หลักจากที่ทุกคนไดรับอาวุธจิติญญาเรียบร้อยแล้วก็รอเพียงแค่หลินเยว่อิงที่ยังไม่ออกมาจากค่ายกล ทุกคนรอด้วยความเป็ห่วงแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้แต่คนของสุสานผนึกศาสตราเองก็หวั่นใจเพราะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันคือสิ่งใด มันคือขลุ่ยที่หลอมขึ้นจากจากเศษเสี้ยวิญญาของผู้ที่ตายในสนามรบที่มีคนตายเป็หมื่น เป็แสน เป็ล้านคน โดยคนที่สร้างมันขึ้นคือศิษย์น้องของกวงชิงหยาง ที่ก่อนจะตาย อยากทำของที่ตัวเองอยากทำ ด้วยความสามารถสูงสุดที่ตัวเองมีและท้าทายฟ้าดิน ซึ่งไม่เคยมีใครคิดจะทำสิ่งนี้มาก่อน แต่ก็ลงมือทำไปแล้ว และตนเองก็ต้องตายไปเพราะไม่สามารถควบคุมและสร้างจิติญญาหลักของขลุ่ยนี้ได้ตนก็ต้องตายไปเพราะคิดว่าตัวเองนั่นมีความสามารถมากพอ ศิษย์อย่างเหยียนไถนั่นก็ไม่อยากให้อาจาร์ยตายอย่างผิดหวังจึงรับปากจะทำให้สำเร็จ แต่ตนนั่นก็ไม่มีความสามารถมากพอจึงได้แอบเอาออกมา เมื่อมีคนมาทดสอบในค่ายกล ทำให้ในปีนั่นมีหลายคนได้รับเคราะห์เสียสติบ้าง ตายบ้าง ไปหลายคน ทางกวงชิงหยางจึงได้ปิดผนึกสิ่งนี้ไว้ส่วนตัวเหยียนไถก็อายุมากขึ้นทุกวัน ปมในใจก็มิอาจคลายได้จึงได้กระทำการในครั้งนี้ไป ต่อให้ตนต้องถูกโทษตายก็ไม่สนใจ ตอนนี้หลินเยว่อิงต้องเผชิญกับสิ่งที่เป็ของที่ท้าทายฟ้าดินต่อให้ผู้ที่อยู่ในระดับ7 ก็ยังไม่อาจจะสยบมันได้
ภายในแดนจิติญญาของขลุ่ย หลินเยว่อิงก็ยังคงเข้าต่อสู้อย่างเต็มกำลังแต่พอเมื่อเข้าใกล้ขลุ่ยนั่น มันก็หนีออกห่างและยิ่งปล่อยทหารดำออกมาเพื่อต่อสู้เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าหลินเยว่อิงต่อสู้มานานเท่าไรก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จนตอนนี้ พระอาทิตย์กำลังจะตก
“ไร้สาระ จะเข้ามากลืนกินข้าเ้าก็ไม่ทำจะยอมสยบต่อข้าเ้าก็ไม่ยอม เ้าจะปล่อยให้ข้าตายไปเอง โดยยื้อเวลาไปเรื่อยๆ”หลินเยว่อิง ครุ่นคิด ตอนนี้ต่อให้ต่อสู้ไปก็เปล่าประโยชน์จะทำอีกครั้งก็คงมีผลแบบเดิม นางจึงคิดว่า เป็แบบนี้ก็รอเวลาตาย ไม่อาจทำอะไรได้ฉะไหนเลย ก็ปล่อยให้พวกมันฆ่าสะเลยตอนนี้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเปล่า
“ดีเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเ้าก็ฆ่าข้าเลยจะได้ไม่ต้องวุ่นวายกันอีก” หลินเยว่อิงค่อยๆเดินเข้าไปมีทหารตั้งท่ารับอยู่ข้างหน้า ค่อยๆก้าวเข้าไปช้าๆทีละก้าว ทีละก้าวแม้หลินเยว่อิงจะเก่ง แต่เมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้าก็ไม่ใช่เื่ที่ใครจะไม่กลัวเมื่อหลินเยว่อิงก้าวมาถึงข้างหน้าทหารผู้หนึ่ง นางก็ยืนสงบนิ่งทหารนายนั่นก็เงื้อดาบลงฟัน หลินเยว่อิงเห็นดังนั่นก็หลับตาลงพร้อมพูดด้วยความกลัว
“ข้ายังไม่อยากตาย!” แล้วนางก็ยังหลับตาอยู่แบบนั่นครู่หนึ่งนางก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงค่อยๆลืมตาขึ้น นางก็เห็นว่าดาบที่ทหารฟันลงมานั่นหยุดอยู่ที่คอของนาง แต่มิได้ฟันลงมา เมื่อนางลืมตาขึ้น จองมองทหารตรงหน้า ทหารผู้นั่นก็เอาดาบลงแล้วทหารมากมายก็เอาอาวุธลงตาม
“พวกเราคือทหารที่ตายไปในสนามรบมีทั้งฝ่ายศตรู และมิตร พวกเราต่อสู้กันจนตัวตาย ถูกดึงมาอยู่ในนี้เราก็ยังสู้กันไม่มีผู้ใดเป็ผู้นำ เมื่อมีผู้มาคุกคาม พวกเราก็จะต่อสู้เพื่อปกป้องขลุ่ยนี้พวกเราจึงไม่อาจรับใครเป็ผู้นำและมีเจตจำนงได้ที่นี้เหมือนนรกที่พวกเราต้องต่อสู้กันเองไม่จบสิ้น ท่านคือผู้ที่แข็งแกร่งจนพวกเราต้องพร้อมใจกันป้องกัน ในเมื่อท่านไม่สู้แล้ว ท่านช่วยพวกข้าได้หรือไม่”
