“ข้าเจ็บเหลือเกิน ท่านพี่...เหอชุนเทียนสามีที่ข้ารักและไว้ใจเขาอย่างสุดซึ้ง ไยท่านจึงทำกับข้าเช่นนี้ข้าเจ็บจนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป พระองค์ท่านได้โปรดเมตตา มอบความตาย เพื่อจากลาให้ข้าตัดวาสนากับชายผู้นั้นด้วยเถิดเ้าค่ะจะชาตินี้หรือชาติหน้าขอให้สิ้นวาสนาชะตารักต่อกัน”
เสียงนางพร่ำร้องวิงวอนโหยหวนปานใจจะขาด แข่งกับเสียงพายุฝนที่พัดกระหน่ำอยู่ภายนอกอารามร้างแห่งนี้ราวกับจะกลบทุกเสียงความเศร้าโศกทั้งหมดที่นางมี เมื่อความมืดเข้าปกคลุมทั่วทั้งอารามร้างจึงมีเพียงแสงจากสายฟ้าแลบสว่างวาบมาเป็ครั้งคราว
“จะตายทำไม เพื่อชายชั่วผู้นั้น เ้าก็หย่ากับเขา แล้วจงมีชีวิตอยู่ต่อไปเถิดแม่นาง”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นกึกก้องภายในอารามร้างนั้น นางหยุดสะอื้นไห้ด้วยความประหลาดใจมือบางปาดเช็ดน้ำตาเพื่อมองหาต้นเสียง จนเมื่อสายฟ้าแลบสว่างเข้ามาสายหนึ่งตรงผนังหลังองค์เทพนั้นปรากฏชายชุดดำ มือข้างหนึ่งของเขาถือกระบี่สีเงินที่สะท้อนแสงวาววับยามสายฟ้าจากภายนอกสว่างวาบเข้ามา
ชายชุดดำยืนกอดอกมองมาที่นางทว่านางหาได้ตระหนกใกลัวไม่ เขาจะเป็โจรหรือจอมปีศาจแล้วเช่นไร ได้โปรดใช้กระบี่ในมือพรากชีวิตนางไปตอนนี้เลยยิ่งดี
“เ้าจ้องข้าตาไม่กระพริบ ไม่กลัวสักนิดเหรอแม่นาง” เสียงหัวเราะหึๆเอ่ยขึ้นมา ก่อนจะย่างกรายเข้ามาใกล้
“ท่าน จะทำอะไร” นางถอยหลังกรูดตามสัญชาตญาณ เมื่อเขาเดินมาย่อตัวนั่งลงใกล้ๆนาง
“ข้าจะหาฝืนจุดไฟ หากแม่นางไม่อยากหนาวตายก็ลุกขึ้นมาช่วยกัน”
“ข้าอยากตายข้ายอมหนาวตาย ท่านมอบความตายให้ข้าได้หรือไม่” นางเอ่ยขึ้นอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ในชีวิต
“หักอกหักใจแล้วตรองดูใหม่เถิดแม่นาง หากเ้าตายไปแล้วบิดา มารดา เ้าจะเป็เช่นไร”
“ท่านแม่ข้า... ข้า ใช่ข้าต้องดูแลท่านแม่ ท่านยาย ข้ายังตายไม่ได้” หลันฮวาครุ่นคิดก่อนที่นางจะกุลีกุจอเหมือนคนไร้ซึ่งสติลุกขึ้นรื้อแผ่นไม้หักที่ทับถมอยู่บนพื้นเพื่อก่อกองไฟ
“แม่นาง ควรใช้ไม้ยาว ๆเขี่ยพลิกแผ่นไม้ ไม่แน่อาจมีงูเงี้ยวเขี้ยวขอได้ที่นี่ยิ่งมืดๆอยู่” เขาบอกก่อนจะโยนไม้ยาว ๆมาให้นางบนพื้น
