ความจริงอันเจิงรู้สึกผ่อนคลายกับสภาพแวดล้อมในตอนนี้มากทุกคนต่างก็คิดว่าเขาเป็นแค่เด็กหนุ่มที่เพิ่งออกมาเผชิญโลกได้ไม่นานซึ่งการดูถูกเช่นนี้นั่นเองที่ทำให้อันเจิงได้เปรียบ
และเพราะมีสมบัติวิเศษที่น่าอัศจรรย์อย่างตราประทับท้าทายสวรรค์อยู่เรื่องการฝึกพลังวัตรของเขาจึงไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น
แม้ข้อมูลเกี่ยวกับตราประทับท้าทายสวรรค์จะฟังดูน่าอัศจรรย์ทว่าแท้จริงแล้ว มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกันไปเพราะแม้ว่าเวลาในนั้นจะช้ากว่าโลกข้างนอก แต่ข้างในนั้นก็มีอากาศธาตุอยู่เพียงเบาบางเท่านั้นด้วยเหตุนี้ การฝึกพลังจึงไม่ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วขนาดนั้น บางทีโลกใบนี้อาจไม่มีอะไรที่ยอดเยี่ยมจนน่าอัศจรรย์จริง ๆ ก็ได้ เพราะในขณะที่ได้เวลาซึ่งเป็นข้อดีมาก็ต้องเสียอากาศธาตุที่เป็นข้อเสียไปอยู่ดี
แต่เวลาจะช่วยเสริมระดับพลังได้ไม่น้อยถึงแม้จะมีพลังอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ แต่ทว่าการเข้าไปในตราประทับท้าทายสวรรค์ก็ไม่ได้ช่วยให้ได้เปรียบกว่าคนอื่นมากมายขนาดนั้น
เมื่อเทียบกับข้อดีด้านการฝึกพลังแล้วอันเจิงคิดว่า ข้อดีที่แท้จริงของมันคือคุณสมบัติในการปกป้องต่างหาก
เพราะเมื่อเข้าไปในตราประทับท้าทายสวรรค์นอกจากผู้ฝึกตนที่มีพลังแข็งแกร่งทั้งหลายแล้ว สำหรับคนธรรมดาหรือผู้ฝึกตนที่มีพลังอ่อนแอลงมาหน่อยการจะตามหาพวกเขาให้เจอไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
แม้ชวีหลิวซีไม่ได้มีชีวิตชีวาและร่าเริงเหมือนกู่เชียนเยว่ก็จริงแต่นางไม่ได้โง่เลยสักนิด หลังพากู่เชียนเยว่กลับไปที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ ก็พานางเข้าไปในตราประทับท้าทายสวรรค์ทันที
กว่าอันเจิงจะได้กลับไปที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็เป็นเวลาสองวันต่อมาซึ่งในตอนนั้น เรื่องทุกอย่างก็จบสิ้นลงหมดแล้ว
เฉินไจ่เหยียนได้เลื่อนขั้นเป็นเสนาบดีของหน่วยทหารแล้วยังอาศัยเรื่องที่หน่วยทหารถูกลอบโจมตีมาตรวจสอบว่าในหน่วยทหารมีสายลับของแคว้นศัตรูหรือไม่แน่นอน นี่เป็นเพียงข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบในการกำจัดสายลับของไทเฮาเท่านั้น เฉินไจ่เหยียนยังประกาศว่าเรื่องที่เหล่าซุนโจมตีอันเจิงรวมไปถึงเรื่องที่กู่เชียนเยว่สังหารเหล่าซุนด้วยกระดูกนิ้วมือล้วนเป็นการลอบสังหารจากแคว้นศัตรูทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้หน่วยทหารจึงเริ่มการตรวจสอบครั้งใหญ่ขึ้นทั่วเมืองฟางกู้
หวังไคไท่เป็นคนตรงไปตรงมา ทว่าหาใช่คนที่พูดไม่คิดไม่ที่เขาบอกเรื่องพวกนี้กับอันเจิงเพราะมั่นใจว่าในอนาคตอันเจิงต้องเป็นพวกพ้องเป็นคนที่สามารถฝากความหวังไว้ได้เมื่ออยู่ในสงครามนั่นเอง
ตอนนี้อันเจิงเองก็มั่นใจแล้วว่าเฉินไจ่เหยียนไม่ใช่คนของไทเฮาแน่นอนเขาจึงเริ่มสงสัยในสัญชาตญาณของตัวเองขึ้น หรือการตายของท่านเสนาบดีจะไม่เกี่ยวข้องกับเฉินไจ่เหยียนจริงๆ?
