ฉีอ๋องกับทหารหลายพันนายบุกค้นภายในอุโมงค์ทุกซอกทุกมุมอยู่หลายวัน ค่ายกลที่ถูกวางต่างถูกทำลายจนหมด หลักฐานที่ซุกซ่อนล้วนอยู่ในมือ ของสำคัญและของมีค่าต่างถูกขนขึ้นมาด้านบนอาราม
จ้าวลู่ชิงที่ยังอยู่รอเห็นทองคำมากมายถูกขนขึ้นมาก็ตาลุกวาว หากนางได้กลับบ้านไปสักหีบเล็ก ๆ ท่านแม่คงดีใจจนอิ่มข้าวไปหลายวัน
“ท่านขึ้นมาแล้ว” รีบวิ่งเข้าไปประจบเผื่อได้ส่วนแบ่งสำหรับความยากลำบากในครั้งนี้
“เจ้ายังไม่กลับไปพักผ่อนอีกหรือ”
“ข้ารอท่าน”
แววตาคล้ายไม่แน่ใจว่าตนหูฝาดไปหรือไม่กับคำว่ารอของนาง
“ข้ามีเรื่องอยากจะขอ”
“เจ้าอยากขออันใด”
“สตรีและเด็กที่ถูกช่วยขึ้นมาต่างไม่มีที่ไป อารามแห่งนี้ไม่สมควรถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง เปลี่ยนเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมดีหรือไม่
สตรีที่เคยถูกทำร้ายต่างอยากบวช ส่วนเด็กก็ให้อยู่ที่นี่ ผู้ใดใคร่อยากบวชก็บวช ส่วนผู้ใดไม่ใคร่บวชก็ไม่เป็นไร หากเด็กคนใดอยากเรียนหนังสืออารามจะเป็นผู้ส่งเสียดูแลค่าใช้จ่าย ข้ากับท่านปู่ปรึกษากันแล้วว่าถ้าไม่มีผู้ใดอุปถัมภ์อาราม สกุลจ้าวของข้าจะเป็นผู้อุปถัมภ์เอง”
อยู่ที่นี่มาหลายวันนางเห็นความกังวลของสตรีและเด็กที่ถูกช่วยขึ้นมา ทุกคนต่างหวาดกลัวที่จะออกไปต่อสู้กับสังคมภายนอก หากเรื่องที่ทางการบุกกวาดล้างแพร่ออกไป แน่นอนว่าต้องเป็นที่จับตามองของราษฎร สตรีที่ถูกจับตัวไปเพื่อผลิตกองทัพให้พวกกบฏ ครอบครัวใดจะยินยอมรับกลับไปให้เสื่อมเสียเกียรติสกุล
“ได้ ข้าจะเป็นผู้รับอุปถัมภ์อารามแห่งนี้พร้อมกับสกุลจ้าว”
“จริงนะ ท่านเอาหูมานี่” รอยยิ้มพร่างพราวทำให้บุรุษที่เคร่งขรึมตลอดเวลามึนงงไปชั่วขณะ เอียงหูไปตามที่นางบอกอย่างไร้สติ
“ของมีค่าที่ท่านยึดมาได้ ท่านต้องยืนกรานขอมาช่วยอุปถัมภ์อารามให้จงได้ ไม่ต้องขอมากมายเอาแค่เพียงหนึ่งในสิบก็เพียงพอแล้ว”
ยามนี้คลังหลวงร่อยหรอ ขอส่วนแบ่งแค่เล็กน้อยมาเป็นค่าใช้จ่ายของคนในอารามก็พอ ทองที่ถูกยึดมาได้หลายหีบจนนางมองแล้วแสบตา คนพวกนั้นไม่ลงแรงแต่พอยึดทรัพย์ได้จะนำไปหมด ช่างน่าเบื่อหน่ายสิ้นดี
ฉีอ๋องเผยรอยยิ้มกับคำพูดของนาง หัวน้อย ๆ ของนางเต็มไปด้วยเรื่องเงินไม่เคยเปลี่ยน
พูดคุยกันอยู่สักพักจ้าวลู่ชิงก็กระโดดโลดเต้นกลับไปหาสตรีและเด็กที่รอฟังข่าวอยู่ที่เรือนนอน
ทุกคนได้ยินว่าสามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้ก็ดีใจ แม้จะมีกฎระเบียบเคร่งครัดเพียงใดพวกตนก็สามารถปฏิบัติได้ ดีกว่าไปเร่ร่อนอยู่ข้างนอก
สองวันต่อมาข่าวเรื่องกวาดล้างกบฏที่ซ่อนตัวอยู่ในอารามจิ้นฉือแพร่กระจายออกไปทั่วเพราะมีหลายตระกูลถูกเจ้าหน้าที่ของทางการบุกจับเพราะให้ความช่วยเหลือกากเดนจากราชวงศ์ก่อน
