“คุณฝนใส่ชุดนี้นกนึกว่าเด็กสิบห้าสิบหกเลยนะคะเนี่ย” เสียงประชาสัมพันธ์สาวของคอนโดมิเนียมเอ่ยทักเมื่อไอฝนและทองชมพูนุชเดินออกมาจากลิฟต์
“คุณนกหมายถึงสมองหรือใบหน้าคะ” ทองชมพูนุชเดินเข้าไปแวะเท้าแขนที่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งสูงเกือบถึงอกของเธอยืนคุยกับรัชนก ประชาสัมพันธ์สาวของคอนโดฯ ที่คอยช่วยเหลือประสานงานแนะนำลูกค้าให้มาซื้อห้องที่แม่ของเธอซื้อเอาไว้จนกลายเป็คนคุ้นเคยกันไปแล้ว
“อุ๊ย! นกหมายถึงหน้าสิคะคุณนุช คุณฝนออกจะน่ารักขนาดนี้ ใครจะว่าได้ลงคอล่ะคะ”
“ก็ไอ้นุชนี่ละค่ะคุณนกที่คอยว่าฝนอยู่เรื่อย คนนิสัยไม่ดีก็อย่างนี้แหละค่ะ ฝนไม่ค่อยถือสาหรอก”ไอฝนตอบกลับทันควันเมื่อจังหวะของเธอมาถึง แถมยังยักคิ้วให้คนที่เธอกำลังพูดถึง
“...”ทองชมพูนุชส่ายหน้าไปยิ้มไป ไม่ได้รู้สึกโกรธคนขี้ฟ้องเลยสักนิด กลับขำเสียมากกว่า
รัชนกอดหัวเราะออกมาไม่ได้กับท่าทีของเพื่อนสาวสองคนตรงหน้า ที่คนหนึ่งตัวเล็ก สมส่วน ใส่เสื้อยืดแขนยาวตัวหลวมมีฮู้ดสีชมพูหวานกางเกงยีนส์ขาสั้น รองเท้าแตะ ผิวพรรณเนียนละเอียดขาวอมชมพูดูได้จากเรียวขาที่โผล่พ้นขอบขากางเกงลงมา ใบหน้าที่ไร้การแต่งเติมใด ๆนั้นยังเนียนใสไร้ริ้วรอย ผมตรงยาวประบ่าสีดำธรรมชาติตอนนี้ถูกรวบขึ้นไปทำเป็ทรงโดนัทอยู่กลางศีรษะมีเพียงปอยผมบาง ๆ ที่ระดวงหน้าอยู่เล็กน้อย ยิ่งทำให้ดูเด็กกว่าวัยไปมากทีเดียว
ส่วนอีกคน อวบ ขาวสูง ร่างใหญ่ ร่าเริง ชอบแหย่ แต่งตัวเป็การเป็งานกว่าสาวร่างเล็กด้วยการใส่เสื้อตัวใน แล้วมีสูททับ สวมกางเกงผ้าขายาวทรงกระบอกใหญ่ใบหน้าแต่งเติมสีสันบาง ๆ ดูสวยคล่องในมาดของสาวทำงาน หากไม่ได้มายืนอยู่คู่กับคนตัวเล็กข้าง ๆ ทองชมพูนุชจะเป็สาวสวยที่น่าจับตามองไปตามวัยของเธอเลยทีเดียว
แต่เมื่อมายืนอยู่ด้วยกันรัชนกจึงรู้สึกเหมือนทั้งสองคนเป็แม่ลูก เอ๊ะ!เดี๋ยวคนตัวใหญ่จะน้อยใจ เพราะจะดูห่างกันเกินไป งั้นเอาแค่น้ากับหลานละกัน
แต่ไม่ว่าจะยกให้ทั้งคู่เป็อะไรรัชนกก็ไม่ได้พูดออกไป เพราะเกรงใจความรู้สึกของคนร่างสูงใหญ่
“นุชว่านุชกลับก่อนดีกว่าค่ะขืนอยู่ต่อ เดี๋ยวมีคนยกเื่อื่นมาฟ้องคุณนกอีก” พูดอยู่กับรัชนกแต่หางตาเหลือบมองลงมาที่เพื่อนรัก ก่อนจะหันกลับไปมองและส่งยิ้มให้รัชนกอีกครั้ง
“บ๊ายบายนะคะคุณนก”ทองชมพูนุชโบกมือลาประชาสัมพันธ์สาว แล้วหันมาพูดกับเพื่อนรักของเธอบ้าง