“ที่แท้ที่ขลุ่ยนี้ไม่อาจสร้างเจตจำนงที่เป็หนึ่งเดียวได้เพราะ พลังิญญาที่เข้ามามีมากเกินไป จนไม่มีใครที่สามารถรวบเป็หนึ่งได้ข้าช่วยพวกเ้าได้ ข้าจะทำให้พวกเ้าเป็หนึ่งเดียวกัน”
“ท่านช่วยได้ ท่านจะช่วยอย่างไร”
“ยอมรับข้าสะ ให้ข้าคือเจตจำนงเดียวของพวกเ้าข้าจะสร้างเจตจำนงเพียงหนึ่งเดียวที่พวกเ้าสามารถมีร่วมกันได้”
“จะทำเช่นไร พวกเรามีทั้งมิตรและศัตรูจะให้รวมกันนั่น เป็ไปไม่ได้”
“ได้” หลินเยว่อิงพูดขึ้นด้วยความ ห้าวหาญ และจริงจัง เดินสลับไปมาหน้ากองทัพ “พวกท่านเป็ใคร พวกท่านเป็ทหารได้อย่างไร ทำไมพวกท่านต้องออกรบสิ่งที่ทำให้พวกท่านเป็เช่นนั่นคือแผ่นดิน คือบ้านเกิด คือครอบครัว คือคนรัก พวกท่านออกรบเพื่อปกป้องสิ่งเหล่านั่นวันนี้พวกท่านเป็เพียงแค่เศษพลัง เศษิญญาของผู้ที่ตายไปแล้วสิ่งเหล่านั่นอยู่ที่ใด แล้วพวกท่านจะรบต่อสู้กันไปเพื่ออะไร จุดจบของพวกท่านก็แค่รอให้พลังิญญาสลายไปอย่างไร้ค่าไร้ตัวตน แต่เพียงแค่ท่านทั้งหลายติดตามข้า ข้าจะเป็ผู้สร้างเจตจำนงให้พวกท่าน ให้ข้าเป็ผู้นำพวกท่านก็ไม่ต้องสู้กันอีก พวกท่านจะไม่สูญสลายไปอย่างไร้ค่า พวกท่านจะปกป้องสิ่งเดียวกัน สู้กับศัตรูร่วมกัน สร้างชื่อในยุทธภพในฐานะของข้างกายข้าพวกท่านยินดีจะติดตามข้าหรือไม่”
“พวกเรายินดีติดตามท่านแม่ทัพ จากนี้ท่านคือแม่ทัพของพวกเรา”ทหารทุกคนเมื่อฟังสิ่งที่หลินเยว่อิงพูดก็เหมือนกันสร้างเจตจำนงให้ทุกคนเป็หนึ่งเดียวกันทุกคนคุกเข่าลง และหลีกทางออกกลายเป็ทางยาวไปจนถึงใจกลางของกองทัพหลินเยว่อิงเห็นดังนั่น จึงค่อยๆเดินเข้าไปในใจกลางของกองทัพที่มีทหารอยู่มากมายในขณะที่หลินเยว่อิงค่อยๆเดินไป ทีละก้าว ทีละก้าว ควันสีดำก็ค่อยๆเข้ามาที่ตัวหลินเยว่อิงและรายล้อมอยู่รอบตัวจากหัวจรดเท้า และเมื่อก้าวเดินไป ควันดำเหล่านั่นก็เริ่มเปลี่ยนกลายเป็ชุดเกาะที่งดงาม แขน ขา ลำตัวตัว ผม ค่อยๆเปลี่ยนไป ภาพก็ค่อยๆชัดเจนขึ้นเมื่อเดินมาถึงใจกลางควันสีดำ ก็ปรากฏขลุ่ยด้ามหนึ่ง เป็สีดำเงางาม หลินเยว่อิงก็เอื้อมมือไปจับขลุ่ยนั่น ทันทีที่จับขลุ่ยนั่นก็เกิดลมพัดออกไปทุกทิศทางเป็วงกลม พัดเอาควันดำหายไปหมดเผยชุดเกาะของหลินเยว่อิงและทหารทั้งหมดอย่างชัดเจน ชุดเกาะของหลินเยว่อิงเป็ชุดสีดำสนิท เป็เงางาม ผมของนางกลายเป็สีขาวสว่างงดงาม เหมือนเทพในกลุ่มผีทหารทั้งหมดก็ได้กลายเป็ใส่ชุดเดียวกันหมดแสดงให้เห็นว่าทุกคนตอนนี้เป็เหล่าทัพเดียวกัน ไม่มีการแตกแยกดูเป็กองทหารที่น่ากลัวและเกรียงไกล ทันใดนั่นก็มีเก้าอี้เหมือนบรรลังปรากฏขึ้น หลินเยว่อิงจึงได้นั่งลง ตรงใจกลางของกลุ่มทหาร และทหารทั้งหลายก็พูดเป็เสียงเดียวกันดังกึกก้อง
“คารวะ ท่านแม่ทัพ” แล้วทหารทั้งหมดก็หายเป็ควันกลับเข้าไปในขลุ่ยที่อยู่ในมือของหลินเยว่อิงหลังจากนั่น หลินเยว่อิงก็ตื่นจากภวังค์
“เ้ายังไม่มีชื่อสินะข้าคือผู้ที่คนแรก ข้าจะตั้งชื่อให้พวกเ้าว่า ขลุ่ยหมื่นทัพใจสลาย เป็ขลุ่ยที่สามารถโจมตีจิตใจของผู้คนที่แข็งแกร่งที่สุดจริงๆนั่นแหละหากมีใครรู้การมีของเ้า เ้าจะกลายเป็ขลุ่ยมารที่น่าเกรงกลัวที่สุด มีทหารนับหมื่นนับแสนใช้โจมตีจิตใจคนได้และคนที่โดนโจมตีจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า แค่มีขลุ่ยนี้การจะสร้างกองทัพทำลายดินแดนยังได้เลย ช่างเป็อาวุธที่ไม่ควรมีอยู่จริงๆนั่นแหละแต่ในเมื่อมาอยู่ในมือข้าแล้ว อนาคตเ้าก็ต้องไปกับข้า แต่จะให้ใช้เ้าคงไม่เป็การดีใช้เฉพาะยามจำเป็แล้วกัน”
หลินเยว่อิงรู้ว่าถ้าอาจใช้ขลุ่ยนี้ออกไปละก็ใต้หล้าคงได้เป็ศัตรูของนาง นางจึงคิดว่าไม่ควรที่จะใช้มันแต่จะไม่เอามันไปก็ไม่ได้ เพราะของมีค่าได้มาแล้ว ใครจะคืน นางจึงค่อยๆเดินออกมาแต่ก่อนที่จะเดินออกจากห้องนางก็สะดุดสายตากับสิ่งหนึ่ง เป็กระบี่สีเงินงดงาม ั้แ่ด้ามจับจนถึงปลายกระบี่