ขุนนางที่อยู่เบื้องหลังต่างร้อนรน คิดหาวิธีปิดปากไม่ให้เรื่องสาวมาถึงพวกตนอย่างสุดความสามารถโดยไม่รู้เลยว่ายามนี้มีผู้ติดตามทุกฝีก้าว
ค่ำคืนเต็มไปด้วยดาวพร่างพราวอยู่เต็มท้องนภา จ้าวลู่ชิงกับฉีอ๋องเดินเคียงคู่กันมายังบริเวณที่เป็นสระบัวภายในอาราม ทุกอย่างถูกจัดการเกือบเรียบร้อย เรื่องไต่สวนหาต้นสายปลายเหตุปล่อยให้ราชสำนักจัดการ อีกไม่นานเกินรอคงรู้ว่าผู้ใดจะถูกดึงลงจากตำแหน่งบ้าง
“ท่านกับท่านปู่วางแผนกันมานานแล้วหรือยัง”
“วางแผน?” ใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม
“ท่านมิต้องมาแกล้งไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าต้องการสื่อ”
“เจ้าต้องการสื่ออันใด”
“ท่านกับท่านปู่ของข้ากำลังทำอันใดกันอยู่” หรี่สายตาจับผิดทว่าใบหน้าของเขายังนิ่งเฉยดังเดิม
“ท่านปู่ข้าถูกปลดแล้ว เหตุใดถึงยังช่วยราชสำนักปราบกบฏอยู่อีก”
“เจ้าต้องไปถามท่านปู่ของเจ้าเอง ข้าไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดท่านปู่ของเจ้าถึงต้องทำเช่นนี้”
“พวกท่านต่างก็มีแผนการอยู่ในหัวเต็มไปหมด มนุษย์นี่แหละเป็นสิ่งที่เข้าใจยากที่สุด”
“เจ้าเป็นเด็กอย่าได้คิดอันใดให้มาก”
จ้าวลู่ชิงเบื่อหน่ายกับคำว่าเด็ก อายุจริงของมากกว่าเขาเสียอีก ส่วนร่างนี้ปีหน้าก็ถึงวัยปักปิ่น บางคนอายุเท่านางมีบุตรก็ถมเถไป
“เรื่องของราชสำนักเจ้าอย่าได้เข้าไปยุ่งให้แปดเปื้อน ใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องเงินทองของเจ้าไปเถิด”
“เสบียงถูกนำมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านแล้วใช่หรือไม่”
“ถูกนำมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านหลายวันแล้ว”
“หวังว่าเสบียงพวกนี้จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของราษฎรได้ อีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้วชาวบ้านจะหาเงินจากที่ใดมาใช้จ่าย”
“เจ้าอย่าทุกข์ใจกับเรื่องของราษฎรให้มาก เจ้าก็เป็นเพียงราษฎรคนหนึ่ง คนที่ควรทุกข์ใจกับเรื่องของราษฎรคือผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์กับขุนนางในราชสำนัก พวกเขามีหน้าที่คิดหาวิธีช่วยเหลือราษฎร”
“ที่ท่านพูดมาก็ถูกต้อง ข้าเป็นเพียงราษฎรคนหนึ่ง ข้าไม่มีเรี่ยวแรงและพละกำลังมากพอที่จะช่วยคนทั่วแคว้นให้รอดพ้นจากความอดอยาก”
“เจ้ารู้ก็ดีแล้วจะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ เจ้าจงมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำ อย่าได้เอาความทุกข์ของผู้อื่นมาทำลายความสุขที่มี”
“แล้วท่านล่ะ ใกล้จะหน้าหนาวแล้ว กองทัพของท่านตุนเสบียงไว้พอหรือไม่”