คำพูดสุดท้ายก่อนตายของเหล่าซุนดังก้องอยู่ในหัวของอันเจิงตลอดเวลา
“เจ้าไม่เข้าใจ ต่อให้จะพูดอย่างไรเจ้าก็ไม่เข้าใจไม่มีใครฆ่าใคร มีแค่ใครที่สมควรตาย”
สิ่งที่เหล่าซุนพูด หมายความว่าอย่างไรกันแน่?
อันเจิงกลับมาถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์พร้อมกับกลุ่มเชียนจีของหน่วยทหารอันเจิงไม่เข้าใจพวกคนที่แสนเย็นชาเหล่านี้สักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาเป็นนักรบที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดจริงๆ
หน่วยทหารมีกองกำลังที่มีชื่อเสียงเรื่องความแข็งแกร่งอยู่สองกองด้วยกันหนึ่งคือผู้ตรวจการสำนัก เป็นกองกำลังที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยทหารอย่างเบ็ดเสร็จเมื่อหน่วยทหารต้องการจับใคร ก็ให้ผู้ตรวจการเป็นผู้ลงมือเสมอ กองกำลังนี้มีอำนาจในการจับทหารทั้งจากกองกำลังรักษาความปลอดภัยของเมืองหลวงและกองทัพทุกแห่งในแคว้นเยี่ยนเลยทีเดียว ขอแค่มีตราคำสั่งจากเสนาบดีหน่วยทหารเท่านั้นพวกเขาก็จับทหารที่มีตำแหน่งต่ำกว่าระดับห้าไปได้ทันที
กองกำลังอีกกองได้แก่กลุ่มเชียนจี นอกจากมหาอำนาจในหน่วยทหารเพียงไม่กี่คนก็ไม่มีใครรู้เลยว่ากลุ่มเชียนจีมีกำลังทหารมากขนาดไหนและมีหน้าที่อย่างไรกันแน่รู้เพียงว่า ทหารในกองกำลังนี้ล้วนผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีจากเหล่าทหารมากกว่าหกแสนคนในกองทัพจนเมื่อได้ทหารที่พอใจแล้ว ห่าวผิงอันจึงก่อตั้งกองกำลังนี้ขึ้นในที่สุด
โดยส่วนมากทหารกลุ่มเชียนจีจะไม่พูดไม่จาราวกับคนใบ้ไม่มีผิด พวกเขาจะมีอาวุธมาตรฐานอยู่สี่อย่าง ได้แก่ ร่มวงกตธนูเพลิงอัคคี ดาบโลหิต และมีดพิฆาต นอกจากอาวุธเหล่านี้แล้วยังมีอุปกรณ์สำหรับป้องกันและสนับสนุนในการต่อสู้อีกหลายชิ้น ยกตัวอย่างเช่นโล่ทรงกลมที่แขนซ้ายและกรงเล็บฟ้าดินที่แขวนอยู่เบื้องหลัง
กรงเล็บฟ้าดินที่ว่าก็คือกรงเล็บเสือนั่นเอง
เชียนจีครึ่งกองมีสมาชิกอยู่หกคนด้วยกันด้วยฐานะของอันเจิงในตอนนี้ มีเชียนจีมาส่งถึงหกคนก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติจนน่าเหลือเชื่อแล้ว
ช่วงนี้ สถานการณ์กำลังคับขันแต่ถึงกระนั้น หากต้องออกไปข้างนอก เฉินไจ่เหยียนเสนาบดีคนใหม่ของหน่วยทหารก็ยังพาทหารคนสนิทหนึ่งหรือสองคนกับเชียนจีอีกครึ่งกองไปด้วยเท่านั้น
ทันทีที่เข้าไปในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ทหารเชียนจีทั้งหกก็เริ่มเดินวนเวียนตรวจสอบสำนักจนหมดทุกซอกทุกมุมโดยให้สามคนไปที่หลังบ้าน ส่วนอีกสามคนก็คุ้มกันอยู่ที่หน้าบ้าน
ทันทีที่อันเจิงก้าวเข้าไปในห้องเสี่ยวชีเต้าก็วิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว “พี่ชายอันเจิง เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
อันเจิงลูบหัวเสี่ยวชีเต้าเบา ๆ“ไม่มีอะไรหรอก เกิดเรื่องนิดหน่อยตอนอยู่หน่วยทหารอีกเดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลย ข้ากลับมาเพื่ออาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกเดี๋ยวยังต้องเข้าวังต่ออีก”
ผู้เฒ่าฮั่วยื่นน้ำให้อันเจิง“ทำไมต้องเข้าวังด้วย?”