“กระบี่นทีพิรุณโปรยปลาย ลื่นไหลดังสายน้ำอ่อนไหวแต่ไม่อ่อนแอ ปลายกระบี่แทงออกได้ทุกทิศทาง หากมีเ้าไว้บังหน้าก็สามารถกลบเกลือนการมีอยู่ของขลุ่ยได้ เ้าอยากออกไปกับข้าหรือไม่ถึงเ้าจะไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่เ้าจะได้ชื่อว่าเป็หนึ่งอาวุธในมือเซียนกระบี่อย่างข้าในอนาคตแน่นอน”เมื่อกระบี่ได้ฟังดังนั่น ด้วยเจตจำนงของกระบี่ ก็ได้สั่นระรัวหลินเยว่อิง ก็เดินผ่านไป กระบี่บินออกจากที่เก็บเข้าไปอยู่ในเอวของหลินเยว่อิงคดตัวไว้รอบเอว ยอมติดตามหลินเยว่อิงไป อาวุธทุกชิ้นก็สั่นระรัวพร้อมกันเหมือนเรียกร้องว่าให้เอาข้าไปด้วย อาวุธที่มีจิติญญา แม้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแต่ก็มีเจตจำนงเป็ของตนเอง พวกมันรู้ว่าใครเหมาะสมกับตนและรู้ว่าใครนั่นแข็งแกร่ง ถ้าหากสามารถอยู่ในมือของผู้ที่แข็งแกร่งได้นอกจะจะได้เป็ของเลื่องชื่อแล้ว ยังสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของตนได้ตามที่ผู้ใช้ใช้มัน พวกมันััได้ว่าหลินเยว่อิงจะทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นได้จึงได้สั้นระรัว เพื่อเรียกร้อง
“พวกเ้าไม่คู้ควรกับข้า หากไม่เงียบข้าจะทำร้ายิญญาพวกเ้าให้หมด”สิ้นเสียงหลินเยว่อิงพูด ของที่อยู่ในถ้ำก็เงียบลงเมื่อหลินเยว่อิงได้รับอาวุธจิติญญาแล้ว ค่ายกลก็หยุดลงตามเงื่อนไขประตูหินก็เปิดออก หลินเยว่อิงก็ค่อยๆเดินออกมาจากปากถ้ำ แต่การเดินออกมาของหลินเยว่อิงแผ่จิตสังหารออกมาเต็มที และจองมองไปที่คนของสุสานผนึกศาสตรา
“หรือว่านางถูกครอบงำไปแล้ว”
“ใจเย็นๆ ดูนางให้ดีก่อน”
“ที่เอวนาง กระบี่นทีพิรุณโปรยปลาย เป็กระบี่ฝ่ายธรรมะของสำนักกระบี่เทพธิดา แต่ว่าของที่ เหยียนไถ ให้นางนั่น ไม่ใช่กระบี่นี้มันยังไงท่านเ้าสำนัก”
“ในมือของนาง ขลุ่ยด้ามนั่น”
“แต่ขลุ่ยนั่นแผ่พลังดำออกมาตลอดแต่ตอนนี้เหมือนขลุ่ยธรรมดา ไม่มีพิษร้ายอะไร หรือว่า…..”
“ใช่แล้ว นางมันได้แล้วและกำจัดจิตมารออกไปได้ทั้งหมด”
“ไม่น่าเชื่อ ของที่น่ากลัวขนาดนั่นแล้วยังได้กระบี่ด้วยอีกชิ้น เื่แบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยนะครับ อาวุธแค่ชิ้นเดียวก็ว่าดีแล้ว นี้ได้ถึงสอง จิติญญาของนางแข็งแกร่งเพียงใด”
“ท่านเ้าสำนักแล้วจิตสังหารที่แผ่ออกมาไม่หยุด และนางยังยืนนิ่งอยู่มันคือ....”
“นางกำลังโกรธอยู่”
“เยว่อิง เ้าเป็ยังไงบ้าง” ไป๋ชิงชิวรีบวิ่งไปหาเยว่อิง
“ท่านแม่ ลูกไม่เป็อะไรท่านไม่ต้องเป็ห่วง”
“ท่านประมุขกวง ตาแก่นั่นอยู่ที่ไหน”
“คุณหนู ข้าได้ลงโทษในความผิดของเขาแล้วคุณหนูไม่ต้องกังวล”
“ท่านเป็ผู้ถูกกระทำยังงันหรือข้าเท่านั่นที่เป็คนลงโทษมันได้ มันอยู่ที่ใด พามันมาหาข้าเดี๋ยวนี้”
“คุณหนู ท่านเ้าสำนักก็ลงโทษคนผิดแล้วพวกท่านเองก็ปลอดภัย ให้เื่นี้จบลงเท่านี้เทอญ ส่วนเหยียนไถเราจะลงโทษเขาตามกฎของที่นี้เอง”
“ดี หากพวกท่านไม่ฆ่ามันต่อหน้าข้าข้าจะไม่ยอมจบเื่นี้แน่”
“คุณหนูที่นี้เป็สุสานผนึกศาสตราใช่ว่าท่านจะทำตามใจได้ คิดจะฆ่าใครจะฆ่าได้ ถึงท่านจะทำก็คงไม่ลืมนะว่าที่นี้มีค่ายกลพิทักษ์ศาสตราอยู่”
“ท่านเ้าบ้านสินะ ก็จริงต่อให้ข้ามีพลังมากกว่านี้แต่จะให้สู้กับศาสตราวุธทั้งหมดในที่นี้ ข้าก็คงตายแน่นอน แต่ข้าบอกได้ว่าหากวันนี้พวกท่านไม่ชดใช้ให้ข้า ข้าจะออกไปและประกาศว่าที่นี้เกิดเื่อะไรกับข้าบ้างท่านเป็สำนักที่คนนับหน้าถือตาในยุทธภพ ทุกสำนักทุกแคว้นดินแดนให้ความเคารพท่านถ้าเื่นี้แผ่ออกไป ข้าก็อยากจะรู้เหมือนว่า ทุกคนจะว่าอย่างไร”