ถ้านางจำไม่ผิดหรือเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงภายในปีนี้หลี่ซื่อหมินจะมีคำสั่งเด็ดขาดให้ปราบเผ่าทูเจวี๋ยตะวันออกที่คอยสร้างความปั่นป่วนให้กับทางตอนเหนือไม่หยุดหย่อน
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
จ้าวลู่ชิงไม่พูดเรื่องนี้ให้มากความ นางรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องใช้ทรัพย์สินส่วนตัวซื้อเสบียงเลี้ยงทหารในกองทัพ ราชสำนักนำเงินมาซื้อเสบียงช่วยเหลือราษฎรจนท้องพระคลังคงมีที่กว้างให้หนูวิ่งเล่น จะเอางบจากที่ใดอุดหนุนกองทัพให้อยู่ดีกินดี
“เงินจากการยึดทรัพย์จวนใหญ่หลายจวนในครั้งนี้น่าจะได้มากโข” จ้าวลู่ชิงเปรยขึ้น การยึดทรัพย์เพื่อหาเงินเติมท้องพระคลังหลี่ซื่อหมินถนัดนักแล
“เหตุใดเจ้าถึงรู้เรื่องการเงินของผู้อื่นดีนัก” ยกนิ้วเคาะหน้าผากนางแผ่วเบา ไม่คิดเลยว่านางจะสามารถรู้สถานะการเงินของจวนอื่น ๆ แม้กระทั่งสถานะการเงินคลังหลวงนางก็ยังทราบ
“ข้าคาดเดาเท่านั้น บ้านเมืองอยู่ในช่วงฟื้นฟูหลังจบสงครามกลางเมือง ราชสำนักจะเอาเงินมาจากที่ใด รายได้จากภาษีก็น้อยนิดยิ่งเกิดภัยพิบัติราชสำนักจำต้องยกเว้นการเก็บภาษีไปอีกปี แล้วท่านคิดว่าราชสำนักจะมีเงินมาจากที่ใด เหมืองเกลือหรือว่าเหมืองเหล็ก?”
รายได้เพียงแค่นั้นจะไปพอได้อย่างไร แต่นางก็หาได้สนใจไม่ หลี่ซื่อหมินกับขุนนางพวกนั้นต่างมีวิธีสามารถทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองอยู่แล้ว แค่เพียงต้องใช้เวลาสักระยะ
“ได้ข่าวว่าเจ้าและครอบครัวเป็นผู้ริเริ่มทำอาหารแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่ที่ตำบลหลงซี”
จ้าวลู่ชิงพยักหน้าตอบรับ
ดรุณีนางนี้แม้จะชอบเรื่องเงินทอง แต่พอเห็นผู้อื่นเดือดร้อนก็ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือโดยไม่หวงแหนทรัพย์สิน นางช่างเป็นผู้มีจิตใจงดงามเหมือนกับหน้าตา
“ท่านทำอันใด” จ้าวลู่ชิงที่กำลังแหงนหน้ามองดวงดารา หันขวับทันใดเมื่อมือเขายื่นมาแตะแก้มของนาง
“แก้มเจ้านุ่ม” ชักมือที่ยื่นออกไปจิ้มแก้มของนางราวกับคนละเมอกลับด้วยท่าทีเลิ่กลั่ก
“นุ่มมากหรือไม่” ยกนิ้วขึ้นจิ้มแก้มของตนเองเล่น นางไม่รู้สึกถึงความนุ่มเลยสักนิด
“นุ่มมาก” เขามิได้โกหกแก้มนางนุ่มนิ่มเป็นอย่างมาก ยกฝ่ามือเข้าไปกุมมือของนาง
จ้าวลู่ชิงมองฝ่ามือที่กุมฝ่ามือของตนเอง นางไม่ได้สะบัดทิ้ง ทั้งสองเลยยืนกุมมือกันเงียบ ๆ มองดวงดาราที่ส่องแสงระยิบระยับ
ท้องฟ้าในยุคสมัยนี้มองเห็นดาวได้ชัดและสวยงามกว่ายุคที่นางจากมา จ้าวลู่ชิงสัมผัสได้ถึงความกังวลของคนที่อยู่ข้าง ๆ
“ท่านอยากกล่าวอันใดก็กล่าวมาเถิด อย่าได้เก็บไว้ให้รู้สึกไม่สบายใจ”
ฉีอ๋องหันหน้ามองสตรีที่ยืนเคียงข้าง แปลกใจที่นางอ่านความรู้สึกของเขาได้
“ยามนี้แววตาของท่านกำลังสับสน”
“ข้าแสดงออกชัดเจน?”