“ราชามู่ฉางเยียนทรงอยากพบข้า พอดีเลยข้าจะฉวยโอกาสนี้พูดเรื่องการให้ผู้หญิงเข้าศึกษาในสำนักวรยุทธ์ชางกับพระองค์ไปเลย”
ผู้เฒ่าฮั่วถอนหายใจออกมา “เจ้าแค่อยากให้หลิวซีเข้าศึกษาในสำนักวรยุทธ์ชางเท่านั้นทำไมกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไปได้”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่มีใครหลอกใช้ข้าหรอกแต่ใครบางคนอาศัยสถานการณ์ที่ข้าสร้างขึ้นต่างหาก นี่แสดงให้เห็นว่าคนในหน่วยทหารก็มีความขัดแย้งกันเหมือนกันใครบางคนอยากให้ห่าวผิงอันตาย ดังนั้นเรื่องนี้ถึงได้เกิดขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมเช่นนี้อย่างไรเล่าตอนนี้ทุกคนในเมืองต่างก็รู้เรื่องนี้จนหมดแล้วและสิ่งที่น่าสงสัยมากที่สุดก็คือการตายของท่านเสนาบดีนี่แหละ ไม่ว่าจะอย่างไรข้าก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่านั่นเป็นการฆ่าตัวตาย คนที่รักในแผ่นดินอยากตอบแทนแผ่นดินเกิดแบบนั้นน่ะหรือจะฆ่าตัวตายง่าย ๆ แบบนี้”
ผู้เฒ่าฮั่วพูดขึ้น“เรื่องทางการเมืองก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว คนพวกนั้นจมูกไวจะตายแค่มีโอกาสแม้จะเพียงน้อยนิด พวกเขาก็จะคว้ามันเอาไว้แล้วเล่นงานจนศัตรูถึงแก่ชีวิตหน่วยทหารวุ่นวายขนาดนี้ เกรงว่าทางไทเฮาต้องไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปแน่”
อันเจิงพูดขึ้น“ทางฝั่งของไทเฮาลงมือช้าเกินไป นอกเสียจาก...พวกเขาจะดึงเฉินไจ่เหยียนไปเป็นพวก”
อันเจิงหยิบเสื้อผ้าออกมาหนึ่งชุดจากนั้นก็เดินออกไป “หลายวันนี้อย่าออกไปไหนล่ะ อยู่แต่ในสำนักก็พอตกดึกเมื่อไหร่ก็เข้าไปในตราประทับท้าทายสวรรค์เสียแล้วข้าจะทิ้งกระดิ่งแก้วไว้ที่นี่”
ผู้เฒ่าฮั่วชะงักไป“เจ้าจะทิ้งกระดิ่งแก้วเอาไว้งั้นรึ หากเจออันตรายจะทำอย่างไร?”