“ฉันไปก่อนนะแกแล้วเจอกันพรุ่งนี้”
“อือ” ไอฝนพยักหน้ารับคำสั้น ๆ
ทั้งสองสาวเดินออกจากคอนโดฯแล้วก็แยกกันตรงหน้าประตูนั่นเอง ทองชมพูนุชเดินไปขึ้นรถของเธอส่วนไอฝนเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปที่ร้านสะดวกซื้อเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ
ไอฝนกลับเข้ามาในคอนโดฯอีกครั้ง พร้อมกับของกินที่ใส่ถุงผ้ามาเต็มสองถุง หญิงสาวเปิดถุงผ้าใบหนึ่งหยิบเต้าหู้นมสดและขนมขบเคี้ยวอีกสองสามห่อวางบนเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เป็ของฝากให้กับประชาสัมพันธ์สาวด้วยความมีน้ำใจของเธอนั้นทำให้คนได้รับของฝากถึงกับซาบซึ้ง เอ่ยขอบคุณไม่ขาดปากสาวร่างเล็กได้แต่ยิ้มตอบแล้วเดินไปเข้าลิฟต์ที่เพิ่งมีคนเปิดออกมาพอดี
ประตูลิฟต์ที่เพิ่งจะปิดเพราะไอฝนกดปุ่มปิดไปเมื่อครู่กลับเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงเรียบ ๆ ที่เอ่ยอย่างสุภาพดังขึ้น
“ไปด้วยนะครับ”
ไอฝนเงยหน้ามองผ่านประตูที่เปิดออกเห็นชายหนุ่มร่างสูงจนเธอต้องแหงนหน้ามองเพราะความสูงที่ต่างกันมาก ยิ่งเธอใส่รองเท้าแตะไม่มีส้นด้วยยิ่งเห็นความแตกต่างอย่างมากมาย ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงได้เลือกเอามาแต่กรรมพันธุ์ความสูงน้อยของคุณแม่มาอย่างเดียวไม่เลือกเอาความสูงมากของคุณพ่อมาบ้างเลย ปกติพี่ชายเธอก็ว่าสูงแล้วแต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่กลับสูงกว่าจนทำให้เธอดูกลายเป็คนบกพร่องทางความสูงไปเลย ทั้ง ๆ ที่เธอเองก็สูงร้อยหกสิบมาตรฐานหญิงไทยแล้วนะ
‘คนรึเสาไฟฟ้ากันแน่เนี่ย แต่เอ...ทำไมหน้าคุ้นจังแฮะ’ สมองส่วนที่ใช้สำหรับการจดจำใบหน้าคนของไอฝนไม่ค่อยจะทำงานเอาเสียเลยมีแค่เพียงความรู้สึกเท่านั้นที่ยังทำงาน และบอกเธอว่าหน้าผู้ชายคนนี้ช่างคลับคล้ายคลับคลาเหลือเกินแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหนหรือว่าเขาคือใคร แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ...เขาหล่อ
หญิงสาวที่เข้าลิฟต์มาก่อนไม่ได้เอ่ยตอบอะไรนอกจากส่งยิ้มให้เล็กน้อย พยักหน้าให้เบา ๆ เป็มารยาท แล้วเขยิบถอยลงมาอีกนิดเปิดทางให้ชายหนุ่มได้เข้าไปกดเบอร์ชั้นที่้า แล้วหันไปอ่านโบรชัวร์ที่แปะไว้ที่ผนังลิฟต์ฆ่าเวลาอย่างไม่คิดที่จะสนใจคนเข้ามาใหม่...หล่อแล้วไงเธอไม่ใช่คนที่จะหลงรูปใครง่าย ๆ เสียหน่อย
ต่างจากอีกคน...