“ท่านคิดว่าแค่คำพูดท่านจะทำให้ชื่อเสียงเราเสียหายได้ยังงันหรือ ถึงท่านพูดไปข้าก็ไม่คิดว่าจะมีผลกระทบอะไร”
“เปล่าสิ่งที่ข้าจะพูดออกไปคือมีคนของท่านสร้างอาวุธขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ที่อยู่ในมือข้าตอนนี้”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ท่านเ้าสำนักข้าว่าท่านน่าจะรู้ดีที่สุดนะ”
“พอ หยุดพูดกันได้แล้ว ขอคุณหนูและฮูหยินหลินเข้าไปคุยกันด้านใน พร้อมกับเ้าบ้านทั้งสาม ส่วนคนที่เหลือให้แยกย้ายและอย่าได้ให้ใครมาแอบฟัง”
หลังจากนั่นทุกคนก็เข้ามายังห้องโถงด้านในของสำนักและมีเพียงแค่คนที่เ้าสำนักสุสานผนึกศาสตรานั่นให้อยู่
“เยว่อิง แม่ว่าเราไม่อาจหาเื่เขานะเราออกไปจากที่นี้อย่างปลอดภัยกันเถอะ”
“ท่านแม่ใจเย็นๆ ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
“คุณหนูเื่ที่ท่านต้องพบเจอเป็ทางเราที่ผิดเองท่าน้าสิ่งใดเพื่อเป็การทดแทน บอกข้ามาเทอญ แล้วให้เื่นี้มันแล้วกันไป”
“ท่านเ้าสำนักเื่นี้ทำให้ข้าไม่พอใจอย่างมาก แต่จะให้ตาแก่นั่นตายก็ยังไม่สาสม ข้าไม่อ้อมค้อมแล้วกันด้ายไหมเงิน 20 พับพร้อมมีดไหมเงิน และเหล็กเงินเย็นอีก 15 ชั่ง”
“มากเกินไป ท่านเ้าสำนักมันมากเกินไปด้ายไหมเงิน กว่าเราจะสร้างได้ 1ปีต่อ1พับ แล้วยังก้อนเหล็กเงินเย็นอีกมันมีค่ามากเกินไป”
“เยว่อิง ที่เ้าอยากได้มันคืออะไรลูก”
“ด้ายไหมเงิน เป็ด้ายที่ทำจากแร่โลหะเหล็กเงินเย็นที่มีเฉพาะหุบเขานี้ แร่นี้มีความยืดหยุ่นและเข็งแกร่ง ไม่มีเหล็กใดทำลายได้เว้นแต่แร่เหล็กเงินเย็นด้วยกันเท่านั่นถึงจะสามารถทำลายกันได้ พูดง่ายๆก็คือชุดที่ทำจากแร่นี้ จะไม่มีอาวุธใดฟันแทงเข้าได้ และเช่นกันอาวุธที่ทำจากแร่นี้สามารถตัดแทงได้ทุกสิ่ง”
“คุณหนูดูท่านจะรู้ความลับของเราเป็อย่างดีแร่ชนิดนี้ มีแต่พวกเราที่รู้ ผู้ที่ได้ มีแต่ราชวงศ์ชั้นสูงและต่อให้เป็ราชวงศ์เองเรายังมอบให้เพียงแค่ชุดป้องกัน 1 ชุดเท่านั่นเพื่อเป็การปกป้องชีวิตของเ้าแคว้นนั่น ส่วนอาวุธก็แน่นอนในบรรดาอาวุธจิติญญาเท่านั่นที่เราจะหลอมผสมลงไป และให้มีปริมานเท่ากันเราไม่เคยเปิดเผยให้คนนอกรู้คนที่ได้รับไปก็รู้แค่ว่าเป็ของที่แข็งแกร่งกว่าอาวุธทั่วไปเพราะในยุทธภพผู้ที่มีวิชาหลอมอาวุธระดับนี้มีแต่ที่นี้เท่านั่น ท่านเป็ใครกันแน่”
“หึ! พูดนั่นพูดนี้จะออกนอกเื่ไปทำไม ข้าจะรู้มาจากใครข้าคงไม่ตอบท่าน แต่เขาได้ตายไปแล้วท่านพูดมาเถอะว่า จะตกลงหรือไม่ เพราะถ้าไม่ ก็ส่งข้าออกจากหุบเขาหรือจะฆ่าพวกเราทิ้งที่นี้ก็เชิญท่านทำเทอญ แต่พ่อข้ารู้เื่ที่ข้ามาที่นี้แล้วเท่านั่นที่ข้าจะพูด” หลินเยว่อิงนึกในใจ จะไม่รู้ได้อย่างไรตอนที่จอมมารอี้นัวแอบเข้ามาที่นี้ ตอนนั่นนางมีพลังในระดับ8การเข้ามาที่นี้ก็สามารถทำได้ด้วยวิชาที่นางมี และหาความรู้การหลอมอาวุธจนได้พบกับความลับของสุสานผนึกศาสตรา เพราะหุบเขานี้ มีแร่อุกกาบาตที่หายาก มีที่เดียวที่นี้เป็แร่ที่แข็งแกร่งมาก พวกเขาจึงเลือกที่นี้เป็ที่ตั้งตลอดมาไม่ใช่เพียงเพราะมันห่างไกลสายตาผู้คน แต่มันมีสมบัติอยู่ด้วย คือแร่เหล็กเงินเย็น แต่ตอนนั่นนางถูกจับได้ก่อน แม้จะรู้วิธีหลอมเหล็กชนิดนี้แล้วแต่ก็ไม่สามารถเอาเหล็กไปได้ จึงได้แต่ต้องหนี แม้ตอนนั่นจะได้เป็ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดแต่ให้สู้กับค่ายกลที่นี้ ก็ไม่ใช่อะไรที่จะไปต่อกรได้ ความรู้และภูมิปัญญา บวกกับอาวุธทั้งหลายที่สะสมมาเป็ร้อยๆปี ก็ไม่อาจจะไปดูถูกได้เลย