อันเจิงทำปากจู๋ไปทางด้านนอก “มีทหารเชียนจีตามปกป้องข้าตั้งครึ่งกองเชียวนะใครกล้าทำอะไรข้าก็บ้าแล้ว ให้หลิวซีกับกู่เชียนเยว่พักอยู่ในตราประทับท้าทายสวรรค์สักสองสามวันก่อนก็แล้วกันรอให้ข้ากลับมาแล้วค่อยให้พวกนางออกมา”
อันเจิงเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูจากนั้นก็หันไปมองเสี่ยวช่านที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง
นี่ก็สี่ปีแล้ว แต่เสี่ยวช่านกลับยังเอาแต่นอนอยู่เช่นนี้ไม่ยอมฟื้นขึ้นมาเสียที ตอนนี้มันตัวใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ขนบนตัวก็ขาวขึ้นกว่าเดิมอันเจิงฉุกคิดถึงหมัวโซ่วที่เขาฆ่าเมื่อไม่กี่วันก่อนขึ้นมาจึงหยิบวิญญาณหมัวโซ่วออกมาให้ผู้เฒ่าฮั่ว “ท่านเก็บนี่เอาไว้ หากเสี่ยวช่านฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ให้มันกินเสีย”
ผู้เฒ่าฮั่วหันไปมองแมวน้อยบนเตียงแวบหนึ่ง“เจ้าแมวขี้เซานั่นจะนอนไปถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หลายปีมานี้เจ้าสะสมวิญญาณให้มันตั้งมากมาย ต่อให้จะกินวันละสามมื้อก็คงต้องกินต่อไปถึงครึ่งเดือนจึงจะหมด”
ข้าง ๆ เสี่ยวช่าน ผ้าสีฟ้าที่ดูเหมือนจะเป็นผ้าธรรมดาๆ ถูกวางเอาไว้อย่างสงบ
หลังสั่งการทุกอย่างเสร็จอันเจิงก็ไปอาบน้ำจากนั้นก็เปลี่ยนมาสวมชุดใหม่ที่สะอาดและสบายตัว ก่อนออกไปจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ภายใต้การอารักขาของทหารเชียนจีทั้งหกแล้วขึ้นไปนั่งบนรถม้าที่หน่วยทหารส่งมารับ
องครักษ์หลวงในพระราชวังมักจะหยิ่งผยองและทะนงตัวมาโดยตลอด เพราะคนที่สามารถเป็นองครักษ์หลวงได้ย่อมไม่ใช่คนจากครอบครัวธรรมดา ๆ อยู่แล้ว ทว่าเมื่อได้เห็นทหารกลุ่มเชียนจีองครักษ์หลวงที่หยิ่งทะนงทั้งหลายก็พากันเบือนหน้าไปทางอื่นทันที แค่สบตากับเชียนจีพวกเขายังไม่กล้าเลย
ตำหนักวิหารสวรรค์ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมาย ไม่ได้เป็นอาคารสูงและไม่ได้โดดเด่นอะไรเลยตำหนักจิงเซี่ยวที่ตั้งอยู่ด้านข้างยังดูคล้ายศูนย์กลางอำนาจของวังหลวงมากกว่า
ทั้งที่บ้านเมืองขาดแคลนงบประมาณ ทหารชายแดนได้กินไม่อิ่มท้องด้วยซ้ำแต่ตำหนักจิงเซี่ยวกลับเอาแต่เสริมแต่งและสร้างขยายออกไปเรื่อย ๆ ผลาญเงินจำนวนมหาศาลไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น
เมื่อรถม้าเคลื่อนผ่านแยกบนถนนไปครั้งแล้วครั้งเล่าจู่ ๆ อันเจิงก็รู้สึกราวได้ย้อนกลับไปในอดีตอีกครั้ง
วังหลวงแห่งจักรวรรดิต้าซี
อันเจิงถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อดึงตัวเองออกมาจากความรู้สึกหงุดหงิดเหล่านั้น
พวกเขาไม่ได้เข้าไปทางประตูหลักเพราะหากเข้าทางประตูหลัก พวกเขาจะเจอลานขนาดใหญ่ จากนั้นก็เป็นตำหนักวิหารสวรรค์ซึ่งเป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของตำหนักจิงเซี่ยว นั่นเป็นที่สำหรับประชุมเช้าของเหล่าขุนนางทั้งหลายนั่นเองโดยปกติแล้วราชามักจะทรงประทับอยู่ที่หอตงนวล ซึ่งอยู่ในตำหนักเทียนเฮ่อหลังตำหนักจิงเซี่ยวนั่นเองแม้ในวังหลังจะมีสาวงามอยู่มากมาย แต่ราชามู่ฉางเยียนกลับไม่เคยประทับค้างคืนกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน
นั่นไม่ได้แปลว่าราชามู่ฉางเยียนไม่โปรดผู้หญิงหรอกนะกลับกัน ราชามู่ฉางเยียนเป็นคนที่ย้อนแย้งในตัวพระองค์เองอย่างหนักเพื่อเยว่ยินแล้ว ทรงยอมหนีไปจากเมืองฟางกู้พร้อมกับนาง แต่ในระหว่างนั้นก็ยังทรงมีสัมพันธ์กับสตรีอยู่ไม่เคยขาดตอนนี้ก็เช่นกัน สาวงามในวังหลังจะเวียนกันมาเข้าเฝ้าที่หอตงนวลทุกคืนไม่รู้เหมือนกันว่าทรงทำเช่นนี้เพื่อปลอบประโลมพระองค์เองหรือมีจุดประสงค์อื่นกันแน่หรือทำเช่นนี้แล้วพระองค์จะทรงรู้สึกดีขึ้น จะทรงรู้สึกผิดกับเยว่ยินน้อยลง?
