ค่ำคืนที่วุ่นวายผ่านไปอีกครั้งเมื่ออันนาชวนไปดื่มกับเพื่อนร่วมงานของเธอที่บาร์ดังแห่งหนึ่ง่เวลาแบบนี้กลายเป็กิจวัตรประจำของพวกเขา—เครื่องดื่มที่ไหลมาอย่างไม่ขาดสายเสียงดนตรีดังจนแทบกลบทุกอย่าง และเสียงหัวเราะของคนเมาที่เติมเต็มทุกมุมของสถานที่เมื่อบาร์เริ่มบางตา บรรยากาศในร้านก็เปลี่ยนไป เสียงดนตรีเบาลง ฝูงชนบางตาและเพื่อนร่วมงานของอันนาต่างก็พากันฟุบหน้าลงที่โต๊ะ
และนั่นคือเวลาที่พีทได้ยินเสียงนั้น
คลิก คลิก คลิก
เสียงจังหวะที่แ่เบาและต่อเนื่องทะลุผ่านชั้นของดนตรีและเสียงพูดคุยมันแปลกแต่น่าสนใจจนทำให้พีทรู้สึกขนลุกพิกล เสียงนั้นฟังดูคุ้นเคยอย่างประหลาดราวกับดึงบางอย่างขึ้นมาจากความทรงจำของเขา
“เสียงอะไรน่ะ?”พีทพึมพำกับตัวเอง
อันนามองพีทด้วยหน้าตาที่ดูสงสัยก่อนจะหันกลับไปสนใจเพื่อนร่วมงานที่น็อคไปหมด
พีทกวาดตามองรอบบาร์ที่เต็มไปด้วยแสงไฟสลัวและฝูงชนที่เคลื่อนไหวไปมาหัวใจเขาเต้นแรงขึ้นเมื่อเขาเห็นอะไรบางอย่าง—หรือใครบางคนใบหน้าที่พร่ามัวในเงามืด แวบผ่านสายตาไปในฝูงชนก่อนจะหายไป
คลิก คลิก คลิก
เสียงนั้นแ่ลงเรื่อยๆ ราวกับกำลังถอยห่างออกไป พีทลุกขึ้นโดยไม่ได้คิด ติดตามเสียงนั้นไปพลางเบียดฝูงชนที่เหลืออยู่ หัวใจของเขาเต้นถี่ขึ้นทุกย่างก้าวความรู้สึกเร่งด่วนผลักดันให้เขาเดินต่อ แต่เสียงนั้นก็หายไปในที่สุดกลืนหายไปในเสียงรอบตัว
พีทหยุดนิ่งในความหงุดหงิดและสับสนบางอย่างเกี่ยวกับเสียงนั้นและใบหน้าที่เขาเห็นมันยังติดอยู่ในหัวเหมือนการได้ยินเพลงจากวัยเด็ก—บางสิ่งที่เราจำมันไม่ได้ทั้งหมดแต่กลับดึงบางอย่างในใจเราออกมา
หลายเดือนหลังจากคืนนั้นเสียงนั้นยังคงตามหลอกหลอนพีทอยู่บ่อยครั้ง
บางครั้งเมื่อพีทกับอันนาออกไปเที่ยวที่บาร์หรือที่ที่คนเยอะๆ เขาก็จะได้ยินมันอีกครั้ง—เสียงคลิก คลิก คลิก เดิม ๆ ทุกครั้งเขามองไปรอบ ๆเพื่อหาต้นเสียง แต่ไม่เคยเจออะไรเลยเงาใบหน้าที่แวบผ่านและความรู้สึกคุ้นเคยของเสียงนั้นติดค้างคาใจเขา พีทไม่สามารถสลัดความรู้สึกที่ว่ามันเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่าง—หรือใครบางคน—ที่สำคัญ
คืนหนึ่งขณะที่เรากำลังเดินกลับบ้านหลังจากเลิกงานดึก พีทเล่าเื่นี้ให้อันนาฟังและแน่นอน เธอก็แซวเขาตามสไตล์ของเธอ
“บางทีอาจเป็แค่คนใส่รองเท้าเสียงดัง”เธอพูดพร้อมยิ้มขำ “หรือถ้าไม่งั้นก็อาจเป็ผี”
“ฉันจริงจังนะ” พีทพูดอย่างหงุดหงิดความคับข้องใจเริ่มก่อตัวขึ้น “ฉันได้ยินมันมากกว่าหนึ่งครั้ง และมันดู…คุ้น”
“นายคิดมากไปหรือเปล่า? บางทีหัวหน้าเชฟของนายอาจจะกดดันนายมากเกินไปจนทำให้นายจินตนาการไปเองนายนอนพอบ้างไหมเนี่ย?” อันนากลอกตาดูก็รู้ว่าไม่เชื่อพีท
“ถ้าเป็ผี ฉันจะขอให้มันจะไปหลอกเธอก่อนเลย”พีทบ่น
“ก่อนอื่นเลยนะ” เธอพูด “ทำไมนายถึงอยากให้มันเป็ผี? แล้วอีกอย่างผีไม่ให้พรนะ นายคิดว่ามันเป็ั์ในตะเกียงเหรอ?”