“ท่านปล่อยพวกเขาออกไปเถอะต่อให้พวกเขาพูดสิ่งใดข้าไม่เชื่อว่าจะสร้างความเดือดร้อนแก่พวกเราได้”
“เ้าบ้านเหยียน ท่านไม่ได้พูดสิ่งใดเลยพี่ของท่านเป็คนสร้างขลุ่ยนี้ขึ้นมา ท่านก็บอกให้ทุกคนได้รู้เทอญ”
“ขอถามคุณหนู ท่านเป็ผู้ขลุ่ยนี้ผู้ที่คนแรก จะได้ตั้งชื่อมัน ท่านตั้งชื่อมันว่าอย่างไร”
“ขลุ่ยหมื่นทัพใจสลาย”
“เป็ชื่อที่ดีและตรงกับความสามารถของมันขลุ่ยหมื่นทัพใจสลาย สิ่งนี้พี่ชายข้าก่อนตาย อยากจะสร้างผลงานที่สะท้านฟ้าะเืดินท่านก็ทราบบ้านของข้าถนัดการสร้างอาวุธที่โจมตีทางจิติญญา เครื่องดนตรี ภาพวาดพัด พู่กัน จะเน้นไปทางจิตใจเป็หลัก ขลุ่ยนี้ พี่ข้าได้ไปที่ สนามรบที่มีการสู้รบกันเมื่อสนามรบจบลง เหลือเพียงกลิ่นอายความตาย เขาก็ใช้วิชาค่ายกลหลอมเอาพลังจิติญญาที่หลงเหลือจากคนตายเหล่านั่นมารวมไว้ที่ขลุ่ยนี้ทำแบบนี้อยู่หลายครั้ง จนวันหนึ่งเขาก็ควบคุมมันไม่ได้ เพราะทุกพลังที่รวมเข้ามาต่างก็แย่งกันเพื่อเป็หนึ่ง การที่ใครจับขลุ่ยนี้ ก็เหมือนโดนโยนเข้าไปในความวุ่นวายกลางาแล้วจะมีใครที่รวมจิติญญาให้เป็หนึ่งได้กัน แม้แต่พี่ข้าก็ไม่สามารถทำได้แล้วนับวันเข้าก็ยิ่งเพิ่มจิติญญาเหล่านี้เข้าไป เพื่อจะหาจิติญญาที่แข็งแกร่งที่สุดสยบหลอมรวมเป็เจตจำนงหนึ่งเดียวแต่ก็หาไม่พบ ข้าไม่รู้ว่าเข้าทำไปกี่ครั้งและไปกี่สนามรบแต่เมื่อปีนั่นที่เขากลับมา เขาก็าเ็ทางจิติญญาอย่างหนัก และให้ข้าผนึกขลุ่ยนี้เอาไว้ในถ้ำนั่นเ้าลูกศิษย์โง่อย่างเหยียนไถ เห็นอาจาร์ยของเขาทุกข์ก่อนตายที่ไม่สามารถสร้างสิ่งนี้ให้สำเร็จก็เลยพยายามที่จะทำสิ่งที่สิ้นคิดนี้ แต่ก็ไม่คิดว่า เขาจะทำสำเร็จในวันนี้”
“เ้าบ้านเหยียน ในเมื่อตอนนี้ ขลุ่ยนี้ นางสามารถรวบรวมจิติญญาสำเร็จแล้วมันเป็ยังไง มันจะกลายเป็อาวุธแบบใด”
“คุณหนูท่านคงเห็นแล้วทหารจำนวนนับไม่ถ้วนพวกนั่น ตอนนี้ถูกคุณหนูสยบลง กองทัพย่อม้าผู้นำเมื่อคุณหนูเป็ผู้นำ ก็สามารถใช้กองทัพนั่นได้ นึกดูถ้าคุณหนูปลดปล่อยทหารทั้งหมดออกมาด้วยเสียงขลุ่ย ทหารพวกนั่นก็จะโจมตีจิติญญาของผู้คนที่ได้ยิน ในรัศมีที่เสียงขลุ่ยไปถึงผู้ที่ควบคุมจะโจมตีจิติญญาผู้อื่นให้สลาย หรือควบคุมผู้อื่นได้เหมือนถูกิญญาร้ายเข้าสิง ต่อให้เป็ผู้มีพลังยุทธระดับ7 ถ้าถูกโจมตีทางจิตสักร้อยคนพวกเ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วถ้ากองทัพหนึ่งที่ออกรบ ถูกขลุ่ยนี้ควบคุมจะเกิดอะไรขึ้น คนผู้นั่นก็จะสามารถควบคุมกองทัพนั่นได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องไปหาคนจากที่ไหน เช่นนี้แล้วสิ่งที่คุณหนูพูดว่าหากเื่นี้รู้ออกไป ว่าเราสามารถสร้างอาวุธเช่นนี้ออกมาได้ ทุกแคว้นทุกราชวงศ์ทุกสำนักต่างๆ คงต้องยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งนี้ แต่ก่อนเลี้ยงคนเพื่อสร้างกองทัพแต่ถ้าคนเหล่านั่นถูกแย่งชิงไปเพียงแค่ชั่วพริบตา มันจะเป็สิ่งที่เลวร้ายขนาดไหน”
ทุกคนเมื่อได้ฟังจบก็เงียบงัน ไม่มีใครพูดสิ่งใด ต่างก็นึกถึงสิ่งที่ได้ยิน ขลุ่ยนี้เป็สิ่งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมาจริงๆผู้สร้างต้องบ้าขนาดไหนถึงสร้างอะไรแบบนี้ขึ้นมา และบัดนี้มันก็สำเร็จแล้ว
“ข้าขอร้อง ท่านได้โปรดผนึกมันไว้ที่นี้เทอญ”
“ทำเช่นนั่นคงไม่ดีกระมัง ท่านกวงขลุ่ยนี้ได้สร้างจิติญญาเรียบร้อยแล้ว มันแข็งแกร่งมากกว่าเดิมถ้าท่านให้ข้าผนึกทิ้งมันไว้ที่นี้ หากว่ามันอยากออกไป ใครในที่นี้จะควบคุมมันได้ตอนนี้การที่มันอยู่กับข้า ข้าเป็ผู้เดียวที่ทำให้มันสงบได้”
“เป็เช่นนั่นคงไม่ดีจริงๆ เช่นนั่นก็ขอร้องคุณหนูอย่าได้ใช้มันเด็ดขาดให้มันอยู่อย่างสงบ อย่าได้สร้างความโกลาหลให้โลกใบนี้เลย”
