนเกิดภาวะตื่นตระหนกจนสมองตายไปชั่วขณะ
“พร่วด..!!” เสียงสำลักน้ำชาของบุรุษที่นั่งอยู่ด้านข้างหญิงชรา สลับกับเสียงถ้วยชามแตก “เพล้ง!” ที่ด้านนอกเรือนอย่างชัดเจน
“แค่ก แค่ก.. เสียมารยาทแล้ว...ย่อมไม่ใช่อย่างที่คุณหนูคิด ท่านแม่แค่กำลังจะบอกว่า มาเป็นพี่เลี้ยงให้แก่บุตรสาวของข้าเพียงเท่านั้น “พฤติกรรมควบคุมตนเองไม่ได้เช่นนี้นานๆ ถึงจะเกิดขึ้นกับลู่หาน เขาถึงกับใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อยเลยทีเดียว
“พี่เลี้ยง? “ไป๋เลี่ยงหลินเดินเข้ามาด้านในห้อง ทิ้งให้เฝิงหลานและบ่าวรับใช้บางส่วนของแขกช่วยกันเก็บกวาดข้าวของที่แตกกระจายอยู่หน้าห้อง
หลังเหตุการณ์ชวนให้กระอักกระอ่วนใจช่วงสั้นๆ ผ่านไป ลู่หานจึงผายมือให้กู้เซียนเซียนและไป๋เลี่ยงหลินนั่งลงที่เก้าอี้กลมที่เหลืออยู่ ก่อนค่อยๆ เล่าสาเหตุที่เขาต้องมารบกวนที่เรือนหลังนี้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างให้แก่พวกนางฟัง
ที่แท้เป็นเพราะกู้เซียนเซียนนั้นมีใบหน้าคล้ายคลึงกับมารดาของเด็กหญิงอยู่หลายส่วน ทำให้เมื่อนางเห็นเซียนเซียนในครั้งแรกถึงกับเกาะติดไม่ปล่อย ลู่หลินบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขาสูญเสียมารดาไปเมื่อสองปีก่อนจากเหตุการณ์ลอบสังหารขณะที่เขารับคุ้มกันสินค้าเพื่อนำส่งไปยังกองทัพที่ชายแดน ตอนที่เกิดเหตุ ลู่หลินกับฮูหยินของเขาก็อยู่ในขบวนคุ้มกันด้วย หากไม่ใช่เพราะมารดาใช้ตัวปกป้องบุตรสาววัยเตาะแตะจากคมดาบและธนู เขาคงต้องสูญเสียนางทั้งคู่ไปพร้อมกันจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นแล้ว
และเพราะลู่หลินเห็นภาพมารดาของนางจากไปต่อหน้า ตั้งแต่นั้นมาเด็กน้อยที่เคยสดใสร่าเริงก็ไม่เคยเอ่ยปากพูดอีกเลย ไม่ว่าเขาจะพยายามหาหมอที่ดีที่สุดมารักษา แต่เพราะเป็นผลกระทบทางใจ เทียบยาที่ใช้บำรุงเพียงร่างกายจึงไม่อาจช่วยเยียวยาได้ หากไม่ใช่เป็นเพราะเมื่อหลายวันก่อน ลู่หานเห็นความตั้งใจของบุตรสาวที่พยายามอ้าปากเปล่งสียงพูดคุยกับกู้เซียนเซียนที่ตลาด ทำให้เขามองห็นโอกาสในการรักษาบุตรสาวให้กลับมาพูดคุยได้ดังเดิมอีกครั้ง
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เขายกเลิกทุกนัดหมาย วิ่งวุ่นวายเชิญหมอทั่วเมืองมาดูแลรักษาอาการของลู่หลิน เพียงหวังว่านางจะมีอาการดีขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่เป็นดังเช่นที่ปราถนา เพิ่มเติมคือความดื้อรั้นที่จะออกนอกจวนของนาง กระทั่งอาหารก็ยังไม่ยอมกิน เขาพอเดาออกถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนาง จึงได้พานางมาแอบดูกู้เซียนเซียนในช่วงเช้ามืดของวันนี้ แม้จะรู้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาสมอย่างที่สุด แต่เพราะลู่หลินเองก็ไม่ยอมนอนตลอดทั้งคืน เฝ้ามองเพียงประตูหน้าห้องนอนของนาง นัยน์ตาปราศจากความรู้สึกเช่นเคย ทำให้เขาอดใจอ่อนไม่ได้ ตอนที่ลู่หลินเห็นกู้เซียนเซียนนอนอยู่บนเตียง ขาทั้งสองข้างก็รีบปีนป่ายขึ้นไปแล้วมุดเข้าไปใต้ผ้าห่ม ก่อนโผเข้าไปในอ้อมกอดของกู้เซียนเซียนแล้วหลับไปในเวลาไม่นาน
เพราะสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนใจเช่นนี้ ลู่หานที่โชกโชนอยู่ในสมรภูมิเฉียดตายมาหลายรอบ กลับไม่กล้าเข้าไปรบกวนปลุกกู้เซียนเซียนตั้งแต่แรก เพียงรอให้นางตื่นขึ้นมาเพื่อหารือและนั่นก็คือสถานการณ์ในตอนนี้นี่เอง
เพียงแต่มารดาของเขากลับรู้เรื่องเข้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง จึงได้ติดตามเขามาที่นี่พร้อมบ่าวไพร่อีกเป็นโขยงกลุ่มนี้
กู้เซียนเซียนแย้มยิ้มอย่างขมขื่น แม้จะมีหมูวิ่งมาชนบังตอรอแค่นางเอ่ยปากแลกเปลี่ยนเงินทุนกับการเป็นพี่เลี้ยงให้แก่บุตรสาวของนายท่านลู่ เขาย่อมต้องตกลงยินยอมแน่นอน เพียงแต่วิธีการหาเงินเช่นนี้ ออกจะไม่ตรงตามเจตนาดั้งเดิมของนางจริงๆ เพราะเงินลงทุนที่ได้มาไม่ได้มาจากมุมมองเติบโตร่วมกัน แต่กลับเกิดจากการฉกฉวยผลประโยชน์ของนางเอากับเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ยังนอนอยู่ในห้องตอนนี้
‘เห้อ ..แต่จะให้ทำอย่างไรได้เล่า ตอนนี้สิ่งที่นางต้องการที่สุดก็คือเงินนี่นา หากไม่ฉกฉวยเอาในเวลาเช่นนี้แล้วไปหวังจับปลาในน้ำบ่อถัดไป นี่มิใช่จะเสียความตั้งใจของสวรรค์หรอกหรือ’
แม้ความคิดจะหมุนวน กู้เซียนเซียนยังคงส่งยิ้มเจื่อนกลับไปให้หญิงชราและนายท่านลู่ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบซ่อนอาการหิวเงินของนางไว้อย่างมิดชิด “หากข้ายังไม่สามารถตัดสินใจได้ตอนนี้ ท่านมีเวลาให้ไตร่ตรองสักกี่วัน”
ลู่หานมองหน้านางยิ้มๆ แต่กลับหันไปพูดกับไป๋เลี่ยงหลินแทน
“หากสะดวกรบกวนพวกท่านทั้งสองออกมาที่ด้านนอกกับข้าครู่หนึ่งได้หรือไม่”
ไป๋เลี่ยงหลินเองก็ต้องการเช่นนั้นอยู่พอดี นางพยักหน้าให้กู้เซียนเซียนแล้วพากันเดินออกไปภายนอกห้อง โดยมีลู่หานถูกเข็นรถตามออกมาหลังสุด
ที่นอกเรือน ห่างไกลจากลุ่มคนในห้อง บริเวณใต้กอไผ่ใบสีเหลืองอมเขียวที่ปลูกไว้เป็นแนวยาว ข้างห้องนอนของกู้เซียนเซียน