สุดท้ายแล้ว แคว้นเยี่ยนก็เป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่ด้อยศักยภาพเท่านั้น ตำหนักวิหารสวรรค์เทียบกับวังหลวงของจักรวรรดิต้าซีไม่ได้เลย
วังหลวงของจักรวรรดิต้าซี...ยิ่งใหญ่จนแทบคล้ายเป็นเมืองอีกเมืองเลยทีเดียว
ในจุดที่อยู่ห่างจากตำหนักเพียงไม่กี่ร้อยเมตรกลุ่มเชียนจีก็จำต้องหยุดลงพวกเขาเข้าไปใกล้มากกว่านี้ไม่ได้แล้วที่นี่เต็มไปด้วยองครักษ์วังหลังในชุดผ้าแพรสีขาว มีขันทีในชุดเครื่องแบบสีฟ้ายืนรอเขาอยู่
“ท่านนี้ก็คือคุณชายอันสินะขอรับ?”
ขันทีพูดด้วยรอยยิ้ม“ข้าชื่ออันเฉิงเป็นขันทีคนสนิทของฝ่าบาท เราใช้สกุลเดียวกัน ไม่แน่ว่าเมื่อห้าร้อยปีก่อนเราอาจเป็นคนบ้านเดียวกันก็ได้ ในแคว้นเยี่ยนแห่งนี้ ไม่ค่อยมีใครใช้สกุลเดียวกับเราสักเท่าไหร่”
อันเจิงตกใจเล็กน้อยขันทีที่เพิ่งจะมีอายุเพียงสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีคนนี้เป็นถึงขันทีคนสนิทของราชาซึ่งเป็นหนึ่งในข้ารับใช้ที่สำคัญที่สุด และมีอำนาจสูงสุดในบรรดานางกำนัลและขันทีในวังเลยก็ว่าได้แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคนผู้นี้พิเศษมากจริง ๆ
“รบกวนกงกงแล้ว” อันเจิงประสานมือคารวะ
อันเฉิงรีบโบกมือ “อย่าพูดแบบนั้นเลยฝ่าบาททรงให้ข้ามารอที่นี่เพราะคุณชายอันมีความสำคัญมากต่างหาก ข้าเป็นคนพูดตรง ๆหากเป็นคนธรรมดาทั่วไปฝ่าบาทคงไม่ให้ข้าออกมาต้อนรับด้วยตนเองแน่ ดังนั้นคุณชายอันอย่าเกรงใจไปเลย ต่อไปหากท่านได้เข้ามาในวังอีกละก็มีอะไรให้ข้าช่วยก็พูดมาได้เลย”
คนผู้นี้พูดจาน่าสนใจจริง ๆ ตรงไปตรงมาไม่น่าฟังแต่ก็ไม่เสแสร้ง ซึ่งอยู่เหนือกว่าความคาดหมายของอันเจิงไปมากโดยปกติแล้วขันทีมักจะพูดจาไพเราะ ปรับตัวเข้ากับคู่สนทนาได้ดีพูดดีเอาไว้ก่อนไม่ใช่รึ
อันเฉิงนำทางให้อันเจิง พวกเขาเดินตรงเข้าไปด้านในก่อนจะเลี้ยวไปทางหอตงนวล“ฝ่าบาททรงรอเจ้ามาสักพักแล้ว เจ้ารีบเข้าไปเถอะ ข้ายังต้องไปถ่ายทอดราชโองการกับใต้เท้าอีกหลายท่านเรื่องของหน่วยทหารทำให้ฝ่าบาททรงกลุ้มพระทัยมามากแล้ว”
อันเจิงพยักหน้าก่อนจะเลิกม่านที่คลุมอยู่หน้าประตูแล้วเดินเข้าไปในนั้น
มันเป็นห้องที่โล่งมาก นอกจากราชาในภูษาทรงสีทองอร่ามแล้วก็ไม่มีใครคนอื่นอยู่เลยสักคน
“คิดไม่ถึงเลยว่าเราจะมาเจอกันอีกครั้งอย่างกะทันหันเช่นนี้”