“เื่นั่นข้าคงรับปากท่านไม่ได้หากมีใครคิดจะฆ่าข้า ต่อให้ข้าต้องทำให้โลกนี้ลุกเป็ไฟ ข้าก็ต้องรอด”
“เช่นนั่นข้าคงห้ามอะไรไม่ได้ทุกอย่างปล่อยไปตามชะตาฟ้ากำหนดเทอญ”
“ท่านเ้าสำนักแต่ถ้านางไปพูดว่าพวกเราสร้างสิ่งนี้ได้ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีใครที่มีความสามารถสร้างได้ก็เถอะ แต่เราจะไม่เดือดร้อนกันหรือ”
“คุณหนู สิ่งที่ท่านขอ มันช่างมากเหลือเกิน”
“ข้าขอแค่ของไม่กี่ชิ้นไม่ได้ของแร่เหล็กเงินเย็น เขาทั้งลูกไปสักหน่อย ถึงพวกท่านปีหนึ่งจะเอามันออกมาได้น้อยมากก็ตามเถอะ สิ่งที่ขอแลกกับความสงบสุขไปตลอด ข้าว่ามันยังน้อยไปด้วยซ้ำและข้าก็เรียกร้องเพียงแค่สิ่งที่คนของท่านทำกับข้าไว้ก็เท่านั่น”
“ข้าตัดสินใจแล้ว เอาเช่นนั่น ข้ามอบให้ท่านแต่เรามีด้ายไหมเงินไม่ถึง20พับ คนที่มีความสามารถที่หลอมมันเป็ได้ตอนนี้มีแค่ข้ากับเ้าบ้านทั้งสามเท่านั่น ทำให้ตอนนี้มีแค่10พับเท่านั่น ส่วนก้อนเหล็กเงินเย็นมีเพียงแค่ 10 ชั่งเท่านั่น หากไม่เชื่อข้ายินดีเปิดคลังลับให้ท่านดู”
“ได้ เช่นนั่นตอนนี้ท่านมีเท่าไรข้าก็เอาเท่านั่น แต่ข้าขอป้ายคำสั่งพิเศษจากท่าน หากใครก็ตามที่ถือป้ายมาคือคนของข้า ท่านต้องยอมให้เขาเข้ามาเพื่อทดสอบรับอาวุธจิติญญาโดยไม่ต้องผ่านการทดสอบใดๆ และป้ายนั่นต้องส่งคืนข้าเสมอ จากนี้และอนาคต”
“ได้แต่ข้าให้แค่ 1 ครั้งต่อปีไม่รอมกับรอบเปิดปรกติ เท่ากันท่านสามารถส่งมาได้ 2 ครั้งต่อปี แบบนี้ท่านว่าอย่างไร”
“ได้ข้าไม่ได้คิดจะส่งกองทัพมาขนอาวุธของท่านหรอก สบายใจเถอะ จะให้แค่คนที่ข้าไว้ใจเท่านั่นที่จะมา”
“เช่นนั่นมีอีกเื่เื่ที่ข้าอยากจะขอร้องหากอาวุธนี้ออกไปโปรดอย่าได้บอกที่มาของมัน ให้มันเป็อาวุธไร้ที่มายอดคนไม่ทราบชื่อเป็ผู้สร้างมันขึ้นมาเทอญและทางเราจะไม่บอกกับโลกว่ามีขลุ่ยนี้อยู่”
“เช่นนั่นก็ได้แต่ท่านต้องตกลงกับข้าด้วยว่า รายชื่อที่ท่านบอกออกไปแก่ยุทธภพ ที่พวกข้าได้มาจะไม่ลงชื่อของพวกข้า”
“เช่นนั่นคุณหนูจะให้ทำเช่นใดอาวุธที่ออกไปต้องแจ้งแก่ยุทธภพ มันเป็กฎที่ทุกคนร่วมกันตั้งขึ้นมา”
“ทีขลุ่ยในมือข้า ไม่เห็นท่านจะสนใจกฎเลยนะ”
“เออออ...คือ....ข้า”
“เอาเช่นนี้ ท่านไม่ใส่ชื่อพวกข้าแต่ใส่เป็ฉายา เรียกแทนตน เพราะในยุทธภพ เรียกฉายากันเป็หลักอยู่แล้วแบบนี้คงได้ใช่ไหม ท่านเ้าสำนัก”
“เช่นนั่นก็ได้ เช่นนั่นก็ได้ เ้าบ้านพวกท่านเอาภาพวาดของอาวุธที่พวกเขาได้ครองครองแล้วให้พวกเขาลงชื่อฉายาเพื่อแจ้งแก่ยุทธภพเทอญ” แล้วเ้าบ้านทั้งสามก็ไปนำภาพวาดมาเพื่อให้พวกของหลินเยว่อิงลงชื่อ
“คุณหนูข้าอยากรู้อาจาร์ยของท่านจริงๆว่าคือผู้ใด ถึงได้สอนท่านให้มีความสามารถมากขนาดนี้”
“อาจาร์ยของข้าเขาถึงจุดสูงสุดและเร้นกายไมยุ่งเกี่ยวกับยุทธภพอีกแล้ว จึงไม่อาจบอกชื่อได้ไม่มีสำนัก ไม่มีที่มา ข้าตอบท่านได้เท่านี้”
“เช่นนั่น ก็ช่างเถอะ ข้ายังมีอีกเื่ที่ต้องบอกท่านเกี่ยวกับกระบี่ที่ท่านได้มาอีกเล่ม”
“กระบี่เล่มนี้ มันมีอะไรอีก”
“กระบี่นทีพิรุณโปรยปลาย เป็ของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักกระบี่เทพธิดา จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีผู้สืบทอดมาแล้ว 5 รุ่นแต่ผู้ที่กระบี่เล่มนี้ได้มีเพียงแค่ 2 รุ่นเ้าสำนักเท่านั่นจนตอนนี้ก็ไม่มีใครมีความสามารถที่จะนำมันไปได้ ทางสำนักกระบี่เทพธิดาจึงประกาศว่า ผู้ที่สามารถนำกระบี่เล่มนี้ออกไปได้ จะให้เป็ผู้สืบทอดเ้าสำนักทันทีที่ข้าบอกแก่ยุทธภพ ข้าคิดว่าคนของสำนักกระบี่เทพธิดา คงตามหาท่านอย่างแน่นอน”