พรึบ !! แสงไฟจากกองไฟที่เพิ่งถูกจุดขึ้นภายในอารามร้างส่องสว่างและให้ความอบอุ่นมากขึ้น ร่างบางของหลันฮวานั่งกอดเข่าคุ้ยเขี่ยกองไฟให้ลุกโชน
ในห้วงความรู้สึกนางซุกซ่อนความเศร้าโศกที่ล้ำลึกส่วนร่างหนาของชายชุดดำกำลังปลดผ้าคลุมหน้าลง เขากำลังพยายามใช้ผ้าผืนนั้นมาพันแขนข้างขวาที่ชุ่มโชกไปด้วยเืจากาแ
“ท่าน มีเืออกหรือเ้าค่ะ”
นางถามขึ้นอย่างสงสัย เมื่อแสงจากกองไฟทำให้การมองเห็นชัดขึ้นใบหน้าเขาดูมีสง่าราศีน่าเกรงขามอยู่ในที แต่แขนกำยำนั้นกลับมีาแฉกรรจ์
“เ้าทำแผลเป็หรือไม่” จู่ ๆ เขาผู้นั้นเอ่ยขึ้น หลังจากพยายามพันแขนขวาห้ามเือย่างยากลำบากทุลักทุเล
“ข้าทำแผลเป็เ้าค่ะ” นางว่าพลางเลื่อนมือไปหยิบห่อยาผงเล็ก ๆ ออกจากสายคาดเอวของตัวนาง
“นั่นอะไร”
“เพียนจื่อหวาง บดเป็ผงไว้สมานแผล ห้ามเืท่านถอดเสื้อคลุมออกก่อน ข้าจะได้โรยยาแล้วพันแผลได้ถนัด”
เขาทำตามที่นางบอกแต่โดยดี ชุดคลุมท่อนบนถูกถอดออก เหลือเพียงหน้าอกและไหล่ที่กำยำท่ามกลางแสงวูบไหวของกองเพลิง นางขยับเข้ามาใกล้เอียงหน้ามองดูแผลที่เกิดจากรอยฟันของคมกระบี่นางฉีกชายผ้าจากชุดสีส้มอ่อนของนางเองออกมาซับรอยคราบเืที่เริ่มแห้งกรังเพื่อทำความสะอาดโรยผงยาสีเหลืองนวลออกจากห่อเล็ก ๆลงบนรอยแยกปริของเนื้อที่เกิดจากการโดนฟันนั้น แล้วใช้ผ้าคลุมหน้าสีดำนั้นพันแผลให้ด้วยความชำนาญ
การกระทำอันเบามือและอ่อนโยนของนาง อยู่ในสายตาเขาผู้นั้นตลอดเวลาตาคมจับจ้องมองใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มสีอ่อนระเรื่อ ล้อกับแสงสว่างไสววูบวาบจากกองไฟอันอบอุ่น ใบหน้ารูปไข่บอบบาง จมูกเชิดรั้นริมฝีปากแต้มสีชาดดูอวบอิ่ม ดวงตากลมโตของนางงามนัก แต่ทว่าแววตานั้นแสนเศร้าสร้อยมองแล้วสร้างความห่อเหี่ยวเวทนาแก่ผู้พบเห็น
“เสร็จแล้วเ้าค่ะท่านเจ็บมากหรือไม่” นางส่งยิ้มมาบางเบา แต่รอยยิ้มนั้นไม่ส่งถึงดวงตาคู่สวยนั้น
“เ้าเป็หมอ หรอกหรือ แม่นาง”
“ข้าหาได้เป็หมอไม่ เป็เพียงแต่ผู้รับจ้างบดยาให้โรงหมอหวัง นอกเมืองเยี่ยนโจว” นางตอบกลับเขา แล้วขยับตัวไปนั่งตำแหน่งเดิมที่ห่างออกไปคนละมุมรอบกองไฟนั้น
“อ้อ บ้านเ้าอยู่นอกเมืองหรอกหรือ แล้วมาทำอันใดในตัวเมืองเยี่ยนโจวกันเล่า”
“ข้าเพียงติดรถม้าเข้ามาส่งยาให้ร้านยาในตัวเมือง”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเื่ที่เ้าอยากตายได้กันเล่า”