“เธอจะไปรู้อะไร เธอยังไม่เคยเจอผีเลย”พีทตอบกลับ “อย่าทำเป็ผู้เชี่ยวชาญสิ”
“โอเค” เธอยอมแพ้ “จะทำอะไรก็ทำไปจะไปล่าผี แต่อย่าลากฉันเข้าไปยุ่งด้วยล่ะ”
แม้ว่าเธอจะไม่เชื่อแต่การที่ได้พูดคุยกับอันนาทำให้เขาผ่อนคลายขึ้นรู้สึกผ่อนคลายลง
คืนนั้น ขณะที่พีทนอนอยู่บนเตียงเสียงนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาจ้องมองเพดาน พยายามหาคำตอบ มันคือเสียงอะไร? และทำไมมันถึงรู้สึกเหมือนคุ้นจังเลย?
เช้าวันต่อมาความตื่นเต้นของอันนาดึงพีทออกจากความคิดที่ฟุ้งซ่าน เบสกับน้ำกำลังจะมาหาเราที่กรุงเทพฯและอันนาก็นับวันรออย่างใจจดใจจ่อมาหลายสัปดาห์แล้ว เธอวางแผนทุกอย่างไว้เรียบร้อยั้แ่สถานที่ที่เราจะไปจนถึงคาเฟ่ที่เราต้องไปแวะ
“ไม่น่าเชื่อว่ามันผ่านมานานขนาดนั้นแล้วที่เราไม่ได้เจอกันครบกลุ่ม” เธอพูดระหว่างทางไปคาเฟ่ประจำของเรา “มันจะเหมือน่เวลาสมัยก่อนมั้ยนะ?”
ความตื่นเต้นของเธอชวนให้พีทยิ้มและเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือน ที่เขาสามารถลืมเสียงนั้นไปได้ชั่วขณะหนึ่ง การที่จะได้เจอเบสกับน้ำอีกครั้งการได้หัวเราะและสร้างความทรงจำใหม่กับครอบครัวที่คิดถึง มันเติมเต็มเขาด้วยความคาดหวังที่พีทเองก็ไม่ได้รู้สึกมานาน
วงดนตรีของเบสกำลังไปได้สวยพวกเขาได้งานใหญ่ครั้งแรกที่ไนต์คลับชื่อดังในกรุงเทพฯ และน้ำผู้จัดการผู้แสนขยันของพวกเขายังได้จองเวลาสำหรับวงในรายการทีวีเกี่ยวกับดนตรีอีกด้วยมันชัดเจนว่าพวกเขากำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่
“ในที่สุด ฉันก็ได้เวลาเปล่งประกาย!”เบสพูดอย่างตื่นเต้นตอนที่บอกข่าวเรา
“อย่าทำพังล่ะ” เธอเตือน น้ำผู้ที่เป็เสียงแห่งเหตุผลเธอเสียงจริงจังแต่แฝงด้วยความภาคภูมิใจ
แผนง่าย ๆคือเบสกับน้ำจะจัดการภาระงานของพวกเขาในวันแรก และวันรุ่งขึ้นพวกเราจะรวมตัวกันมันอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็พอเพียง การได้หวนคืนอดีต และสร้างความทรงจำใหม่ทำให้เสียงลึกลับนั้นเลือนหายไปชั่วคราว
สำหรับตอนนี้ พีทตัดสินใจปล่อยมันไปสุดสัปดาห์นี้ไม่ใช่เวลาสำหรับการไล่ตามเงาหรือคลี่คลายปริศนาแต่มันเป็่เวลาสำหรับการกลับมาเชื่อมโยงกับคนที่หล่อหลอมชีวิตของเขา
เสียงปริศนานั้นจะต้องรอไปก่อน