การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 เจอซือหลัวอีกครั้ง

            ต้วนชิงหมิงกับหลิวยวนจับมือต้วนอวี้คนละข้างเดินเล่นในถนนตงต้าเจียที่ตอนนี้คึกคักและแน่นขนัดไปด้วยผู้คน

            ที่นี่เป็นสถานที่มีร้านค้ามากมายรถม้าวิ่งผ่านไปมาไม่ขาดสาย จอแจไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาต้วนชิงหมิงให้เหล่าจางโถวหยุดรถม้า แล้วพาหลิวยวนและต้วนอวี้เดินไปด้วยกัน

            ถนนทอดยาวเบื้องหน้าสองข้างทางมีสินค้าวางขายหลากหลายละลานตา ทั้งสามคนเดินไปคุยไปพริบตาเดียวก็ถึงกลางตลาด

            ต้วนอวี้ที่ไม่ค่อยได้ออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกเมื่อพบเห็นอะไรที่รู้สึกแปลกตาก็อยากได้ไปเสียหมดสิ่งไหนที่เขาอยากได้ในราคาที่ไม่แพง ต้วนชิงหมิงจะซื้อให้โดยไม่ลังเลข้าวของพะรุงพะรังจากถือมือหนึ่งเป็นสองมือจนต้องยืมมือของหลิวยวนช่วยแบกทั้งของนางและต้วนอวี้หลิวยวนเปลี่ยนเป็นคนช่วยถือของไปโดยปริยาย

            วันนี้ต้วนชิงหมิงไม่ได้พาบ่าวรับใช้มาด้วยเพื่อช่วยสร้างโอกาสให้หลิวยวนได้พบกับผู้เป็นบิดาผนวกกับยังได้พาต้วนอวี้มาเที่ยวส่วนเหล่าจางโถวที่รออยู่ไกลจึงไม่ได้มาช่วยถือของ

            เมื่อหลิวยวนเห็นต้วนอวี้ร้องอยากได้ของเพิ่มจึงเดินตรงรี่ไปที่ต้วนชิงหมิงทั้งในมือถือข้าวของพะรุงพะรัง พลางยิ้มเฝื่อน “คุณหนู ข้าขอเอาของไปไว้ที่รถม้าก่อนแล้วกัน!”

            ต้วนชิงหมิงตอบรับพลางชี้นิ้วไปที่ร้านขายเสื้อ “เช่นนั้นข้าจะพาต้วนอวี้ไปรอที่นั่น”

            ในเวลานี้เองนางคิดได้ว่าผู้เป็นบิดาไม่ค่อยมีเสื้อผ้าใหม่ๆโดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ใช้ในช่วงฤดูหนาว แต่หากสั่งตัดตอนนี้จะยังทันหรือไม่? ผนวกกับสิ่งที่นางได้ยินมา อีกไม่นานต้วนเจิ้งจะออกรบและครั้งนี้ใช้เวลานานนางจึงอยากจะซื้อเสื้อหนาๆวาดหวังเต็มอกว่าจะสามารถป้องกันอากาศหนาวให้ต้วนเจิ้งในช่วงฤดูเหมันต์

            ‘เฉิงจี้’ เป็นร้านขายเสื้อกันหนาวที่คุณภาพดีแต่ราคาค่อนข้างสูง

            หลังจากหลิวยวนหันหลังเดินเอาของไปเก็บนางจึงพาต้วนอวี้เดินต่อไปยังร้านเฉิงจี้ นำเงินที่สะสมมาหลายเดือนรวมกับเงินที่ต้วนเจิ้งให้มาเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมให้กับผู้เป็นบิดา

            ภายในร้านตกแต่งไว้อย่างสวยงามด้านในมีเสื้อที่แขวนไว้เรียงรายละลานตา ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงเดินเลือกอยู่นั้นสายตาพลันเหลือบไปเห็นเสื้อตัวหนึ่งที่แขวนไว้ข้างกำแพง เสื้อคลุมตัวยาวทำจากขนจิ้งจอกดึงดูดความสนใจของนางไม่น้อยเมื่อยื่นมือไปสัมผัสผ้าให้ความรู้สึกทั้งนุ่มและลื่นในคราวเดียวกันใกล้ถึงวันที่ผู้เป็นบิดาต้องไปออกรบอีกคราและที่นั่นมีแต่ความเหน็บหนาวหากมีเสื้อขนจิ้งจอกไว้ใส่ต้องอบอุ่นเป็นที่สุด

            ชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงเป็นคนดูแลทุกเรื่องในจวนไป๋ทั้งยังดูแลกิจการร้านค้าสร้างชื่อเสียงไปทั่วดังนั้นแค่การเลือกผ้าและวัตถุดิบในการทำเสื้อนางจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพียงคนขายนำเสื้อตัวนั้นมาให้ดูก็รู้สึกถูกใจทันที

            ขณะที่ต้วนชิงหมิงกำลังพินิจเลือกเสื้อคลุมอยู่นั้นคนขายก็กำลังมองนางด้วยแววตาแห่งความชื่นชมเช่นกันด้วยเห็นใบหน้าที่งดงามและสง่าทว่าอ่อนโยนแม้ดูอายุยังน้อยแต่มีเค้าของสาวงามทรงเสน่ห์ตัวน้อยอยู่หลายส่วนที่ไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไรทั้งลักษณะท่าทางกิริยา ที่มองพริบตาเดียวก็รู้ว่าต้องเป็นคุณหนูจวนใดจวนหนึ่งแน่!

            ต้วนชิงหมิงวางเสื้อคลุมลงเงยหน้าขึ้นถาม “ไม่ทราบว่าเสื้อคลุมตัวนี้ราคาเท่าไร?”

            “เสื้อคลุมตัวนี้มาจากทางเหนือ ราคาสองร้อยตำลึง!” คนขายเดินเข้ามายอบกายกล่าวตอบ

            ต้วนชิงหมิงหยุดเว้นจังหวะราคาตั้งสองร้อยตำลึงเชียวหรือ? เสื้อคลุมขนจิ้งจอกแม้จะดีแต่สำหรับต้วนชิงหมิงราคานี้สูงไปเสียหน่อย นางจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งกำลังจะกล่าวต่อพลันได้ยินเสียงมาจากข้างหลังว่า “เสื้อคลุมตัวนี้ข้าเอา...”

            เมื่อพูดจบคนข้างหลังได้แย่งเสื้อคลุมจากมือต้วนชิงหมิงไปทันที!

            เคยเห็นแต่คนที่ไม่มีมารยาททว่าไม่เคยเห็นคนที่แย่งของจากมือคนอื่น

            ต้วนชิงหมิงเปลี่ยนสีหน้าฉับพลันละม้ายไม่พอใจในทีหันหลังมองไปยังด้านหลัง

            เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งถือเสื้อสะบัดไปมาและคนที่ซ้อนอยู่ด้านหลังคือคนเคยอยู่ด้วยกัน ‘ซือหลัว’

            เพียงแค่พริบตาเดียวต้วนชิงหมิงหยักยิ้มออกมาเล็กน้อย “ซือหลัวทำไมเป็นเจ้าล่ะ?”

            ซือหลัวดีใจมากที่เห็นต้วนชิงหมิงใช่แล้ว...เมื่อครู่นางเป็นคนสั่งให้บ่าวรับใช้แกล้งไปแย่งเสื้อคลุมจากมือต้วนชิงหมิงเพื่อทำให้นางตกใจเล่นคาดไม่ถึงว่าแค่พริบตาเดียวต้วนชิงหมิงก็รู้ว่าเป็นนางแล้ว

            วันนี้ซือหลัวสวมชุดแขนสั้นสีแดงลายดอกไม้ตัดกับสีผิวของนางปิ่นปักผมเรียบๆ ประดับด้วยอัญมณีสีเขียวมรกตเมื่ออยู่บนร่างกายยิ่งช่วยขับให้ใบหน้าของนางสวยเด่นออกมาผนวกกับรอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนใบหน้าแสดงความดีใจอย่างเปิดเผย

            ด้านหลังของซือหลัวมีหญิงสาวอายุประมาณสิบปีสวมเสื้อผ้าสีเขียวเข้มทำผมแต่งหน้ามองต้วนชิงหมิงอย่างชอบใจ

            นางคือบ่าวรับใช้ของซือหลัวชื่อว่าชิงอี

            เมื่อบ่าวรับใช้เห็นซือหลัวและต้วนชิงหมิงพูดคุยกันจึงยอบกายลงทันทีพลางเอ่ยขอโทษต้วนชิงหมิง “คุณหนูต้วนนี่เป็นความต้องการขององค์... คุณหนู ที่จะล้อเล่นกับคุณหนูต้วนเพียงเท่านั้นทั้งหมดเป็นความผิดของโอ้วเอ๋อร์ทั้งหมดโอ้วเอ๋อร์ต้องขออภัยคุณหนูต้วนด้วยเจ้าค่ะ”

            ต้วนชิงหมิงอมยิ้มมองไปยังโอ้วเอ๋อร์ “ในเมื่อเจ้าบอกว่าแค่ล้อเล่นแล้วข้าจะถือสาเจ้าได้อย่างไรเล่า?”