“หากไม่ชัดแล้วข้าจะรู้ได้อย่างไร ท่านนี่ก็ถามแปลก”
“ข้าเพียงอยากรู้ว่าเพราะเหตุใดตู้โม่โฉวถึงได้คอยติดตามเจ้า”
“เขาคอยติดตามข้าหรือ” จ้าวลู่ชิงฉงน นางยังไม่รู้เลยว่าคุณชายตู้คอยติดตามนาง
“ข้าเห็นเขาติดตามเจ้ายามที่อยู่ในอุโมงค์” ใบหน้านิ่งขรึมไม่แสดงความรู้สึกอันใด
“อ้อ เขาก็ถูกจับไปเช่นเดียวกัน ข้ากับเขาพบกันโดยบังเอิญ จึงร่วมมือกันหนีออกมา”
“เรื่องบังเอิญไม่เคยมีอยู่จริง” เปรยออกมาเสียงเรียบ
“ท่านอย่าคิดในแง่ร้ายสิ เรื่องบังเอิญมีอยู่มากมาย เพียงแค่ท่านยังไม่เคยพบเจอ”
“เจ้าอยู่ให้ห่างเขาเอาไว้”
“ได้ ข้าจะเชื่อฟังที่ท่านบอก”
จ้าวลู่ชิงไม่ถามหาเหตุผลให้มากความ นางกับตู้โม่โฉวไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกันอยู่แล้ว ยกมือขึ้นปิดปากหาวความง่วงกำลังเล่นงานาง
“ข้าง่วงแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับบ้าน ท่านต้องเดินทางกลับโยวโจวเลยหรือไม่”
“ข้ายังต้องอยู่ที่นี่อีกสองสามวัน”
“อืม”
ฉีอ๋องเดินไปส่งนางกลับห้องนอน ซูเซียงที่รออยู่หน้าห้องเห็นคุณหนูกลับมาก็รีบเข้าไปรับด้วยความโล่งอก
ประตูห้องถูกปิดลงทว่าจ้าวลู่ชิงยังรับรู้ได้ว่าเขายังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
“ท่านกลับไปพักผ่อนเถิด อย่าได้ยืนตากน้ำค้างนาน ไม่สบายขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่”
ฉีอ๋องยกยิ้มมุมปากกับเสียงที่ดังออกมาจากด้านในห้อง หันหลังเดินกลับไปยังห้องพัก
“คุณหนู ท่านอ๋องได้ล่วงเกินคุณหนูหรือไม่” ซูเซียงถามด้วยความร้อนใจ นางถูกอี้หมัวมัวกับซูเจินกำชับว่าต้องดูแลคุณหนูให้ดี
“เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหล ฉีอ๋องไม่ใช่คนที่เจ้าจะไปหมิ่นเกียรติได้” นางรู้ว่าซูเซียงเป็นห่วงจึงเอ็ดไปเพียงเล็กน้อย เกียรติของคนในราชวงศ์นั้นสำคัญ นางจะปล่อยให้สาวใช้พูดจาเรื่อยเปื่อยมิได้
“ข้าเป็นห่วงคุณหนู”
“ข้ารับรู้ความห่วงใยที่เจ้ามีให้ แต่เจ้าอย่าได้กล่าววาจาเหลวไหลไปทั่ว ถ้าเกิดมีผู้ใดได้ยินเข้าแล้วนำไปพูดในทางที่เสียหาย ทั้งข้าและท่านอ๋องจะถูกนินทาไปในทางที่ไม่ดี”
“เจ้าค่ะ ข้าจะปิดปากให้สนิท”
จ้าวลู่ชิงส่งยิ้มให้คนที่ยังเป็นเด็ก นางเป็นผู้อาวุโสกว่าต้องค่อยบอกค่อยสอนสาวใช้ข้างกายให้รู้จักควบคุมวาจา ยุคนี้เพียงลมปากก็สามารถดึงให้ตกต่ำลงได้ นางก็ต้องพยายามควบคุมวาจาและการกระทำของตนเองเช่นเดียวกัน