นางเงียบไม่ตอบ จนคนถามรู้สึกผิดที่โพล่งคำถามนั้นออกไป ต่างคนต่างเงียบ เขาเหยียดตัวเอนลงเอาหลังผิงผนังอารามส่วนนางนั้นนอนคุดคู้อีกฟากฝั่งของกองไฟ ไหล่บางห่อเข้ากอดตัวเองด้วยความหนาวเหน็บยามค่ำคืนที่สายฝนภายนอกกำลังโหมกระหน่ำลงมาเขาที่มองอยู่นาน ทนดูไม่ไหวจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกสีดำห่มคลุมลงมาที่ร่างบางอย่างเบามือ
“ถือเป็ค่าตอบแทน ที่ช่วยใส่ยาทำแผลให้ข้านะแม่นาง”
หากแต่หลันฮวาที่ยังไม่อาจข่มตาหลับลงได้ด้วยความเศร้าเสียใจยังคงเกาะกุมกัดกินจิตใจในทุกขณะของลมหายใจเมื่อเขาเสียสละยกเสื้อคลุมห่มลงมาให้บนตัว นางที่นอนหันหลังกอดตัวเองคุดคู้ยังคงรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวเป็อย่างดีแต่ด้วยความหนาวเหน็บจากแคว้นทางเหนือเช่นเมืองเยี่ยนโจวที่ยิ่งดึกยิ่งหนาวเข้ากระดูกแม้กองไฟที่ลุกโชนยังมิอาจให้ความอบอุ่นเพื่อคลายหนาวได้เพียงพอ นางจึงทำเป็นอนหันหลังนิ่งเสียเป็การตอบรับน้ำใจจากชายแปลกหน้าผู้นั้น จวบจนยามอิ๋น(03.00-04.59) นางที่แสนอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจไม่อาจต้านความเหนื่อยล้าลงได้จึงเผลอวูบจนหลับสนิท
“คารวะท่านอ๋องกระหม่อมขออภัยที่ไม่อาจตามมาอารักขาพระองค์ได้ทันเวลาพ่ะย่ะค่ะ” เหล่าองครักษ์เงาที่ติดตามมาอารักขาชินอ๋องกล่าวขึ้นพร้อมร่างบึกบึนทั้งสี่ขององครักษ์เงาก้มลงคุกเข่าคารวะทำความเคารพเ้านายเหนือหัวในชุดดำผู้นั้น
ชายชุดดำผู้นั้น คือ ชินอ๋อง จินหย่งเล่อเป็พระอนุชาร่วมมารดาเดียวกันกับฮ่องเต้แคว้นเยี่ยน จินเฟยเทียน
“จับพวกฏได้ทั้งหมดหรือไม่” ชินอ๋องเอ่ยขึ้น ก่อนจะลอบมองไปทางนางผ่านกองไฟที่กำลังเริ่มดับมอดลง
“พวกฏบางส่วนตายจากการต่อสู้ที่เหลือถูกจับไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วแม่นางท่านนั้นให้กระหม่อมกำจัดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ห้ามแตะต้องนางมิเป็ภัยหรอก ข้าสกัดจุดให้นางนอนหลับลึกเสียปานนั้น เ้าสองคนอยู่อารักขานางอีกสองชั่วยามแล้วลอบติดตามไปส่งนางที่นอกเมืองให้ปลอดภัย อย่าให้นางรู้ตัวส่วนข้าจะกลับไปสอบสวนพวกฏเอง” ชินอ๋องปรายตามองนางที่นอนหลับนิ่งสนิทก่อนจะลุกจากไป