รอยยิ้มบาง ๆ ที่ส่งมาให้เขาเพียงแวบสั้น ๆ นั้น ทำให้ใบหน้าสวย ๆของคนตัวเล็ก ๆ กลายเป็ใบหน้าที่คุ้นเคยที่อยู่ในความทรงจำของเขาเสมอมา จนต้องหามุมหันไปมองสำรวจใบหน้าของเธออีกครั้งและรอยแผลเป็เล็ก ๆ ที่หางคิ้วขวาของเธอก็ทำให้เขาแน่ใจ มุมปากทั้งสองยกขึ้น ทำให้ริมฝีปากหยักอมชมพูของหนุ่มตี๋ที่ความหล่อระดับพระเอกเกาหลีโค้งขึ้นเล็กน้อยก่อนภาพที่มาของรอยแผลเป็นั้นจะผุดขึ้นมาในห้วงแห่งความทรงจำของเขา
“พี่วัสขา รอฝนด้วย พี่ครามรอฝนด้วยสิคะ”เสียงแจ๋ว ๆ ของเด็กหญิงไอฝนในวัยเพียงหกขวบที่พยายามจะปั่นจักรยานคันเล็กให้ทันพี่ชายและเพื่อนของพี่ชายที่แข่งกันปั่นจักรยานออกไปเล่นที่สวนสาธารณะของหมู่บ้าน
นอกจากจะอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแล้วพ่อแม่ของทั้งคู่ยังรู้จักกันดี จึงทำให้เด็ก ๆ ทั้งสองบ้านไปมาหาสู่กันจนเป็เื่ปกติกอปรกับเด็กชายทั้งสองคนอยู่ในวัยเดียวกัน คือสิบสามขวบจึงกลายเป็เพื่อนสนิทกันได้ไม่ยากเลย ส่วนเด็กหญิงตัวน้อย ในยามที่ไม่ได้ไปโรงเรียนนอกจากพี่ชายแล้วเธอก็ไม่มีเพื่อนเล่นอีก ดังนั้นพี่ชายไปไหนหนูน้อยก็มักจะขอตามติดไปด้วยเช่นกัน
เสียงเรียกของหนูน้อยไม่ได้รับการตอบสนองพี่ชายของเธอยังคงเร่งปั่นจักรยานแข่งกับเพื่อน เพื่อให้ตนเองเป็ผู้ชนะหนูน้อยจึงต้องรีบปั่นเร่งความเร็วของจักรยานคันเล็กตามไปอย่างช่วยไม่ได้ สายตาของหนูน้อยจับจ้องไปที่สองหนุ่มน้อยด้วยแววตัดพ้อโดยไม่ทันได้มองพื้นถนนที่มีทั้งหินทั้งทรายไม่รู้ว่ารถคันไหนมาทำร่วงเอาไว้เป็กองเล็ก ๆแต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้รถของสาวน้อยเสียหลักล้มได้
โครม!!
“โอ๊ย!!...ฮืออออ พี่วัสฝนเจ็บ ฮืออออ...” ทั้งรถทั้งคนล้มนอนอยู่บนถนนทั้งคู่หนูน้อยไอฝนร้องไห้ดังลั่น ทั้งเจ็บทั้งใ
“ไอ้วัส น้องแกรถล้ม”ฟ้าครามะโบอกเพื่อนที่ปั่นไปลิ่ว ๆ แซงหน้าเขาไปไกล ก่อนที่จะหันจักรยานเลี้ยวกลับไปดูเด็กตัวน้อย
วัสสะหันกลับมาเห็นภาพน้องสาวนอนร้องไห้อยู่บนถนนก็หน้าซีดด้วยความใแล้วรีบปั่นกลับมาหาน้องสาวของตนทันที
“ตัวเปี๊ยกเจ็บตรงไหนครับ”เด็กชายฟ้าครามเอ่ยถามพร้อมกับเข้าไปพยุงร่างเล็กที่ยังร้องไห้ไม่หยุดให้ลุกขึ้นนั่ง
“ฝน พี่ขอโทษฝนเป็ไงบ้าง” เสียงร้องถามดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