ลู่หานเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “ข้าย่อมเข้าใจแม่นางทั้งสอง หากพวกเราสามารถหาข้อสรุปได้วันนี้ สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือของโรงเตี๊ยมแม่นางน้อย ข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการต่อให้เอง ก่อนถึงฤดูวสันต์ปีหน้า ข้าสัญญาว่าโรงเตี๊ยมของท่านจะเปิดตัวได้พอดี เหตุผลนี้พวกท่านว่าเป็นอย่างไร”
กู้เซียนเซียนพลันรู้สึกตื่นตระหนกหลังได้ยินเขาเอ่ยประโยคเหล่านี้ นางต้องประเมินความสามารถของคนคนนี้ใหม่เสียแล้ว
‘กระทั่งเรื่องหาเงินทุนเขาก็รู้ นี่มิใช่ว่าเขาต่างหากเป็นคนคอยสืบเรื่องราวของพวกนาง แทนที่จะสลับด้านกัน ตอนนี้ดีนักผิดแผนอย่างร้ายกาจ แต่ก็ยังนับว่าไม่ขาดทุน’
“นายท่าน” ไป๋เลี่ยงหลินเอ่ยขึ้นมาบ้าง “เซียนเซียนนางไม่สะดวกไปค้างแรมที่ภายนอกจริงๆ รวมถึงคงไม่สามารถพาบุตรสาวของท่านออกไปภายนอกด้วยได้ เรื่องนี้ข้าคิดว่าพวกเราอาจจะช่วยท่านไม่ได้จริงๆ”
กู้เซียนเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กๆ คิดไม่ถึงว่าอาหญิงของนางมีแผนแสร้งปล่อยเพื่อจับกันกับเขาด้วย ผิดกับลู่หานที่ยังคงนั่งอมยิ้มน้อยๆ อยู่บนรถเข็น เพียงแต่สายตาลุ่มลึกกลับอ่านความรู้สึกไม่ออก
“หากไม่สะดวกพาไปไหนด้วยและไม่สะดวกไปพักที่จวนของข้า ข้าจะซื้อเรือนหลังเล็ก ที่อยู่ติดกับจวนให้แก่พวกท่านอยู่อาศัย หรือหากพวกท่านยังต้องการจะอยู่ที่นี่ ข้าก็จะพาลู่หลินมาส่งทุกวัน หากนางอยู่กับพวกท่านแล้วสามารถกลับมาพูดคุยได้ดังเดิม เงินลงทุนในส่วนของข้าจะยอมลดสัดส่วนปันกำไรลงอีกกึ่งหนึ่ง ท่านเห็นว่าข้อเสนอนี้เป็นอย่างไร”
“นั่นแปลว่าท่านยอมเสียเปรียบ? ทุกเงินลงทุนของท่านจะได้สัดส่วนกำไรกลับไปเพียงสองในห้า ท่านยอมรับได้จริงๆ หรือ “กู้เซียนเซียสายตาเป็นประกาย มองเห็นผลประโยชน์เบื้องหน้าอย่างชัดเจน นางแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะตอบตกลงอยู่แล้ว
นายท่านลู่เพียงอมยิ้มพยักหน้า “ข้าหมายความเช่นนั้นจริงๆ”
แม้กู้เซียนเซียนจะรู้สึกว่าการนำผลประโยชน์มาแลกกับความเจ็บป่วยของเด็กจะเป็นเรื่องที่เหลวไหลอย่างยิ่ง แต่นางในตอนนี้มีทางเลือกมากมายแค่ไหนกัน อะไรที่สมประโยชน์กันได้ ก็ควรหาทำไว้ก่อน เด็กหญิงเองหากนางดูแลดีๆ ก็ไม่แน่ว่านางอาจจะกลับมาพูดได้อีกจริงๆ เพื่อเป็นการตอบแทนผลประโยชน์ที่ได้มาอย่างไม่คาดคิด และยังได้ดูแลเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่นางเองก็ถูกชะตา สายตาของกู้เซียนเซียนพลันทอประกายมุ่งมั่นพร้อมจะทุ่มเททำหน้าที่ทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กันอย่างเต็มที่
*โฉ่วต้าน ตัวตลกในละครร้องสมัยโบราณของจีน