หลงซิงเฉินมองเขาอย่างเฉยชา
“ข้ายังไม่ตาย”
รอยยิ้มของหัวหน้าหมู่บ้านแข็งไปนิดหนึ่ง แต่ก็รีบกลับมาเป็ปกติ
“คำพูดของเ้านี่…คมจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ” เขาหัวเราะแห้ง ๆ “เื่เมื่อคืน ข้าพอทราบแล้ว ตระกูลจ้าวทำเกินไปจริง แต่ในเมื่อไม่มีใครตาย เช่นนั้นเราอย่าขยายเื่ให้ใหญ่ดีกว่า”
หลงเยวี่ยซานแค่นหัวเราะเบา ๆ
ไม่มีใครตาย?
หากเมื่อคืนหลงซิงเฉินสู้ไม่ไหว คนตายคงไม่ใช่คนตระกูลจ้าวแน่
หลงซิงเฉินยกชามข้าวต้มขึ้นจิบคำหนึ่ง แล้วพูดโดยไม่มองอีกฝ่าย
“แล้วท่านมาเพื่อจะบอกข้าไม่ให้ขยายเื่อย่างเดียวหรือ?”
หัวหน้าหมู่บ้านสีหน้ากระตุกเล็กน้อย
เขาไม่ชอบสายตาและน้ำเสียงของเด็กคนนี้เลย
เมื่อก่อนหลงซิงเฉินเงียบก็จริง แต่ยังมีแววขมขื่นซ่อนอยู่ให้เหยียบย่ำได้ บัดนี้อีกฝ่ายกลับนิ่ง เย็น และเหมือนกำลังมองทะลุเจตนาในใจเขาจนหมด
อย่างไรก็ดี เขายังต้องฝืนยิ้มต่อไป
“เื่นั้นก็ส่วนหนึ่ง” เขาพูด
“อีกส่วน… คนของสำนักกระบี่เมฆายังอยู่ในหมู่บ้านครึ่งวันก่อนจะออกเดินทาง พวกเขา้าดูสภาพคนที่ผ่านการคัดเลือกอีกครั้ง และอาจเรียกเ้ากับจ้าวเหิงไปพบ”
หลงซิงเฉินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“เมื่อใด?”
“สายหน่อย” หัวหน้าหมู่บ้านตอบ
“พวกเขาอยู่ที่ลานฝึกเดิม”
ลานฝึกเดิม…
สถานที่ที่เขาถูกหัวเราะเยาะเมื่อไม่กี่วันก่อน
สถานที่ที่จ้าวเหิงถีบเขาตกโพลงมรณะ
สถานที่ที่ศิลาหินไม่ตอบสนองต่อฝ่ามือเขามาตลอดสิบหกปี
หลงซิงเฉินวางชามลงอย่างช้า ๆ
“ข้าจะไป”
หัวหน้าหมู่บ้านพยักหน้าอย่างโล่งใจ เขาไม่อยากอยู่ที่นี่นานนัก เพราะยิ่งยืนต่อหน้าหลงซิงเฉิน เขายิ่งรู้สึกว่าความคิดเล็กน้อยที่ตนซ่อนไว้ไม่มีสิ่งใดรอดสายตาเด็กคนนี้ไปได้
ก่อนกลับ เขาหันมองหลงเยวี่ยซานชั่วครู่ แล้วพูดคล้ายหว่านล้อม
“ท่านเฒ่า ข้าหวังว่าพวกท่านจะเข้าใจ หมู่บ้านหลงต้องสงบสุข จ้าวเฉิงหู่าเ็แล้ว เื่เมื่อคืนก็ควรถือว่าจบกันไป”
หลงเยวี่ยซานเงยหน้ามองเขา สีหน้าเรียบเฉยจนอ่านไม่ออก
“เื่จะจบหรือไม่ มิใช่อยู่ที่ข้า”
คำพูดนั้นทำให้หัวหน้าหมู่บ้านได้แต่ยิ้มแห้ง ก่อนรีบพาคนของตนเดินจากไป
เมื่อเงาคนทั้งสามลับออกจากสายตา หลินเสวี่ยก็พูดเบา ๆ
“เขากลัวตระกูลจ้าวจะทำเื่ใหญ่”
“ไม่” หลงซิงเฉินตอบ
“เขากลัวหมู่บ้านจะเดือดร้อนจนกระทบตัวเขาเอง”
หลินเสวี่ยเงียบ
เพราะรู้ว่าคำพูดนั้นจริงอีกแล้ว
หลงซิงเฉินลุกขึ้น เขาเปลี่ยนเสื้อด้านในตัวใหม่ที่หลินเสวี่ยหามาให้ แล้วพันผ้ารัดแผลให้แน่นขึ้นอีกชั้น จากนั้นหยิบเสื้อคลุมเก่าตัวหนึ่งมาสวมทับ
แม้เสื้อผ้ายังเรียบง่ายจนแทบไม่มีอะไรน่ามอง แต่เมื่ออยู่บนร่างของเขาในตอนนี้ กลับให้ความรู้สึกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ไหล่กว้างขึ้นเล็กน้อย แผ่นหลังตรงขึ้น แววตาคมขึ้น ทุกอิริยาบถแฝงความมั่นคงเย็นเยียบที่เดิมทีไม่เคยมี
หลินเสวี่ยมองอยู่เงียบ ๆ แล้วใจสั่นแ่เบา
ก่อนหน้านี้นางเพียงรู้สึกว่าหลงซิงเฉินเปลี่ยนไป
แต่เช้านี้ นางเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สิ่งที่เปลี่ยนนั้นไม่ใช่แค่พลัง
เขากำลังมี “กลิ่นอาย” บางอย่างที่ต่างจากคนทั้งหมู่บ้าน
เหมือนคนที่ยืนอยู่ในที่แคบเกินไป
เหมือนคมดาบที่ถูกซ่อนผิดฝัก
เหมือนบางสิ่งที่ไม่ควรถูกฝังอยู่ในหมู่บ้านเล็กเช่นนี้มาั้แ่ต้น
หลงซิงเฉินหันมาเห็นนางกำลังมองอยู่ก็ถามเรียบ ๆ
“เ้ามองอะไรรึ?”