เด็กชายวัสสะปั่นจักรยานกลับมาถึง ก็ทิ้งจักรยานะโเข้าไปหาน้องสาวทันทีเขาทั้งใและรู้สึกผิด ยิ่งเห็นเืเริ่มไหลเลอะใบหน้าของน้องน้อยยิ่งใจสั่นจนแทบทำอะไรไม่ถูก หนุ่มน้อยลงไปนั่งจับดึงร่างของน้องสาวที่ตอนนี้นั่งอิงอยู่กับขาของเด็กชายฟ้าครามที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้มาพิงที่ขาของเขาแทน ก่อนจะสำรวจต้นทางของเืที่ไหลเลอะใบหน้าของน้องน้อยเป็ทาง
“ทำไงดีคราม นายเป็ลูกหมอนายต้องรู้สิว่าต้องทำไง”
เด็กชายฟ้าครามรีบล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงออกมาเช็ดเืที่จะไหลเข้าตาของหนูน้อย แล้วกดแผลห้ามเืเอาไว้นั่นเป็สิ่งที่เขาเห็นแม่ของเขาทำให้เสมอ เวลาที่เขามีแผลเืออก “เอานี่กดห้ามเืไว้ก่อนเวลาฉันเืออกแม่ก็ทำให้อย่างนี้ทุกที”
คำว่า ‘นายเป็ลูกหมอ’ หลุดออกมาจากปากของพี่ชายทำให้หนูน้อยไอฝนคาดหวังกับเพื่อนของพี่ชายเธอเช่นกันว่าจะสามารถช่วยให้เธอหายเจ็บได้
“ฮืออออ พี่ครามช่วยฝนด้วย ฝนเจ็บ”หนูน้อยปากเบ้พูดไปร้องไห้ไปอย่างน่าสงสาร
“คุณอาอยู่บ้านกันรึเปล่าวันนี้”เด็กชายวัสสะถามขึ้นเมื่อได้สติ
“อยู่! เออ ไป ๆ พาน้องฝนไปหาพ่อกับแม่ฉันดีกว่า” เด็กชายฟ้าครามตอบกลับพร้อมรอยยิ้มแห่งความหวัง
เด็กชายวัสสะรีบแบกน้องสาวตัวน้อยขึ้นหลังแล้ววิ่งไปที่บ้านของเด็กชายฟ้าครามที่อยู่ไม่ไกลนักทันที โดยที่มีเด็กชายฟ้าครามวิ่งตามไปติดๆ ด้วยความเป็ห่วงสาวน้อยที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุด
และจากเหตุการณ์นั้นเองที่ทำให้หนุ่มน้อยฟ้าคราม ตัดสินใจที่จะเป็คุณหมอตามอย่างพ่อกับแม่ของเขาเช่นกัน
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นเมื่อถึงชั้นที่สามสิบเก้าเรียกให้ฟ้าครามหลุดออกจากภวังค์แห่งความคิด ชายหนุ่มเปิดทางให้ไอฝนเดินออกไปก่อน เขาตั้งใจจะดูว่าเธออยู่ห้องไหนแต่กลับต้องแปลกใจ เมื่อเห็นว่าเธอเดินไปทางเดียวกันกับห้องของเขาชายหนุ่มจึงเดินตามไปเรื่อย ๆ
แต่คนที่แปลกใจยิ่งกว่าคือสาวร่างเล็ก ที่บัดนี้รู้สึกไม่ชอบมาพากล ความระแวงเกิดขึ้นเมื่อมีชายหนุ่มเดินตามมาโดยไม่คิดที่จะหยุดเข้าห้องไหนเลยสักห้อง ทั้งที่ก็เดินผ่านมาหลายห้องแล้ว นี่ก็ใกล้จะถึงห้องเธอซึ่งแทบจะเป็ห้องสุดท้ายแล้วนะ หรือว่าเขาจะเป็คนร้ายกัน!!
ยิ่งใกล้ห้องหัวใจของหญิงสาวก็ยิ่งเต้นแรง ในหัวท่องบ่นอยู่สองคำ ‘ใช่!ไม่ใช่! ใช่! ไม่ใช่!...’ แต่ไม่ได้ข้อสรุปเสียทีว่าพ่อพระเอกเกาหลีที่เดินตามมาจะใช่คนร้ายหรือไม่แต่ว่าเธอนั้นก็เตรียมตัวป้องกันเต็มที่ มือเล็ก ๆ กำปากถุงผ้าแน่นเลือกถุงที่ใส่ของหนัก หากคนที่เดินตามมา คิดที่จะทำอะไรเธอละก็ เธอจะฟาดด้วยถุงของกินนี่แหละเอาให้หน้าเละจนลืมความหล่อไปเลย