            เมื่อมองไปยังโอ้วเอ๋อร์นางรู้สึกได้ว่าทั้งลักษณะท่าทางรวมทั้งคำพูดคำจานั้นต้องไม่ใช่บ่าวรับใช้ธรรมดาเป็นแน่แต่ในเมื่อนางเรียกตนเองว่า ‘บ่าวรับใช้’ ก็ตามนั้นแล้วกัน การมีบ่าวรับใช้ที่เก่งเช่นนี้ฐานะของเจ้านายจะต้องพิเศษไม่น้อย โดยปกติแล้วต้วนชิงหมิงไม่ชอบสงสัยใครแต่กลับเริ่มสงสัยฐานะที่แท้จริงของซือหลัว ทว่านางคงไม่เอื้อนเอ่ยวาจาออกไปอย่างแน่นอน

            เมื่อครู่โอ้วเอ๋อร์เรียกซือหลัวว่า ‘องค์... องค์อะไรน่ะ?’ แต่เมื่อถูกซือหลัวมองด้วยสายตาจึงรีบเปลี่ยนเป็น‘คุณหนู’ ดูท่าแล้วซือหลัวคงเป็นองค์หญิงเป็นแน่!

            ต้วนชิงหมิงจำได้ว่ายุคต้าเซี่ยหวางไม่เคยมีองค์หญิงชื่อ ‘ซือหลัว’หรือองค์หญิงซือหลัวจะเป็นแค่การปลอมชื่อขึ้นมาไม่ก็เป็นเพียงชื่อเรียกเล่นเท่านั้น

            จุดนี้ทำให้ต้วนชิงหมิงคาดเดาไม่ถูก

            โอ้วเอ๋อร์นำเสื้อคลุมส่งให้คนขายอย่างรวดเร็วก่อนจะหันมายกน้ำชาให้พวกนางทั้งสองคนใบหน้าของซือหลัวยังเจือความดีใจพลางจับมือของต้วนชิงหมิงมานั่งที่โต๊ะ พูดยิ้มๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนใจแคบ จะต้องไม่ถือสาข้าอย่างแน่นอน”

            ต้วนชิงหมิงแกล้งเอ่ยอย่างโมโห “เจ้าบอกเองว่าข้าไม่ใช่คนใจแคบ ถ้าข้าโกรธขึ้นมาจริงๆคงต้องโดนเจ้าต่อว่าเป็นแน่”

            อีกฝ่ายได้ยินจึงหัวเราะขึ้นมาอย่างเปิดเผยไม่ปกปิดนิสัยขี้แกล้งของนาง “ข้าหมายความเช่นนั้นจริงๆ”

            ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็หัวเราะออกมาทันทีไม่มีความโกรธเคืองแม้สักกระผีก

            นางรู้สึกคุ้นเคยกับซือหลัวอย่างบอกไม่ถูกเรื่องขัดใจกันระหว่างคุณหนูถูกพูดออกมากันตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อมดูจะมีไม่มากดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงรู้สึกอยากเป็นเพื่อนกับซือหลัวอย่างจริงใจทว่าเมื่อนึกถึงฐานะที่ซับซ้อนของนาง ต้วนชิงหมิงจึงพับความคิดนี้เก็บไป

            ซือหลัวตีมือต้วนชิงหมิงเบาๆ “ชิงหมิงเจ้ารู้หรือไม่ว่าหนิงหรานเตรียมตัวจะไปเยี่ยมหาเจ้าด้วย...”

            “ได้สิ ถ้าเจ้ามาด้วยคงคึกคักน่าดู” ต้วนชิงหมิงพูดยิ้มๆ

            ซือหลัวยิ้มที่ได้ฟังสีหน้ามีความสุขขึ้นมาทว่าสิ่งที่นางกำลังจะกล่าวต่อกลับถูกโอ้วเอ๋อร์พูดเตือน “คุณหนูอย่าลืมว่าช่วงนี้คุณหนูไม่ว่างเจ้าค่ะ...”

            สีหน้าแห่งความสุขแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองในทันทีนางจ้องบ่าวรับใช้ด้วยสายตาราวกับตำหนิที่พูดมากโอ้วเอ๋อร์รีบก้มหน้าไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดต่อ

            ต้วนชิงหมิงเห็นดังนั้นจึงยิ้มขึ้นกล่าววาจา “ไม่ต้องรีบร้อน ครั้งนี้มาไม่ได้ครั้งหน้าค่อยมา ข้าอยู่ที่จวนตลอด...ครั้งหน้าเจ้าค่อยมาเยี่ยมข้าพร้อมพี่หนิงหรานก็ได้...”