ราชามู่ฉางเยียนทรงพระสรวลขึ้น “เจ้าดูสูงขึ้นมาก”
อันเจิงหัวเราะเล็กน้อย “ฝ่าบาทก็ทรงผอมกว่าเดิมเล็กน้อย”
“แม้ในโลกมายาจะน่าหงุดหงิดไปสักหน่อยแต่ก็มีเรื่องให้คิดน้อยกว่าที่นี่มาก พอกลับมาแล้วก็มีเรื่องกลุ้มใจอยู่เต็มไปหมดไม่ผอมน่ะสิแปลก”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสพลางทรงชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม“นั่งคุยกันเถอะ ตอนที่นัดกันเมื่อสี่ปีก่อนข้ายังคิดว่าเป็นแค่คำพูดเล่นเท่านั้นเจ้าก็รู้ดีว่าหากเจ้ามา ใครอีกคนก็ต้องมาด้วย ความจริงแล้วข้าอยากให้พวกเจ้าอยู่ข้างนอกเสียมากกว่า แต่ไหน ๆ ก็มาแล้วมาอยู่ในสายตาข้าก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้ดูแลช่วยเหลือพวกเจ้าได้”
นี่ไม่ใช่ท่าทางที่ราชาสมควรจะมี ดังนั้นอันเจิงจึงมั่นใจว่าราชาพระองค์นี้ทรงกำลังต้องการคนช่วยอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าทรงพยายามจะดึงอันเจิงให้ไปเป็นพวกเดียวกัน
“แต่นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเจ้าเป็นคนมีสัจจะสิ่งที่ข้าชื่นชอบมากที่สุดในตัวเจ้าก็คือความมีสัจจะ ซื่อสัตย์ และมีมารยาทนี่แหละเจ้าทำได้ไม่เลวเลย เพิ่งมาถึงก็สร้างผลงานให้แคว้นเยี่ยนเสียแล้ว”
อันเจิงพูดขึ้น “กระหม่อมแค่มาในจังหวะที่ประจวบเหมาะเท่านั้นทำให้ฝ่าบาทต้องทรงลำบากไปด้วย”
ราชามู่ฉางเยียนทรงโบกพระหัตถ์ไปมา“หากไม่ทำลายกฎเก่าจะสร้างกฎใหม่ได้อย่างไร เรื่องนี้เจ้าทำถูกแล้ว สำนักวรยุทธ์ชางควรต้องถูกปรับเปลี่ยนจริงๆ ตอนห่าวผิงอันยังอยู่เขาเคยพูดถึงเจ้ามาก่อน เมื่อครู่นี้เฉินไจ่เหยียนก็เพิ่งจะออกไปก่อนไปเขาก็พูดถึงเจ้าเช่นกัน เสนาบดีของหน่วยทหารทั้งสองคนชื่นชมเจ้าเจ้าเองก็อย่าถ่อมตัวไปเลย เป็นอย่างไรบ้าง...เคยคิดจะมาทำงานกับข้าบ้างหรือไม่?”
อันเจิงก้มหน้าลงเล็กน้อย “หากอยู่กับฝ่าบาทไม่สู้ไปอยู่ข้างนอกดีกว่า”
อันเจิงแอบด่าในใจอย่างอดไม่ได้...มู่ฉางเยียนเอ๋ยเจ้าช่างเป็นผู้กุมอำนาจที่ไม่เอาไหนเสียเลย เรียกข้ามาพบเป็นการส่วนตัว แล้วยังไล่ข้ารับใช้ออกไปจนหมดแม้แต่ขันทีคนสนิทเจ้าก็ยังหางานให้เขาออกไปจนได้นี่เจ้ากำลังเตือนให้ศัตรูหันมาสนใจข้าหรืออย่างไร? เกรงว่าในอนาคตข้าต้องลำบากแน่