หลินเสวี่ยสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร”
แต่พอหลงซิงเฉินเลิกคิ้วน้อย ๆ นางก็เม้มปากแล้วพูดความจริงออกมาเบา ๆ
“ข้าแค่รู้สึกว่า… เ้าดูไม่เหมือนเดิม”
“ต่างจากเมื่อก่อนมากหรือ?”
“มาก”
นางตอบทันที ก่อนจะชะงักเพราะพูดเร็วเกินไป
หลงซิงเฉินนิ่งฟัง
หลินเสวี่ยก้มตาลงเล็กน้อย พลางรวบรวมคำในใจแล้วพูดต่ออย่างช้า ๆ
“เมื่อก่อน เวลาเ้าถูกคนอื่นดูถูก ข้ามองออกว่าเ้าโกรธ แต่เ้าเหมือนเอาแต่กดมันไว้… เหมือนคนที่ยืนอยู่กลางหิมะนานจนชาชิน”
“แต่ตอนนี้…” นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“เ้าดูเหมือนคนที่ต่อให้ยืนอยู่ท่ามกลางพายุ ก็จะไม่ก้มลงอีกแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้หลงซิงเฉินเงียบไปเล็กน้อย
ก่อนมุมปากจะยกขึ้นน้อย ๆ
“อย่างนั้นหรือ”
หลินเสวี่ยพยักหน้าเบา ๆ แล้วหลบตาอีกครั้ง
หลงเยวี่ยซานมองทั้งสองสลับกันไปมา แต่ไม่พูดอะไร เพียงลูบเคราอย่างเงียบเชียบ
หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ หลงซิงเฉินจึงเดินออกจากกระท่อมไปยังลานฝึก
หลินเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตามไปด้วยอย่างเงียบ ๆ
หลงเยวี่ยซานเองแม้กล่าวว่าจะไม่ไป แต่สุดท้ายก็หยิบไม้เท้าค่อย ๆ เดินตามอยู่ห่าง ๆ เช่นกัน
ระหว่างทาง ผู้คนในหมู่บ้านที่พบเห็นหลงซิงเฉินต่างแหวกทางให้โดยไม่รู้ตัว
บางคนฝืนยิ้ม
บางคนก้มหน้า
บางคนมองเขาแล้วรีบหลบสายตาราวกลัวถูกจับได้ว่าตนเคยหัวเราะเยาะ
ไม่มีใครกล้าชี้หน้าเขาอีก
ไม่มีใครกล้าพูดว่า “สวะ” อีก
เสียงกระซิบยังมีอยู่
แต่กลายเป็เสียงที่เต็มไปด้วยความระวัง
“นั่นเขา…”
“เมื่อคืนเขาซัดจ้าวเฉิงหู่จนกระเด็นจริงหรือ?”
“ข้าเห็นกับตา… เร็วเหมือนผี…”
“อย่าเสียงดัง เดี๋ยวเขาได้ยิน…”
หลงซิงเฉินได้ยินทุกประโยค แต่ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
เมื่อเดินมาถึงลานฝึก เขาก็เห็นคนของสำนักกระบี่เมฆานั่งอยู่ใต้เพิงไม้ด้านหน้า ฉินหานเฟิงกำลังดื่มชาเงียบ ๆ ข้างกายมีผู้ติดตามสองคนยืนอยู่ ส่วนอีกฟากหนึ่ง จ้าวเหิงยืนอยู่แล้ว
แม้อีกฝ่ายจะเปลี่ยนเสื้อใหม่และล้างคราบเืออกหมดแล้ว แต่รอยบวมที่ใบหน้ากับแววตาอาฆาตกลับกลบไม่มิด
เมื่อเห็นหลงซิงเฉินเดินมา จ้าวเหิงก็กัดฟันแน่นทันที
ฉินหานเฟิงเงยหน้าขึ้นมอง พลางวางถ้วยชาลงอย่างแช่มช้า
“มาพอดี”
หลงซิงเฉินหยุดยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว ประสานมือคำนับอย่างไม่มากไม่น้อย
“ผู้าุโ”
ฉินหานเฟิงมองเขาอย่างเปิดเผยอีกครั้ง คราวนี้สายตานานกว่าคราวก่อนเล็กน้อย
เมื่อคืนหลังจากกลับไปพัก เขาได้ให้คนสอบถามเื่หลงซิงเฉินเพิ่ม และสิ่งที่ได้ยินกลับยิ่งชวนให้ประหลาดใจ
เด็กหนุ่มคนนี้เมื่อวานยังเป็ผู้มีชีพจรพิการ
วันนี้กลับผ่านการทดสอบของสำนักด้วยผลเหนือความคาดหมาย
และเมื่อคืนยังล้มจ้าวเฉิงหู่ได้ต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
พร์เช่นนี้ ต่อให้แฝงความลับไว้มากเพียงใด ก็ยังคุ้มค่าต่อการจับตามอง
“าแเ้าดีขึ้นเร็ว” ฉินหานเฟิงเอ่ย
“ยังพอขยับได้”
“เมื่อคืนยังสู้ต่ออีก?”
หลงซิงเฉินไม่ตอบทันที
ฉินหานเฟิงจึงกล่าวเสียงเรียบ
“ข้าไม่ได้ถามเพื่อตำหนิ”
หลงซิงเฉินจึงตอบสั้น ๆ
“มีคนมาหาเื่ถึงบ้าน”
ฉินหานเฟิงชำเลืองไปทางจ้าวเหิงหนึ่งแวบ แล้วหันกลับมา
“คนที่มาหาเื่ เ้าล้มไปเท่าใด?”
คำถามนี้ทำเอาคนรอบลานสะดุ้ง
หลงซิงเฉินตอบตรง ๆ
“จำไม่ได้”
คำตอบนั้นทำให้แม้แต่ผู้ติดตามสำนักสองคนยังเหลือบมองเขาอีกครั้ง
ไม่ได้โอ้อวด
ไม่ได้เลี่ยง
ตอบเพียงว่า “จำไม่ได้”
จ้าวเหิงรู้สึกราวโดนตบหน้าอีกครั้ง ทั้งโกรธทั้งอายจนมือสั่น
ฉินหานเฟิงกลับไม่แสดงอารมณ์ เขาเพียงเคาะนิ้วกับโต๊ะเบา ๆ สองครั้ง ก่อนผายมือไปยังลานกว้าง
“ดี”
“เมื่อวานข้าดูเพียงรากฐานกับจิตใจ วันนี้ข้าจะดูอย่างอื่น”
หลงซิงเฉินไม่พูด รออีกฝ่ายกล่าวต่อ
ฉินหานเฟิงมองเขาแล้วพูดชัด ๆ
“ศึกประลองหนึ่งกระบวน”
“ข้าต้องเห็นด้วยตาว่า สิ่งที่เ้ามี เป็เพียงแค่วาสนาที่ได้มาอย่างฉาบฉวย หรือเป็ของจริงที่ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง”
ประโยคนั้นทำให้ลมหายใจของผู้คนรอบลานหนักขึ้นพร้อมกัน
จ้าวเหิงเองก็ตาเป็ประกายทันที
หากมีศึกประลองต่อหน้าผู้าุโ เขาอาจยังมีโอกาสชำระความอัปยศ!
ฉินหานเฟิงชะงักเล็กน้อย ก่อนสายตาจะคมลง
“จ้าวเหิง”
“เ้าออกมา”
จ้าวเหิงก้าวออกมาทันที สีหน้าเต็มไปด้วยแรงฮึดปนความกระหายจะแก้มือ
ฉินหานเฟิงมองสลับระหว่างทั้งสองคนแล้วกล่าวเรียบ ๆ
“ข้าให้พวกเ้าประลองกันอีกครั้ง”
“ครั้งนี้ ข้าไม่สนผลแพ้ชนะอย่างเดียว”
“ข้าจะดูว่า… ใครกันแน่ที่เหมาะจะก้าวเข้าสำนักกระบี่เมฆามากกว่า”
ลานฝึกเงียบกริบทันที
หลงซิงเฉินมองจ้าวเหิง
จ้าวเหิงก็มองเขา
สายลมยามสายพัดผ่านลานดินเบา ๆ ฝุ่นเม็ดเล็กปลิววนอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
คราวนี้ ไม่มีใครหัวเราะ
ไม่มีใครดูถูก
ไม่มีใครคิดว่านี่เป็ศึกของสวะกับอัจฉริยะอีกแล้ว
เพราะทุกคนรู้ดีว่า
ศึกครั้งนี้
จะตัดสินบางอย่างมากกว่าหน้าในหมู่บ้าน
และในดวงตาของหลงซิงเฉิน
ประกายอสนีก็ค่อย ๆ สว่างขึ้นอีกครั้งอย่างเงียบงัน