เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 20 : ถนนสู่หมู่บ้าน
คืนก่อนวันเดินทางซินเยว่เดินผ่านห้องของแม่โดยบังเอิญเห็นหวังซูเจินนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือคนเดียวภายใต้แสงตะเกียงสลัวๆ ในมือถือปากกาขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษอย่างตั้งใจ
"แม่คะทำอะไรอยู่คะ" ซินเยว่ถามเบาๆ จากประตู
หวังซูเจินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้ลูกสาว"แม่แค่เขียนจดหมายเก็บไว้น่ะจ้ะ ถึงลูกๆ ของแม่ในวันที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้งไงแม่เชื่อว่าสักวันหนึ่งครอบครัวเราจะได้กลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง"
ซินเยว่เดินเข้าไปกอดเอวแม่แน่นไม่พูดอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่รู้สึกอบอุ่นในใจที่แม่ยังคงมีความหวังเสมอหวังซูเจินซ่อนจดหมายฉบับนั้นไว้ในช่องลับเล็กๆ ใต้พื้นห้องนอนก่อนจะปิดฝาไม้กลบไว้อย่างเรียบร้อยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
เช้าวันที่ 1 พฤษภาคม 1965 มาถึงในที่สุดรถบรรทุกสามคันจอดรออยู่หน้าประตูบ้านสี่ประสานหนึ่งคันสำหรับครอบครัวปู่ย่าและพ่อแม่ อีกสองคันสำหรับครอบครัวลุงใหญ่และลุงรอง
ก่อนออกเดินทางทุกคนในตระกูลยืนรวมตัวกันอยู่กลางลานบ้าน มองไปยังกำแพงอิฐสีเทาต้นทับทิมที่กำลังผลิดอกสีแดงสดและประตูไม้เก่าแก่ที่ผ่านการต้อนรับสมาชิกครอบครัวมาหลายชั่วอายุคน
หลินเต๋อชางเดินไปยืนหน้าประตูบ้านมือลูบผิวไม้เก่าแก่เบาๆ "บ้านหลังนี้อยู่กับตระกูลหลินมาสามชั่วอายุคนแล้ววันนี้เราจำเป็ต้องปิดมันไว้ชั่วคราว ไม่ใช่เพราะเราทิ้งมันแต่เพราะเรารักมันมากเกินกว่าจะเสี่ยงให้มันเป็อันตรายสักวันครอบครัวนี้จะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง"
รถบรรทุกทั้งสามคันเคลื่อนตัวออกจากตรอกเล็กๆที่คุ้นเคย ผ่านถนนสายต่างๆ ของกรุงปักกิ่งที่เริ่มคึกคักด้วยผู้คนยามเช้ามุ่งหน้าออกจากเมืองไปสู่ทิศทางที่ไม่มีใครในครอบครัวเคยไปมาก่อน
ซินเยว่นั่งอยู่ด้านข้างติดกับหน้าต่างรถมองภาพเมืองปักกิ่งที่ค่อยๆ เลือนหายไปข้างหลัง ในใจคำนวณเงียบๆ ตามความเคยชินระยะทางจากปักกิ่งไปอำเภอซิงหลงน่าจะราวสามร้อยกว่ากิโลเมตรถ้ารถวิ่งเฉลี่ยชั่วโมงละสามสิบกิโลเมตรตามสภาพถนนลูกรัง และหยุดพักคืนละครั้งก็น่าจะใช้เวลาราวสามวันสี่คืนพอดี
*เผื่อเวลาไว้อีกนิดสำหรับเหตุที่ไม่คาดคิดบอกทุกคนว่าสี่วันน่าจะปลอดภัยกว่า*
เธอไม่ได้พูดตัวเลขที่คำนวณได้ออกไปตรงๆเพราะรู้ว่าเด็กอายุหกขวบไม่ควรพูดอะไรแบบนั้น เพียงแต่ถามพ่อเบาๆ ว่า "พ่อคะเราจะไปถึงกี่วันคะ"
