ทั้งสามคนสุ่ยลิ่ว ถังถัง ป้านจี๋ เดินไปตามทางและเดินผ่านอาคารเรียนของศิษย์ใหม่และได้ยินการสอนเนื้อหาพื้นฐานของการฝึกเวทย์
"พื้นฐานการฝึกวิชาเวทย์นั้นในขั้นแรกพวกเ้าต้องฝึกพลังจิตเพื่อควบคุมพลังเวทย์ในอนาคต
ส่วนด่านััเวทย์ ก็คือการนำพลังจิตมาควบคุมพลังตามธรรมชาติ ในด่านนี้พวกเ้าต้องเสาะหาเวทย์ที่เหมาะกับพวกเ้า
ด่านครองเวทย์ ก็คือเมื่อพวกเ้าสามารถเลือกเวทย์ที่เหมาะสมกับตนได้ เ้าเวทย์นั้นและสามารถใช้ได้อย่างอิสระ
ส่วนด่านต่อไปค่อยไว้เรียนรู้หลังจากพวกเ้าอยู่ด่านครองเวทย์ ตอนนี้ต้องผ่านด่านแรกไปให้ได้ก่อน
สำหรับการปกครองยามนี้นั้นแบ่งเป็สองฝ่าย ดังนี้
ฝ่ายเ้าอาณาเขต ทั้งสามสิบสามคนทำหน้าที่ปกครองอาณาเขต เก็บภาษีและการปกปักคุ้มครองชาวบ้าน
ฝ่ายสำนักศึกษา ทั้งสามสิบสามแห่งทำหน้าที่ผลิตผู้ฝึกเวทย์สำหรับส่งไปยังหัวเมืองต่างๆเพื่อไปปกครอง และสำนักศึกษายังมีกองกำลังเป็ของตัวเองด้วย
ทั้งสองฝ่ายนั้น ปกครองแดนจอมเวทย์มานานแล้ว หลังจากการหายตัวไปของ ราชันเวทย์สูงสุด
หลายร้อยปีก่อนนั้นแดนจอมเวทย์ถูกปกครองโดยราชันเวทย์เพลิงผลาญนภาแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีใครสามารถต้านทานเขาได้แม้แต่คนเดียว เพลิงผลาญของเขายิ่งใหญ่และเผาผลาญศัตรูทุกคนให้เป็จุล แต่จู่ๆราชันย์เวทย์เพลิงผลาญนภาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มีแต่ข่าวลือต่างๆนานา แต่ก็ไม่อาจทราบความได้กระจ่างจนถึงปัจจุบันนี้
ตำราฝึกเวทย์แบ่งออกเป็หกระดับ แต่ละระดับหนึ่งถึงหกก็มีความเหมาะสมตามด่านพลัง.........."
"น่าคิดถึงจริงๆนะ เดินผ่านวิชาพื้นฐานเหมือนได้ทบทวนความรู้ไปในตัว พวกเราก็ไปเรียนกันบ้างเถอะ" ถังถังหวนนึกถึงอดีตกล่าวกับสุ่ยลิ่วกับป้านจี๋ ทั้งสองคนพยักหน้ารับและเดินตามถังถังไปยังอาคารกลางสำหรับศึกษาวิชาเวทย์ระดับหนึ่งถึงระดับสาม
ทั้งสามอยู่ด่านครองเวทย์ขั้นฝึกฝนกันทั้งสามคน วิชาเวทย์ที่ทั้งสามถนัดก็มีความแตกต่างกัน สุ่ยลิ่วฝึกวิชาเวทย์ธาตุลม ถังถังฝึกวิชาเวทย์ธาตุไฟ ป้านจี๋ฝึกวิชาเวทย์ธาตุน้ำ เมื่อทั้งสามมาถึงอาคารเรียนจึงค่อยแยกย้ายกันไปเรียนวิชาเวทย์ของตนเอง
สุ่ยลิ่วนั่งเรียนและมองหน้าต่างอย่างเบื่อหน่ายกับศิษย์อีกสามคน ท่านอาจารย์ด่านหนึ่งก้าวสู่ด่านจอมเวทย์ก็อธิบายวิชาเวทย์ธาตุลมอย่างเมามัน อย่างน้ำไหลไฟดับ แต่สุ่ยลิ่วอยากลองฝึกเลยมากกว่าที่จะมานั่งฟังแบบนี้
สุ่ยลิ่วรอแค่วิชาภาคบ่ายที่เป็วิชาภาคปฎิบัติที่เขาชอบที่สุด ถึงจะพูดให้ปากเปียกปากแฉะแต่ไม่ลองปฎิบัติจริงก็ไร้ประโยชน์ สุ่ยลิ่วมีพร์สูงส่งอย่างยิ่ง
วิชาพื้นฐานของด่านครองเวทย์ที่ให้ขั้นฝึกฝนลองฝึกวิชา เขาเข้าใจและสามารถใช้ได้ทุกวิชาและสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเก่งกาจแต่อาจารย์ส่วนมากนี้นไม่ทราบ สุ่ยลิ่วจึงดุจอยู่ในมุมมืดที่ไม่มีคนสนใจ
เต๊ง เต๊ง เต๊ง!! เสียงระฆังดังสามรอบเป็สัญญาณบอกเวลาว่าเป็่พักกลางวันของทุกคน สุ่ยลิ่วไม่รอช้ารีบออกไปทันทีโดยที่อาจารย์ยังพูดอยู่เลย
ศิษย์อีกสามคนก็แอบออกไปเช่นกัน เพราะอาจารย์ท่านนี้ชอบมาสอนเร็วแต่ปล่อยพวกเขาช้าอย่างยิ่ง ทั้งห้องมีอาจารย์พูดอยู่ท่านเดียว แถมยังไม่รู้ตัวอีกด้วยว่าศิษย์ที้งสี่คนได้เดินออกไปนานแล้ว...
สุ่ยลิ่วเดินคนเดียวอย่างสบายใจเพื่อไปโรงอาหารของสำนักศึกษา ศิษย์น้องก็ยังเรียกเขาว่าท่านอาจารย์เช่นเดิม แม้สุ่ยลิ่วก็ใส่ชุดแบบเดียวกับพวกเขา สุ่ยลิ่วส่ายหน้าอย่างปลงๆ เหตุใดตนถึงหน้าแก่ขนาดนี้กัน...
"ศิษย์น้องสุ่ย ศิษย์น้องสุ่ย!!" เสียงถังถังดังขึ้นระหว่างทางดุจรอให้สุ่ยลิ่วมาถึง ถังถังอยู่พร้อมกับป้านจี๋เช่นเคย สุ่ยลิ่วเดินไปหาถังถังกับป้านจี๋ สุ่ยลิ่วใน่แรกๆที่ถังถังกับป้านจี๋มารอเขาที่จุดเดิมทุกวันเขาก็รู้สึกแปลกๆเช่นกันแต่นานๆหลายปีเข้าสุ่ยลิ่วก็ชินไปโดยปริยาย จนเป็กิจวัตรไปเสียแล้ว
ทั้งสามเดินไปด้วยกันตามปกติ สุ่ยลิ่วโดนศิษย์ชายหลายคนอิจฉา ทั้งรุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน รุ่นน้อง เพราะสุ่ยลิ่วเดินกับถังถังและป้านจี๋ที่เป็สองในห้าสาวงามประจำสำนักศึกษา และทุกคนนั้นดูออกว่าทั้งถังถังและป้านจี๋นั้นมีจิตปฏิพัทธ์กับสุ่ยลิ่วแต่เ้าตัวนั้นไม่รู้เื่ความรักเอาเสียเลย
ชายหนุ่มในสำนักศึกษาที่สิบสามรอคอยที่สองสาวงามจะยอมแพ้ให้กับคนตายด้านอย่างสุ่ยลิ่วพวกเขาจะได้มีโอกาสได้เกี้ยวพาราสีทั้งสองสาวบ้างกับเขาเสียที
โรงอาหารประจำสำนักศึกษามีสามชั้น
ชั้นแรกให้ศิษย์ที่มีด่านต่ำกว่าด่านครองเวทย์ใช้
ชั้นที่สองสำหรับศิษย์ด่านครองเวทย์ขึ้นไป
ชั้นที่สามสำหรับอาจารย์และระดับสูงของสำนักศึกษาเท่านั้น
ทั้งสามขึ้นไปยังชั้นที่สอง ไปหยิบอาหารตามใจชอบ ตามที่สำนักศึกษาได้เตรียมไว้
สุ่ยลิ่วเลือกกินเนื้อย่างจานเดียวกับข้าวต้มหนึ่งชามและผักดองเท่านั้น ที่สุ่ยลิ่วกินน้อยเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเขาอยากกินน้อยๆเช่นนี้แต่เหล่าศิษย์ทั้งสองชอบหยิบมาเผื่อเขา จะหยิบมากินเองก็ไม่ได้เดี๋ยวผิดใจกับศิษย์พี่หญิงทั้งสองอีก รับมือยากเสียจริงสำหรับศิษย์พี่หญิงทั้งสองคนของเขา
ไม่ทันไรก็มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของถังถังและป้านจี๋ดังขึ้น สุ่ยลิ่วหันไปดูก็ต้องตกตะลึง ถึงเขาจะรู้ว่าศิษย์พี่ทั้งสองชอบหยิบอาหารมาเยอะจนกินไม่หมดเขาต้องกิน "ของเหลือ" จากทั้งสองเสมอ
"ของเหลือ" ที่ว่าก็คือจานอาหารที่ศิษย์พี่ทั้งสองชิมคำสองคำแล้วก็ไม่กินต่อเขาจึงต้องจัดการต่อเพราะเสียดายอาหารที่เหลือจากการชิมเหล่านี้
แต่วันนี้นั้นศิษย์พี่ทั้งสองหยิบมาเกือบยี่สิบจาน แต่ละจานมีทั้งขาหมูมันเยิ้มๆ กุ้งตัวเท่าแขน ผัดหมี่น้ำมันฉ่ำๆ ไก่ย่างทั้งตัว และอีกมากมายที่มีขนาดใหญ่อย่างยิ่ง มีศิษย์ชายนับสิบถือพร้อมเดินยิ้มมาด้วยความเต็มใจ
ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง!!! เสียงวางจานเสียงดังตรงโต๊ะที่สุ่ยลิ่วนั่งอยู่ จานยี่สิบจานขนาดใหญ่วางเรียงเต็มสามโต๊ะรอบๆตัวสุ่ยลิ่ว
"ศิษย์พี่ป้าน ศิษย์พี่ถัง นี่มัน... เยอะเกินไปรึเปล่าขอรับ?" สุ่ยลิ่วมองหน้าศิษย์พี่หญิงทั้งสองของตน
"ไม่เป็อะไรหรอกศิษย์น้อง เ้ากำลังโตกินเยอะหน่อยจะเป็ไรไป เ้าต้องใช้พลังงานในการฝึกเยอะนี่" ถังถังตอบแบบมีเหตุผลในแบบของนาง พร้อมกับตัดชิ้นเนื้อขาหมูมากินสองคำแล้วเอาจานขาหมูให้สุ่ยลิ่วกินต่อ
สุ่ยลิ่วอ้าปากค้าง "แล้วข้าจะกินยังไงให้หมดกันล่ะนี่" สุ่ยลิ่วคิดในใจ แล้วมองจานอีกสิบเก้าจานอย่างท้อใจและสิ้นหวัง
....
เอิ๊กกก อ่าาา สุ่ยลิ่วเรอเสียงดัง กินไปได้แค่สี่จานเขาก็ไม่ไหวแล้วจะสี่แล้ว (สี่ภาษาจีนแปลว่าตาย) ตามจำนวนจานแล้ว พุงสุ่ยลิ่วถึงกับนูนขึ้นมาด้วยความอิ่ม
"คิกคิก ศิษย์น้องสุ่ยเ้าไม่ต้องฝืนก็ได้ เ้านี่เสียดายของขนาดนั้นเชียว เอาเถอะ ศิษย์น้องทั้งหลายมาทำหน้าที่แทนศิษย์พี่สุ่ยของพวกเ้าซิ" ถังถังหัวเราะอ๋าวเฟยพร่อมโบกมือให้ศิษย์น้องชายที่ยกจานทั้งหมดมากินแทนสุ่ยลิ่วแทน...
.....
...
..
ถึงวิชาเรียน่บ่ายแล้ว สุ่ยลิ่วเดินปวดท้องมาแต่ไกล แต่เขาพยายามฝืนสังขารเดินไปด้านหลังของอาคารเรียนทันที
เมื่อเดินจนย่อยหมดแล้ว สุ่ยลิ่วก็มาถึงลานกว้างสำหรับฝึกวิชาเวทย์ เพราะการฝึกวิชาเวทย์ถ้าฝึกในอาคารเรียน อาคารเรียนนั้นได้ถล่มลงมาแน่นอน จึงต้องมาฝึกที่ลานกว้างแทน
อาจารย์เชี่ยวชาญวิชาธาตุลมในด้านปฏิบัติยืนรอศิษย์ด่านครองเวทย์อยู่เงียบๆ อาจารย์ท่านนี้มึผิวสีแทน หัวล้านสะท้อนกับแดดบ่ายสว่างจ้า หน้าดุร้ายดุจั์มาร มีแผลเป็รอยฟันจากของมีคมที่บริเวณ่คอหลายแผล ใส่เสื้อสีเขียวแขนกุด เป็ผู้ฝึกเวทย์ธาตุลมด่านจอมเวทย์ขั้นเชี่ยวชาญคนหนึ่ง แข็งแกร่งอย่างยิ่ง แถมอาจารย์ท่านนี้ยังควบตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่กองกำลังของสำนักศึกษาที่สิบสามอีกด้วย "อาจารย์เฟิงจู้" นี่คือชื่อเสียงเรียงนามของอาจารย์ท่านนี้
อาจารย์เฟิงจู้ยืนรอจนครบเวลา หันไปมองศิษย์ชายสี่คนยืนอยู่อย่างสงบเรียบร้อยรอคอยเขาสอนอย่างตื่นเต้นใจจดใจจ่อ
"เอาล่ะ หัวข้อการเรียนวันนี้คือการฝึกลอยตัวในระยะเวลาสั้นๆโดยใช้วิชาวายุซัดสาด ดูข้าให้ดี" อาจารย์เฟิงจู้รวมจิตไว้ที่ฝ่ามือและควบคุมพลังลมให้หมุนวนที่เท้า พลังลมดันตัวเขาให้สูงขึ้นหนึ่งจั้ง เป็ระยะเวลาหนึ่งจิบชา เมื่อสาธิตเสร็จก็บอกกับพวกสุ่ยลิ่วว่า
"นี่จะเป็พื้นฐานในการเหาะเหินในอนาคตของพวกเ้า วิชาธาตุลมเป็วิชาที่ทำให้พวกเรามีความเร็วกว่าผู้ฝึกเวทย์วิชาอื่น ถ้าพวกเ้าฝึกได้ดี พวกเ้าย่อมมีแต้มต่อในอนาคต นิ่งพื้นฐานแน่นก็ยิ่งดี.."
"ในเื่กำหนดจิตคงไม่ต้องให้ข้าสอนหรอก พวกเ้าเรียนมาหลายปีแล้ว แต่ฝึกการทรงตัวขณะลอยตัวอยู่บนอากาศนั้นพวกเ้าต้องฝึกฝนให้ดี ถ้าวันนี้พวกเ้าลอยตัวอยู่บนอากาศไม่ได้หนึ่งจิบชาก็ไม่ต้องกลับบ้านพัก!! ไปฝึกได้!!" อาจารย์เฟิงจู้กล่าวอย่างดุดัน
ทั้งสี่คนตอบรับ "ขอรับท่านอาจารย์เฟิง"
อีกสามคนเริ่มฝึกอย่างตั้งใจ "วายุซัดสาด" ทั้งสามคนเพ่งจิตที่ฝ่ามือและควบคุมพลังลมให้มาอยู่ที่เท้าของพวกเขา ลมหมุนวนอย่างรวดเร็ว
พวกเขาคนหนึ่งใช้พลังลมมากไปจนตัวเองโดนลมหมุนติ้วจนโลกหมุน มึนงงอย่างยิ่ง
อีกคนหนึ่งเริ่มลอยตัวได้แต่ได้แค่คืบเดียวเท่านั้นระยะเวลาแค่ลมหายใจเดียวเขาก็ลงพื้นแล้ว
คนที่สามควบคุมพลังได้ดีแต่กลับยกร่างตัวเองขึ้นไม่ได้
อาจารย์เฟิงจู้มองสุ่ยลิ่วที่ยกมือขึ้นมาอยู่ สุ่ยลิ่วกำหนดจิตและลอยตัวขึ้นไปสองจั้ง อยู่ได้มากกว่าหนึ่งเค่อ พร์เกี่ยวกับวิชาเวทย์ธาตุลมของสุ่ยลิ่วสูงส่งยิ่งนัก แต่ศิษย์อีกสามคนไม่ได้ทราบสิ่งนี้เพราะยุ่งกับการฝึกวิชาของตนอยู่อย่างเคร่งเครียด
แววตาของอาจารย์เฟิงจู้มีความชื่นชมสุ่ยลิ่วอย่างเต็มที่ สุ่ยลิ่วลงพื้นมา เหนื่อยเล็กน้อยการควบคุมพลังลมนั้นใช้สมาธิสูงมาก
สุ่ยลิ่วเมื่อฝึกวิชาของตนสำเร็จจึงเบื่อ เขาเดินไปที่หุ่นไม้ไว้ซ้อมยิงพลังใส่
สุ่ยลิ่วกำมือแล้วใช้นิ้วชี้ ชี้ไปที่หุ่นไม้ลองเล็งดู กำหนด เพ่งจิตดู พลังลมวนเวียนเป็ก้อนพลังเล็กๆที่ปลายนิ้วชี้สุ่ยลิ่ว ไม่รอช้าเขาปล่อยก้อนพลังให้เป็ดุจะุ
ปั้ง!!! เสียงก้อนพลังลมฝ่าอากาศ ไปด้วยความเร็วสูงกระแทกใส่หัวของหุ่นไม้จนหัวของหุ่นไม้แตกกระจุย
เฟิงจู้พยักหน้าชื่นชมสุ่ยลิ่ว แต่สุ่ยลิ่วไม่รู้เื่นี้แม้แต่น้อย เขามีสมาธิกับการฝึกอยู่จนไม่สนสิ่งรอบข้างเลยด้วยซ้ำ...