“แล้วสำนักกระบี่เทพธิดา เป็สำนักขนาดใดมีความสามารถมากแค่ไหน”
“ด้วยความสามารถของผู้ก่อตั้งในสมัยนั่นกลายเป็สำนักกระบี่อันดับหนึ่งทางแดนตะวันออกชื่อเสียงกระบี่เคียงคู่กับ ตำหนักกระบี่บิน แต่ 2 รุ่นหลังมานี้หาผู้สืบทอดกระบี่เล่มนี้ไม่ได้ ทำให้สำนักตกต่ำลง ตอนนี้ชื่อสำนักกระบี่อันดับหนึ่งจึงมีแค่ ตำหนักกระบี่บินเท่านั่นส่วนสำนักกระบี่เทพธิดาก็คงอยู่ในชั้นต่ำลงมา ตอนนี้ข้าก็ไม่ทราบว่าสำนักมีความเข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหนแต่หลายปีมานี้ ก็ส่งคนมาทดสอบทุกปี ฝีมือก็ถือว่าอยู่ในระดับดีทั่วไปในยุทธภพนอกจากในเขตของตน ก็ไม่ได้สร้างชื่อนอกเขตอีกเลย ก็ถ้าท่านเห็นว่าน่าสนใจจะไปเยือนที่สำนักกระบี่เทพธิดาสักครั้ง คงไม่เป็อะไร”
“จากที่ฟังมา เป็สำนักที่โง่เง่าฝากความรุ่งโรจน์ไว้กับกระบี่เล่มเดียว แทนที่จะพัฒนาความสามารถของตนค้นคว้าสร้างวิชาให้เลื่องชื่อ แต่กลับหมกมุ่นอยู่กับกระบี่แค่เล่มเดียวมีแต่จะรอคอยวันล้มจม”
“เอาเถอะ ไม่ว่าท่านจะไปหรือไม่ ข้าก็แค่บอกให้ท่านทราบให้ท่านได้รู้ไว้หากมีคนของสำนักกระบี่เทพธิดามาหาท่าน อ่อ ท่านเ้าบ้านทั้งสามมากันแล้ว” แล้วเ้าบ้านทั้งสามก็นำภาพวาดทั้งห้าม้วน มาคลี่ออก
“ขอเชิญท่านทั้งหลาย ลงรายมือ”
“เยว่อิง จะให้เราตั้งชื่อว่าอะไร”
“ท่านแม่ท่านก็แค่ตั้งชื่อฉายาตามที่ท่านชอบเทอญ อะไรก็ได้ แต่อย่าตลกมากก็แล้วกันเวลาคนเห็นท่านใช้ร่มนี้ จะได้ไม่ขำตายไปก่อน”
“เ้านี้ ล่อเล่นอีกแล้ว เอาละเราก็มาคิดกันว่าจะใช้ชื่ออะไรกันดี อ่ะ! พวกเ้าทำไมถึงใส่ชื่อจริงเข้าไปละ”
“เรียนฮูหยิน พวกข้าไม่เคยมีชื่อในยุทธภพและไม่มีสังกัดสำนัก ถึงข้าจะเขียนชื่อจริงลงไป คนก็ไม่รู้จักอยู่ดีผิดกับท่านและคุณหนู ที่เป็คนสูงศักดิ์ หากมีชื่อคนไม่มากก็น้อยต้องรู้แน่ว่าเป็พวกท่าน พวกเราก็แค่คนธรรมดาชื่อซ้ำมีมากไปเ้าค่ะ”
“ก็จริง แต่พวกเ้าจะใส่แต่ชื่อไม่ได้จงตั้งฉายาให้ตัวเองด้วย ข้าขอเตือนอย่าให้ชาวยุทธตั้งให้เ้าเองเพราะมันจะไม่น่าฟังเท่าใดนั่น และถ้ามีคนเรียกไปแล้ว มันจะติดตัวเ้าไปตลอดชีวิต”
“ค่ะคุณหนู”
ทุกคนก็ต่างมองที่ภาพอาวุธของตัวเองและครุ่นคิดชื่อฉายาที่ตัวเอง้าโดยไม่พูดสิ่งใด
“กระบี่นทีพิรุณโปรยปลาย ผู้มารกระบี่ไร้คู่เปรียบ”
“มารกระบี่ไร้คู่เปรียบเป็ชื่อที่โอหังยิ่งนัก ท่านคิดดีแล้วหรือจะใช้ชื่อนี้”
“ข้าคิดแล้ว เมื่อกระบี่อยู่ในมือข้าในโลกนี้นอกจาก เ้าสำนักเขาบรรพต ก็ไม่มีใครเทียบเพลงกระบี่ข้าได้”
“หึ เด็กน้อยเ้านี้โอหังจริงๆเพลงกระบี่เขาบรรพตแม้ไม่ใช่อันดับหนึ่ง แต่ผู้ก่อตั้งสำนัก สามารถเอาชนะไปทั่วหล้าขึ้นชื่อว่ายอดยุทธอันดับหนึ่งไร้พ่าย ถึงผู้สืบทอดรุ่นปัจจุบันจะยังไม่เท่ากับผู้ก่อั้แ่ก็ยังหาคนเปรียบกระบี่ได้ยาก เ้ากลับบอกว่ามีเพียงเขา ด้วยอายุเท่านี้จะโอหังเกินไปหรือเปล่า”
“ที่ข้าหมายถึง ก็คือผู้ก่อตั้ง เขานั่นแหละ”แล้วหลินเยว่อิงก็หมุนตัวชักกระบี่ออกจากเอว มุ่งไปกลางห้องโถง และร่ายรำกระบี่ออกมาชุดหนึ่งทำให้ คนสุสานผนึกศาสตราทั้งสี่คนต้องตาเบิกกว้าง มองด้วยความตะลึงเพลงกระบี่ที่นางร่ายรำ สวยงามไร้ที่ติ ประกอบกับกระบี่สีเงินที่เงางามเปรียบหลินเยว่อิง ตอนนี้เป็เซียนเทพกระบี่ก็ไม่ปาน อีกทั้งการรุกรับไร้ช่องโหว่รวดเร็ว บ้างแข็งกล้า บ้างอ่อนโยน ในไม่นานการร่ายรำก็จบลง กระบี่เก็บเข้าที่เอวทำเอาเ้าบ้านกวงที่พูดดูถูกหลินเยว่อิง เอ่ยปากออกมาเอง
“เพลงกระบี่นี้ไร้คู่เปรียบโดยแท้ไม่มีเพลงกระบี่ใดในชีวิตข้าที่รู้จักจะเทียบได้เลย”
“ไม่ทราบว่า เพลงกระบี่นี้ชื่อว่า....”
