การมีทะเลเป็ของตัวเองทำให้เหล่าอันตื่นเต้นเป็อย่างมาก เด็กชายแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะลองทำเกลือด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้ลืมหน้าที่ของตน หลังจากสำรวจเซียนซานอย่างคร่าวๆ แล้วเขาก็กลับออกมา เพื่อที่จะพบว่าูเาหยกนอนกลิ้งอยู่บนพื้น เด็กน้อยเห็นดังนั้นแล้วก็กะพริบตาปริบๆ ก่อนบอกตัวเองว่าครั้งหน้าเขาคงต้องวางเซียนซานเอาไว้ให้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้มันกลิ้งไปมาเช่นนี้
เหล่าอันต้มโจ๊กเห็ด เข้าไปปลุกเฉินลู่และช่วยอีกฝ่ายทำกิจวัตรยามเช้าก่อนจะออกไปข้างนอก เป้าหมายแรกคือเอาเห็ดไปขายแล้วนำเงินไปซื้อข้าวสารกับอาหารอย่างอื่น และอีกเป้าหมายหนึ่งคือการหลบเข้าไปในเซียนซานเพื่อทำเกลือ
การขายเห็ดนั้นจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก ส่วนง่ายคือเขาสามารถไปขายเห็ดได้หลายที่ ส่วนยากก็คือเด็กชายไม่รู้เลยว่าราคาของเห็ดเหล่านี้ควรจะเป็เท่าไร
ด้วยความตระหนักถึงปัญหาเื่ราคาเหล่าอันจึงเดินไปทั่วตลาดรอบหนึ่ง สองหูสองตาสอดส่องเงี่ยฟังเสียงสนทนาต่อรองราคาของเหล่าป้าๆ น้าๆ ทั้งหลายในตลาดแห่งนั้น แล้วเขาก็พบว่าราคาของเห็ดไม่ได้มากมายอะไรต่อให้ขายหมดก็ไม่เพียงพอสำหรับซื้อข้าวแม้แต่หนึ่งจิน ด้วยเหตุนี้เด็กชายจึงเปลี่ยนกลวิธี
“พี่สาวข้าขอแลกเห็ดกับหัวมันของท่านได้หรือไม่?” เห็ดสนต้นอวบถูกยื่นไปเบื้องหน้าพร้อมคำถามที่เอื้อนเอ่ย แม่ค้าปรายตามองเห็ดดอกโตในมือของเด็กชายแล้วก็โบกมือไล่ “ไม่มีเงินไม่ขาย จะไปไหนก็ไป”
เหล่าอันเป็เด็กว่าง่าย เมื่อถูกปฏิเสธเขาก็เปลี่ยนเป้าหมายไปยังแผงขายผักที่อยู่ถัดไป พอถูกไล่อีกเขาก็ทำอย่างเดิมต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ทว่าจวบจนกระทั่งตลาดวายเด็กชายก็ยังมีเห็ดอยู่ครบไม่ขาดไปแม้สักต้นหนึ่ง
“เด็กน้อยเ้า้าแลกเห็ดกับผักเท่านั้นหรือ?” ขณะที่เหล่าอันกำลังชั่งใจว่าจะทำเช่นไรต่อไปทหารที่เดินตรวจตราบริเวณตลาดมาั้แ่เช้าก็เข้ามาทักทาย เขาเห็นเด็กน้อยผมสีเปลือกไม้คนนี้วิ่งวุ่นไปทั่วทั้งตลาด ท่าทีมีพิรุธจนต้องจับตามอง แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจที่เด็กชายไม่ใช่พวกหัวขโมยหรือขอทานอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไป ในทีแรกนายทหารคนนี้ก็เลิกสนใจเหล่าอันไปแล้ว ไม่คาดว่าหลังจากออกเวรแล้วจะได้มาพบเด็กชายอีกครั้ง แถมเห็ดในมือเล็กๆ นั่นก็ดูเหมือนจะไม่พร่องลงไปเลย
“ข้าไม่ได้เปิดแผงค้าจะรับเงินไม่ได้ แต่หากท่าน้าเห็ดพวกนี้ข้าก็ยินดีแลกกับอาหารใดๆ ก็ได้ขอรับ”
“เห็ดนี้ก็กินได้ไม่ใช่หรือ?” เพราะเป็ทหารจึงรู้จักอาหารป่าเป็อย่างดี มันจึงไม่แปลกเลยที่ นายทหารผู้นั้นจะนึกสงสัย
“เห็ดพวกนี้กินได้ รสชาติดีด้วย แต่พวกเรากินเห็ดอย่างเดียวตลอดไปไม่ได้ ข้าจึง้านำผักไปปลูกขอรับ ถ้าปลูกผักได้พวกเราจะได้มีผักกินตลอดไป แล้วก็...บ้านเราแทบไม่เหลือข้าวสารติดหม้อเลยขอรับ”
นายทหารได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้า “อยากปลูกผักเหตุใดไม่ไปร้านขายเมล็ดพันธุ์ ผักที่วางขายในตลาดคงมีแต่หัวมันเท่านั้นที่เอาไปปลูกต่อได้” พูดจบก็มองสีหน้าไร้เดียงสาของเด็กน้อยแล้วก็ถอนหายใจ ก่อนเสนอว่า “ความจริงข้ารู้จักคนที่น่าจะยินดีแลกเมล็ดพันธุ์ผักกับเห็ดพวกนี้ ข้าจะแนะนำให้เ้ารู้จักก็ได้”
“จริงหรือขอรับ? ขอบพระคุณท่านทหารมากขอรับ” เหล่าอันยิ้มแย้มสดใสชวนให้ผู้ใหญ่นึกเอ็นดู
“เรียกข้าว่าลุงจางเถิด” จางปินปินกล่าวก่อนชักชวนให้เด็กน้อยเดินไปด้วยกัน “คนที่พูดถึงนั้นอยู่ไกลสักหน่อย หากบอกทางไปเ้าก็คงไปไม่ถูกเพราะฉะนั้นข้าจะพอเ้าไปเอง” เขาให้เหตุผลแบบนั้นและเหล่าอันก็ไม่เห็นว่าจะเป็ปัญหาอะไรจึงยอมเดินตามไปแต่โดยดี
ใน่แรกเส้นทางที่ก้าวเดินนั้นคุ้นตาเป็อย่างยิ่งเพราะมันเป็เส้นทางกลับจวนสกุลหลี่ อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดแล้วนายทหารแซ่จางก็พาเหล่าอันเลี้ยวไปอีกทาง เส้นทางสายนี้เด็กชายไม่คุ้นเคย แต่ไม่นานเขาก็พอจะทราบว่ามันคือที่ไหน
กำแพงศิลาดำสูงตระหง่าน มีรูปปั้นัตัวยาวประดับอยู่บนหลังคากำแพง นอกจากราชวงศ์แล้วก็คงมีแต่จวนตระกูลหลงเท่านั้นที่สามารถใช้รูปัมาประดับตกแต่งบ้านเรือนของพวกตนได้ ส่วนสาเหตุนั้นบ่าวน้อยอย่างเหล่าอันย่อมไม่ทราบ เขาเคยได้ยินแค่ข่าวลือที่บรรดาบ่าวลุงป้าน้าอาพูดคุยกันเท่ากันอย่างเช่นเื่ที่สกุลหลงเป็เชื้อสายเทพัผู้คอยปกปักโอรส์เท่านั้น
‘แต่เซียนก็มีอยู่จริง เช่นนั้นัคงมีอยู่จริงด้วยกระมัง?’
“อาจางเด็กน้อยผู้นี้คือใครกัน? หรือเ้าบ่าวน้อยมาให้เราได้อีกแล้ว? ประเดี๋ยวเขาก็ร้องไห้หาว่าพวกเราใช้แรงงานหนักอีกหรอก” ขณะที่เหล่าอันกำลังคิดถึงความเป็ไปได้ที่คนตระกูลหลงจะเป็สายเืัจริงๆ พวกเขาก็มาถึงประตูด้านข้างอันเป็ทางเข้าออกของบ่าวและทหารภายใต้สังกัดแม่ทัพหลงแล้ว และประโยคข้างต้นก็เป็คำทักทายจากหนึ่งในทหารยามเฝ้าประตู
“พบเด็กคนนี้เที่ยวเอาเห็ดไปถามแลกของอยู่ในตลาด แต่ไม่มีใครสนใจข้อเสนอของเขา ข้าจึงพามาหวังว่าเหล่าเหอจะเมตตา”
“เห็ดรึ?” ทหารยามฟังคำบอกเล่าของจางปินปินแล้วก็แสดงสีหน้าสนใจขึ้นมา
“เห็ดสนชั้นดีทีเดียว”
“ดีเลยนายท่านบ่นอยากกินเห็ดสนมาหลายวันแล้ว ว่าแต่เด็กน้อย้าอะไรแลกกับเห็ดสนเล่า?” ประโยคหลังทหารยามก้มลงมาถามเหล่าอัน ทำให้เงาร่างของเขาทาบทับลงบนร่างเล็ก ทหารผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่แต่สีหน้าเป็มิตรทำให้เด็กชายไม่รู้สึกหวาดกลัว และเขาก็รู้ว่านายทหารผู้นี้จะนำเื่ไปแจ้งแก่ “เหล่าเหอ” จึงตอบอย่างตรงไปตรงมาพร้อมแกะถุงผ้าให้อีกฝ่ายดูเห็ดทั้งหมดที่นำมาด้วย
“ข้า้าข้าวสารสักจิน แล้วก็เมล็ดพันธุ์ผักสักเล็กน้อยหากเป็ไปได้ขอรับ”
“ข้าวสารหนึ่งจิน?”
“ห—หากมากไปข้าขอสักหนึ่งกำมือก็ได้ขอรับ”
“หนึ่งกำมือจะไปพอกินได้อย่างไร? เห็ดตั้งมากมายขนาดนี้ต้องลงแรงมากเท่าใดกว่าจะได้มา อาจางเด็กคนนี้หัวทึบเกินไปแล้ว” ประโยคหลังนายทหารร่างใหญ่หันไปโวยวายกับผู้ที่พาเด็กน้อยมาอย่างจางปินปิน
“นับเป็โชคดีที่ไม่มีใครตอบรับข้อเสนอของเขาจนมาพบกับข้าอย่างไรเล่า” จางปินปินกล่าวด้วยท่าทางคล้ายภูมิใจเป็อย่างยิ่ง
“ของดีแบบนี้มีคนปฏิเสธด้วยหรือ?” ทหารยามมองหน้าจางปินปินอย่างกังขา เห็ดสนแม้ไม่เป็ที่นิยมของคนทั่วไปแต่ก็เป็ที่นิยมของชนชั้นสูง หากมีคนครัวหรือบ่าวบ้านใดมาเห็นเข้าย่อมต้องซื้อหากลับไปอย่างแน่นอน
“พวกเขาคงไม่รู้ว่ามีเห็ดเยอะเช่นนี้กระมัง? ข้าเห็นเขากำเห็ดแค่ดอกเดียววิ่งไปทั่วตลาด” จางปินปินตั้งข้อสันนิษฐาน
“นับว่าเป็โชคดีจริงๆ เ้ากับเด็กน้อยรอตรงนี้ก่อน เดี๋ยวข้าจะไปแจ้งให้พ่อบ้านเหอทราบ” กล่าวแล้วทหารผู้นั้นก็หายเข้าไปด้านในพักใหญ่ เมื่อกลับออกมาก็มีชายชราหนวดเคราขาวแต่ท่าทางกระฉับกระเฉงเดินตามหลังมาด้วย
ชายชราแนะนำตัวว่าชื่อเหอซือห้าวเป็พ่อบ้านแห่งสกุลหลง เขาขอตรวจดูเห็ดที่เด็กชายตั้งใจนำมาแลกก่อนชมว่าเห็ดทั้งหมดมีคุณภาพดีมาก และแล้วการแลกเปลี่ยนก็เกิดขึ้น พ่อบ้านเหอไม่ใช่คนตระหนี่อีกทั้งเขายังถูกใจในความขยันของเหล่าอันจึงมอบของตอบแทนมามากถึงหนึ่งรถเข็นเล็กๆ เลยทีเดียว
ในรถเข็นนั้นประกอบไปด้วยข้าวสารสิบจิน เมล็ดพันธุ์ผักหลายชนิด และยังมีผักสดกับเนื้อแห้งอีกจำนวนหนึ่งด้วย
“ทั้งหมดนี้ไม่มากเกินไปหรือขอรับ?” เหล่าอันรู้สึกลำบากใจเพราะเห็ดที่เขามอบให้อีกฝ่ายนั้นไม่ได้มากมายอะไรเลย น้ำหนักของพวกมันรวมกันแล้วไม่ถึงสี่จินด้วยซ้ำ
ผู้เฒ่าเหอฟังคำก็พลันทราบว่าเด็กน้อยกำลังกังวลเื่อะไร และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกถูกใจเด็กชายมากขึ้นไปอีก ชายชราหยิบเห็ดสนดอกโตขึ้นมาดอกหนึ่ง กล่าวว่า “เด็กเอ๋ย สิ่งของใดๆ จะมีค่าก็ต่อเมื่อเ้ามอบมันให้กับผู้ที่้า ในตลาดอาจไม่มีใครอยากได้เห็ดพวกนี้เพราะพวกเขาไม่รู้ค่าของมัน แต่สำหรับที่นี่มันไม่เป็เช่นนั้น เห็ดนี้มีรสชาติอร่อย อีกทั้งยังหาได้ยาก พวกเราจึงประเมินค่ามันเอาไว้สูงทีเดียว”
“แต่ข้าก็ยังคิดว่าทั้งหมดนี้มันมากเกินไป”
“เช่นนั้นก็คิดเสียว่าเป็ของขวัญสำหรับการค้าระหว่างเราเป็อย่างไร?”
“การค้าหรือขอรับ?”
“ใช่ หลังจากนี้หากได้เห็ดสนมาอีกก็เอามาขายที่นี่ ข้าจะแจ้งพวกทหารยามเอาไว้ เ้าจะแลกเป็อาหารเหมือนเดิมหรืออยากได้เป็อย่างอื่นก็ไม่มีปัญหา” เหอซือห้าวกล่าว ก่อนเสริมว่า “อันที่จริงครั้งหน้าเ้าควรรับเป็เงินนะ อาหารมีเวลาเน่าเสีย เก็บเป็เงินไว้ใช้จ่ายยามจำเป็ย่อมดีกว่า เวลาที่เ้าไม่สามารถเก็บเห็ดได้จะได้มีเงินเอาไว้ใช้จ่าย ซื้ออาหาร จ่ายค่าหมอ ซื้อเสื้อผ้า จะสนใจแต่เื่ปากท้องอย่างเดียวไม่ได้”
“ขอบคุณผู้าุโที่ชี้แนะขอรับ” เหล่าอันประสานมือคารวะพ่อบ้านชรา อีกฝ่ายไม่ทราบว่าเขามีเซียนซานอยู่ในการจึงเตือนด้วยความหวังดี และคำเตือนนี้จริงๆ แล้วก็มีประโยชน์มาก เพราะก่อนหน้านี้เด็กชายไม่เคยคำนึงถึงเื่การเก็บเงินมาก่อน เขาอาจคิดหาเงินแต่นั่นก็เพื่อเอาเงินมาซื้ออาหาร ไม่ใช่การเก็บออมเอาไว้ใช้จ่ายในเื่อื่น
‘ข้ายังศึกษาวิชาการปรุงโอสถไม่ได้ หากนายท่านเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาอย่างไรก็ต้องใช้เงิน’ เด็กน้อยครุ่นคิดกับตัวเองจนหัวคิ้วขมวดมุ่น เกิดเป็ภาพน่ารักน่าชังเสียจนพ่อบ้านเหออดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “เ้าดูเป็เด็กดีนะ คนที่บ้านเ้ามีกี่คนกันเล่า? สนใจมาทำงานกับตระกูลหลงไหม?”
“บ้านข้ามีกันอยู่สองคน แต่คงมารับใช้ตระกูลหลงไม่ได้ ขอบพระคุณผู้าุโที่เมตตาขอรับ” ให้อนุของรองแม่ทัพมาเป็บ่าวในจวนแม่ทัพหรือ? เื่เช่นนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
๐๐๐