"พ่อว่าสามสี่วันได้มั้ง"หลินเจี้ยนหมินตอบพลางยิ้ม ไม่รู้เลยว่าคำตอบนั้นตรงกับที่ลูกสาวคำนวณไว้ในหัวพอดี
การเดินทางวันแรกผ่านไปอย่างเรียบง่ายทุกคนยังตื่นเต้นกับความแปลกใหม่จื้อเผิงกับจื้อจวินนั่งเล่นทายเลขทะเบียนรถที่วิ่งสวนมาด้วยความสนุกสนานซินเยว่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
"พี่ก็ลองสังเกตดูสิคะว่าตัวเลขทะเบียนรถบรรทุกที่วิ่งสวนมามักจะขึ้นต้นด้วยเลขอะไรบ้าง เดี๋ยวก็จะเดาถูกง่ายขึ้นเยอะเลย"
จื้อเผิงกับจื้อจวินลองสังเกตตามที่น้องสาวบอกไม่นานก็เริ่มทายถูกมากขึ้นจนตื่นเต้นกันใหญ่ ไม่มีใครรู้เลยว่าเกมทายเลขง่ายๆนี้แท้จริงแล้วมีหลักการทางสถิติพื้นฐานซ่อนอยู่เป็วิธีคิดที่ติดตัวมาจากการเป็ครูสอนคณิตศาสตร์มาทั้งชีวิตในชาติที่แล้ว
คืนแรกที่พักริมทางทุกคนกางเสื่อนอนรวมกันในโรงนาของหมู่บ้านเล็กๆ ที่ยอมให้เช่าพักชั่วคราวเสียงหัวเราะและเื่เล่าดังขึ้นรอบกองไฟเล็กๆ ที่ก่อไว้ต้มน้ำปู่เล่าเื่ตลกที่โรงงานให้ฟัง ลุงรองเล่าเื่คนไข้แปลกๆจนทุกคนหัวเราะกันครืน
วันที่สองและสามถนนเริ่มขรุขระมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้เขตูเารถบรรทุกแล่นช้าลงกว่าที่คำนวณไว้เล็กน้อยซินเยว่นั่งปรับตัวเลขในใจใหม่อย่างเงียบๆ
*ถ้าแล่นช้ากว่าที่คิดแบบนี้คงต้องใช้เวลาสี่วันเต็มแน่ๆ ต้องบอกให้ทุกคนเตรียมเสบียงเผื่อไว้อีกหน่อย*
เธอกระซิบบอกแม่เบาๆให้เตรียมเสบียงเพิ่มอีกเผื่อไว้หนึ่งวัน หวังซูเจินทำตามโดยไม่ถามอะไรมากเพราะเชื่อในสัญชาตญาณของลูกสาวมาตลอด
คืนที่สามขณะพักอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ริมทางจื้อิหยิบตำราคณิตศาสตร์ที่พกติดตัวมาอ่านทวนภายใต้แสงตะเกียงซินเยว่เดินมานั่งข้างๆ ด้วยความสนใจ
"โจทย์ข้อนี้พี่ทำไม่ได้เลย"จื้อิบ่นพลางชี้ไปที่สมการในหนังสือ
ซินเยว่มองโจทย์นั้นครู่หนึ่งก่อนจะอธิบายอย่างเป็ขั้นเป็ตอนด้วยภาษาง่ายๆ ที่เด็กหกขวบควรจะพูดได้ "พี่ลองแยกเป็สองส่วนดูสิคะส่วนแรกหาค่านี้ก่อน แล้วเอาไปแทนในส่วนที่สอง มันจะง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ"
จื้อิมองน้องสาวด้วยความประหลาดใจก่อนลองทำตามคำแนะนำ คำตอบที่ได้ถูกต้องพอดี "น้องเก่งจังเลยทำไมอธิบายเข้าใจง่ายกว่าครูที่โรงเรียนอีก"
ซินเยว่ยิ้มเจื่อนๆรีบเปลี่ยนเื่คุยไปเื่อื่นแทน ในใจแอบคิดขำๆว่าประสบการณ์สอนคณิตศาสตร์มาทั้งชาติคงไม่ได้หายไปไหนง่ายๆแม้จะเกิดใหม่มาในร่างที่เล็กกว่าเดิมมากก็ตาม
เช้าวันที่สี่รถบรรทุกทั้งสามคันในที่สุดก็เลี้ยวเข้าสู่เส้นทางเล็กๆ ที่นำไปสู่หมู่บ้านชิงเหอตรงตามที่ซินเยว่คำนวณไว้ในใจั้แ่วันแรกของการเดินทาง