“เพลงกระบี่ไร้คู่เปรียบ”
“สมแล้ว สมแล้ว เพลงกระบี่ไร้คู่เปรียบมารกระบี่ไร้คู่เปรียบ ด้วยความที่กระบี่งดงามเช่นนี้ทำไม่ไม่ใช้ว่าเทพกระบี่ถึงใช้คำว่ามาร”
“เพราะมาร ทำทุกสิ่งตามใจเทพก็แค่คุณธรรมจอมปลอม กระบี่ข้าไม่ใช่กระบี่จอมปลอมแบบนั่น”
“ดี งันเอาตามนี้ ชื่อนี้จะรู้ไปทั่วยุทธภพ”
“ร่มเงาวิหกเมฆา ผู้มารกระบี่คุมครองธิดา”
“ท่านแม่นี้ท่าน...”
“ก็ในเมื่อลูกของข้าเป็มารและแม่จะเป็เทพได้อย่างไรและที่แม่ถือร่มนี้ก็เพียงแค่้าปกป้องเ้าก็เท่านั่นเอง”
“ดี ท่านแม่ ชื่อนี้ดียิ่งนัก”
ถิงถิง เซียงหยาง พยักหน้าให้กันรวมทั้งถังเทียน และไม่พูดสิ่งใด ก็ลงมือเขียน
“พิณใจ์ ผู้ ถิงถิง เ้าหอสงบจิต”
“แส้ัหลับใหลผู้ เซียงหยาง เ้าหอสังหาร”
“พลองยมราช ผู้ ถังเทียน เ้าหอคุมกฎ”
เมื่อทั้งสามเขียนเสร็จ หลินเยว่อิงเห็นก็มองหน้าทั้งสาม แล้วพยักหน้าให้กัน โดยไม่พูดสิ่งใด
“ทำไมพวกเ้าถึงเป็เ้าหอละ และมันคือที่ใด”
“ท่านแม่ เอาไว้ข้าจะบอกให้ท่านฟังแต่ชื่อนี้ในอนาคต ต้องดังก้องไปทั่วอย่างแน่นอน”
ทางสุสานผนึกศาสตราก็พยักหน้า รู้ว่าชื่อนี้มีความหมายว่าอย่างไร แล้วทุกคนก็ตกลงกันเป็อันเสร็จสิ้นสุสานผนึกศาสตรา ก็นำภาพวาดไปแคว้นไว้ บนกำแพงของห้องโถง ที่มีรูปอาวุธอื่นที่มีคนลงนามไว้และนำออกไปเช่นกันภาพวาดทั้งห้าก็ประดับให้ผู้ที่มาเยือนได้พบเห็นว่าใครเป็ผู้อาวุธใดหลังจากนั่นทุกคนก็แยกย้ายไปพักผ่อน เื่ราวที่สุสานผนึกศาสตราก็ได้จบลงแล้วพวกของหลินเยว่อิงก็ตกลงกันที่จะออกจากหุบเขากลับเมืองหงเฟย ในตอนเช้า ใช้เวลาเพียง3 วัน
ในตอนเช้า หน้าหุบเขา ทางกลุ่มของหลินเยว่อิงได้ออกเดินทางกลับเมือง พร้อมของที่หลินเยว่อิงขอไว้
“ท่านเ้าสำนัก ของที่นางเอาไปสามารถสร้างเสื้อเกาะไหมอ่อนได้มากกว่า 20 ชุดเลยนะครับแบบนี้นางสามารถสร้างกองกำลังที่อันตรายได้อีกกลุ่มหนึ่งเลยนะครับ”
“เราพลาดเอง ครั้งนี้เราขาดทุนถูกปล้นสมบัติออกไปมากมาย เราก็มาคอยดูกันเถอะ ว่าอนาคตพวกเขาจะสร้างชื่อได้มากแค่ไหนสิ่งที่ข้าสนใจนอกจาก แม่หนูนั่นแล้ว ก็คือแม่ของนาง ร่มนั่นจะได้สร้างการประลองที่โด่งดังไปทั่วยุทธภพให้ได้เล่าขานไปนับ 10 ปีได้อีกครั้งไหม แต่ด้วยระดับพลังและอายุของนางแล้ว ดูท่าว่าคงจะไม่อาจสู้กับผู้สืบทอด หีบกระบี่ัเก้าวิถีได้”
“แล้วรายชื่ออาวุธพวกนี้เราจะส่งออกไปเลยไหมครับ”
“ยังรอก่อน สักหนึ่งเดือนค่อยส่งออกไปถ้าหากส่งออกไปตอนนี้ พวกชาวยุทธจะรู้ว่าพวกเขายังเดินทางได้ไม่ไกล ต้องออกมาตามหาให้เขาได้เดินทางกลับไปเสียก่อน หลังจากนั่นก็ปล่อยเป็เื่ของโชคชะตาแล้วจากผู้ที่ไม่เคยเข้าสู้ยุทธภพไร้ชื่อ แต่วันนี้ถืออาวุธจิติญญาออกไปพวกเขาก็ก้าวเดินในยุทธภพนี้อย่างเต็มตัวแล้ว ส่วนเื่ขลุ่ยนั่นก็ทำลายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องร่วมทั้งวิชารวมจิติญญาอาฆาตนั่นด้วย ต่อไปนี้จะต้องไม่มีวิชานี้อยู่บนโลกนี้อีกและเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับมันอีก”