วันนี้เป็วันที่ 10 หลังจากที่ซ่งเวยหลงเข้าป่า แต่ยังคงไร้วี่แววว่าเขาจะกลับเข้าบ้านมา เซี่ยซูมี่รู้สึกเป็ห่วงสามีในนามไม่น้อย ไม่คิดว่าการที่เขาบอกว่าอาจไปนานหลายวันนั้นจะไปนานถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าเป็อย่างไรบ้าง อีกทั้งยังเดินทางเข้าป่าลึกเพียงคนเดียว
ระหว่างที่ใช้เวลาอยู่คนเดียวในกระท่อมหลังน้อย เซี่ยซูมี่ใช้เวลาทำลูกพลับตากแห้ง ต้องบอกว่าได้มามากพอสมควร ถ้าจะให้ดีต้องใช้เวลาราวๆ 20 วันถึงจะเรียกว่าสมบูรณ์แบบ แม่ไก่ที่สามีอุ้มกลับมาคราวก่อนก็ฟักไข่ออกมาเป็ตัวทั้งหมด 6 ตัว ซึ่งถือว่ามาพอสมควร วันนี้จึงตั้งใจว่าจะออกไปสำรวจป่ารอบบ้านอีกครั้ง นอกจากนั้นจะลองไปดูว่ามีจอมปลวกอยู่บ้างหรือไม่ เื่สร้างบ้านยังคงเป็เป้าหมายหลักและจะต้องทำให้สำเร็จ
ระหว่างที่ออกเดินสำรวจป่ารอบๆ ก็พบเข้ากับจอมปลวกใหญ่ๆอยู่ 2 อัน แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วเพราะมันเป็จอมปลวกที่ใหญ่พอสมควร จากนั้นก็เริ่มขุดเพื่อที่จะเอาไปเก็บไว้ที่บ้านก่อน ไหนๆก็เจอแล้วจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหลายรอบ แต่เมื่อกลับถึงบ้านก็ต้องใกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
“สะ เสือ” เซี่ยซูมีขาสั่น เธอพบเข้ากับเสือที่นอนอยู่ตรงลานบ้าน จากนั้นก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอกลัวว่าหากขยับแล้วมันจะกระโจนเข้าหา
“ไปไหนมาหรือ” จู่ๆก็มีคนมีกระซิบข้างๆหู เสียงของเขาช่างคุ้นหูเสียจริง แต่พอหันไปมองกลับไม่รู้สึกคุ้นหน้าผู้ชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มรูปงามยืนอยู่ข้างๆ เมื่อใช้สายตาไล่มอง ไม่ว่าจะน้ำเสียง หุ่นก็ดูคล้ายสามีหน้าหนวดของตน โดยเฉพาะสายตาของเขา แต่จะเป็ไปได้อย่างไร ในเมื่อชายที่เห็นตรงหน้านี้กลับรูปงามอย่างไร้ที่ติ
“ช่วยถอยออกไปด้วยเ้าค่ะ ข้ามีสามีแล้ว” เซี่ยซูมี่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“อย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มอมยิ้มมุมปากอย่างพอใจ แต่ยังคงปั้นหน้านิ่งเมื่อได้ฟังคำตอบจากสาวงามที่ไม่ได้พบหน้าหลายวัน
‘นี่นางจำตนไม่ได้จริงๆหรือ?’ ซ่งเวยหลงได้แต่คิดในใจ ที่ตนตัดสินใจโกนหนวดเคราในครั้งนี้ เป็เพราะว่าในป่าอากาศชื้นทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เมื่อมีหนวดเครายาวเฟื้อย นอกจากนี้ยังไม่อยากจะให้ภรรยารู้สึกกลัวเขาไปมากกว่านี้ เวลาที่นางมองมา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อกลับมาแล้วนั้น นางจะใช้สายตาว่างเปล่ามองหน้าตน
เดิมทีซ่งเวยหลงเป็คนมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตนพอสมควร สาเหตุที่ต้องไว้หนวดเคราก็เป็เพราะว่าเบื่อสายตาของหญิงน้อยใหญ่ที่มองมา พวกนางมองเขาราวกับว่าเป็อาหารรสเลิศที่อยากจะลิ้มลอง หลังจากนั้นเป็ต้นมาจึงตัดสินใจไว้หนวดเคราเพื่อปิดบังใบหน้าที่แท้จริง
“แล้วก็ช่วยเอาเ้าตัวนั้นออกไปด้วยเ้าค่ะ ตรงนี้คือบริเวณบ้านของข้าและสามี” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น แม้ว่าจะรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับรูปลักษณ์ของชายตรงหน้า คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเขานั้นรูปงามมากเพียงใด หากเปรียบเทียบก็คงจะหล่อเทียบชั้นพระเอกเกรดเอในตอนนี้เลยก็ว่าได้ เวลาที่ออกงานสังคมก็มักจะพบกันดาราพวกนั้นบ่อยอยู่พอสมควร จึงคิดว่ามีภูมิป้องความหล่ออยู่มากพอสมควร แต่ไม่รู้ทำไมเมื่อได้มาเจอชายคนนี้ มันคล้ายกับว่าภูมิป้องกันคนหล่อนนั้นเริ่มลดน้อยลง รู้สึกหัวใจเต้นถี่รัวเร็วเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมอง
“สามีแม่นางเล่าเขาอยู่ที่ใด? หากแม่นางมีสามีจริง ข้าคิดว่าเขาคงไม่ใจร้ายทิ้งให้แม่นางอยู่ในกระท่อมร้างเพียงลำพังหรอก จริงหรือไม่?” ซ่งเวยหลงขยับเข้าไปใกล้เพื่อไล่ต้อนหญิงสาวตรงหน้าให้จนมุม นางเดินถอยหลังหนีเขาไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้วิ่งคล้ายว่าจะกลัวสิ่งที่อยู่ข้างหลังมากกว่าตนที่อยู่ตรงหน้า
“ใครบอกท่านหรือว่ามันเป็กระท่อมร้าง แม้ว่าภายนอกมันจะดูเก่าและโทรม แต่ข้ามั่นใจว่าภายในบ้านของข้าสะอาดกว่าจิตใจของท่านมากเ้าค่ะ รีบออกไปจากบริเวณบ้านของข้าดีกว่า หากสามีของข้ามาอย่าหาว่าข้าไม่เตือนท่าน ทั่วทั้งหมู่บ้านป่าแห่งนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักความโหดร้ายของสามีข้า” เซี่ยซูมี่กอดอกพูดจาเยินยอความโหดร้ายของสามีอย่างภาคภูมิใจ
“หึ” ซ่งเวยหลงหลุดขำออกมา ไม่คิดว่านางจะภูมิใจกับคำล่ำลือผิดๆที่เขาและสหายตั้งใจกุเื่ขึ้นมา เป็เพราะเบื่อความวุ่นวายจึงจงใจปล่อยข่าวเช่นนั้นออกไป
“หัวเราะอะไรหรือเ้าคะ ใกล้จะได้เวลาสามีของข้ากลับบ้านแล้ว ท่านรีบไปเถอะเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายหน้าหยกตรงหน้าถึงหัวเราะ มันไม่มีอะไรน่าขำเลยสักนิด
“นี่แหน่ะ ข้อหาจำสามีของตัวเองไม่ได้” ซ่งเวยหลงเบื่อที่จะเล่นละครแล้วจึงดีดหน้าผากภรรยาเบาๆด้วยความเอ็นดู ทำไมท่าทางยิ่งยโสของนางที่มองออกมาเขาถึงมองว่าน่ารักนะ อาจจะเป็เพราะนางไม่หวั่นไหวกับรูปลักษณ์ภายนอกก็เป็ได้
เซี่ยซูมี่ลูบหน้าผากของตัวเองป้อยๆ รู้สึกงงกับสิ่งที่ชายตรงหน้าพูดออกมา แต่เมื่อสังเกตดีๆก็รู้สึกคุ้นหน้าอย่างบอกไม่ถูก ทั้งน้ำเสียงและท่าทาง
“ทะ ท่านพี่ ท่านพี่หรือเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ตาโต แม้จะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เขาแสดงออกมา แต่เมื่อเขาหันหลังแล้วเดินไปทางเสือที่นอนอยู่ ตนก็จำด้านหลังของสามีได้ ไม่ผิดเป็แน่ นี่คือสามีหน้าหนวดแน่ๆ
“พี่เอง ข้ากลับมาแล้ว" ซ่งเวยหลงพยักหน้ายืนยัน พร้อมทั้งมองหน้าภรรยาด้วยสายตาอบอุ่น รู้สึกเอ็นดูนางไม่น้อย
“ทำไมท่่าน” เซี่ยซูมี่รู้สึกสับสน และมีคำถามมากมายที่อยากจะถามออกไป
“เดี๋ยวพี่มา เ้าไปหาใบไม้มาปิดเ้าตัวนี้เอาไว้ก่อนเถิด คนผ่านไปผ่านมาจะได้ไม่ใ พี่จะออกไปยืมเกวียนจากผู้นำหมู่บ้านสักครู่” ซ่งเวยหลงใช้นิ้วชี้ปิดริมฝีปากภรรยาเอาไว้ เป็เชิงบอกให้นางอย่าเพิ่งสงสัยอะไรตอนนี้ เพราะเขาต้องเร่งทำเวลาเพื่อเอาร่างเสือที่ไร้ิญญานี้ไปขายในเมือง
“เ้าตัวนี้ตายแล้วหรือเ้าคะ” เซี่ยซูมี่ถามเบาๆทั้งที่สามียังไม่เอานิ้วมือออกจากริมฝีปากเลยด้วยซ้ำ
“สิ้นแล้ว” ซ่งเวยหลงพยักหน้าตอบ
“ถ้าเช่นนั้นเรามาแปรสภาพมันกันเถอะเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกที่รู้ว่ามันตายแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ต้องอยู่นิ่งๆไม่โวยวาย เป็เพราะคิดว่ามันอาจจะนอนหลับ จึงไม่กล้าที่จะเสียงดัง แต่เมื่อรู้ว่ามันไม่มีลมหายใจอยู่แล้วจึงรู้สึกโล่งใจ
“อย่างไรหรือ?” ซ่งเวยหลงไม่เข้าใจในสิ่งที่ภรรยาบอก แปรสภาพอะไร
“ข้าหมายความว่าเรามาชำแหละมันกันเถอะเ้าค่ะ ถลกหนังมันออกมา จากนั้นก็เอาไปขายให้กับร้านที่รับซื้อพวกนี้โดยตรง หรือไม่ก็ขายให้กับบ้านเศรษฐีสักคนที่ในเมือง อุ้งตีนเสือก็น่าจะราคาดีไม่น้อย ไหนจะเขี้ยวอันแสนคมของมันนั่นอีกน่าจะขายได้หลายตำลึง มันน่าจะดีกว่าที่เราเอาไปขายทั้งตัวนะเ้าคะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น
“อืม ...พี่ไม่เคยคิดถึงเื่นี้เลย” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น ทุกครั้งที่ล่าสัตว์มาได้ก็มักจะเอาไปขายทั้งแบบนั้นเลย ไม่เคยคิดที่จะแยกชิ้นส่วน เพราะความซื่อหรืออาจจะเป็เพราะไม่มีใครทำกัน เขาเองก็เพิ่งจะเคยได้ยินครั้งนี้เป็ครั้งแรก
“ไม่แปลกหรอกเ้าค่ะ ท่านพี่รอข้าสักครู่นะเ้าคะข้าจะไปเอามีดมาให้” เซี่ยซูมี่พูดจบก็เข้าไปภายในบ้าน นึกถึงมีดแล่ปลาสำหรับทำซาซิมิอันแสนคมคิดว่ามันน่าจะดีกว่ามีดในยุคนี้
“มาแล้วเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่หยิบมีดขึ้นมา ในมือตอนนี้มีมีดอยู่ทั้งหมด 3 เล่ม ทั้งเล่มสั้นและยาวเลือกได้ตามถนัด
“แปลกตายิ่งนัก เ้าไปเอาของพวกนี้มาได้อย่างไรกัน” ซ่งเวยหลงขมวดคิ้วสงสัย มั่นใจว่าไม่เคยเห็นมีดพวกนี้มาก่อนอย่างแน่นอน
“มีคนมาถามขายให้ข้าน่ะเ้าค่ะ เห็นบอกว่าเป็มีดประจำตระกูลแต่จำใจต้องขายเพราะหลานชายป่วยหนัก ข้าเห็นว่าน่าสงสารก็เลยช่วยไปน่ะเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้นเป็ฉากๆ พร้อมทั้งพูดออกมาอย่างลื่นไหลเป็ธรรมชาติ ไม่มีอาการประหม่าใดๆ ทำให้ซ่งเวยหลงเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัย
“อืม ดีแล้วล่ะ” นอกจากที่จะเชื่อแล้วยังเห็นด้วยกับนาง พร้อมทั้งชื่นชมที่ภรรยาจิตใจดีมีเมตตา
ซ่งเวยหลงลงมือชำแหละร่างของเสือเ้าป่าดุร้าย มันโชคร้ายที่ขาาเ็ทั้งสองข้างทำให้สู้ไม่ได้ หากว่ามันแข็งแรงอยู่เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะล่าเสือดุร้ายผู้หิวกระหายได้หรือไม่ สองสามีภรรยาใช้เวลาค่อนวันในการจัดการแยกชิ้นส่วนของเสือ จากนั้นก็เข้าไปในเมืองเพื่อขาย เพราะหากเก็บไว้นานตรงส่วนเนื้อจะขายไม่ได้ราคา
พวกเขาทั้งสองตรงไปที่โรงเตี๊ยมชื่อดังก่อน พวกเขาคุ้ยเคยกับซ่งเวยหลงอยู่แล้ว อีกทั้งยังเคยเห็นทั้งตอนที่รูปงามและหนวดยาวเฟื้อย จึงไม่มีใครแปลกใจเหมือนที่เซี่ยซูมี่เป็
“ไอหยา…กวนหนวดเคราแล้วรูปงามเป็ไหนๆ” หลงจู๊พูดคุยขณะที่รอให้ลูกน้องทำการชั่งเนื้อ
“ขอบคุณท่านหลงจู๊” ซ่งเวยหลงพูดขอบคุณจากนั้นก็ห่อหน้าตา เพราะไม่ชอบให้ใครจ้องมองใบหน้าของตนนานๆ
“ทั้งหมด 250 ชั่งขอรับ” ลูกน้องแจ้งน้ำหนักของเนื้อที่ซ่งเวยหลงเอามาขาย
“เนื้อนี้ยังสดใหม่อยู่ อีกทั้งยังเป็เนื้อชั้นดีหายาก ให้ราคาชั่งละ 500 อีแปะ เ้าพอใจหรือไม่" หลงจู๊พูดขึ้น เดิมทีหากว่าเอามาขายเหมือนครั้งก่อนๆที่เขาเคยมาขายคงจะได้ราคาเพียงชั่งละ 1-200 อีแปะเท่านั้น แต่นี่มีแต่เนื้อเลยจึงได้ราคาสูง
“พอใจขอรับ” ซ่งเวยหลงพยักหน้าพอใจ เพราะราคานี้ถือว่าดีมากแล้ว
“ส่วนอุ้งตีนเสือนี้ข้าให้ข้างละ 1 ตำลึง ” ตรงส่วนนี้จะให้ราคาสูงเพราะมันหายากและมีน้อย หากทำขายทางร้านก็สามารถเรียกราคาได้กว่ากว่าราคาซื้อเป็สิบเท่าอย่างไม่ต้องสงสัย
“อุ้งละ 2 ตำลึงเงินเ้าค่ะ หากไม่ได้ข้าก็จะให้สามีไปขายที่ร้านขายยา หรือไม่ก็เอาไปดองเหล้ากินเองยังจะดีเสียกว่า” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น เดิมทีตั้งใจว่าจะให้สามีจัดการ ส่วนตนนั้นนั่งรออย่างเงียบๆ แต่เมื่อได้ยินราคาก็รู้สึกปวดใจ
“เห็นทีจะไม่ได้หรอกแม่นาง ราคานี้ก็สูงมากแล้ว” หลงจู๊ส่ายหน้า
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราขอตัวเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ลุกขึ้นพร้อมทั้งพยักหน้าให้สามีลุกตาม เธอทำใจขายราคานี้ไม่ได้จริงๆ สู้เอาไปดองยาแล้วเอาขายอีกรอบจะยิ่งได้ราคาสูงเป็สิบเท่าเสียด้วยซ้ำ
“ช้าก่อนๆ เห็นแก่อาหลงที่ทำการค้ากันมาเป็เวลายาวนาน ข้าจะกัดฟันสู้ราคาก็แล้วกัน” หลงจู๊กัดฟันพูด พร้อมทั้งตกลงราคาซื้อขายที่อุ้งตีนละ 2 ตำลึงเงิน
รวมของทั้งสองอย่างที่นำมาวันนี้สองสามีภรรยาได้เงินมาทั้งหมด 1 ตำลึงทอง 33 ตำลึงเงิน หากเป็เมื่อก่อนคงขายได้เพียง 20-30 ตำลึงเงินเท่านั้น ซ่งเวยหลงไม่เคยหาเงินได้มากเท่านี้มาก่อน เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นก้อนเงินตำลึงทองครั้งนี้เอง ก่อนออกจากร้านไปหลงจู๊ยังเอ่ยชมความกล้าและฉลาดของภรรยา พร้อมทั้งชื่นชมและยินดีที่ตนได้ภรรยาดี
พวกเขายังเหลือหนังเสือที่ต้องเอาไปขายให้กับร้านเครื่องหนัง และเมื่อไปถึงทางร้านให้ราคาอยู่ที่ 50 ตำลึงเงิน ภรรยาจูงมือของตนออกจากร้านบอกว่าจะเอาไปขายให้กับเศรษฐีเมืองนี้ เชื่อว่าคงได้ราคาไม่ต่ำกว่า 1 ตำลึงทองอย่างแน่นอน จนเ้าของร้านเครื่องหนังต้องวิ่งตามออกมาแทบไม่ทัน หนังเสือใช่ว่าใครก็จะมีโดยง่าย อีกทั้งยังเป็หนังที่สมบูรณ์ลวดลายสวยงาม หากเอาไปขายให้กับขุนนางคงได้ราคาดีไม่น้อย เถ้าแก่เ้าของร้านสู้ราคาให้ไป 2 ตำลึงทอง
ซ่งเวยหลงไม่คิดเลยว่าเพียงแค่หนังเสือและหัวของมันจะมีราคามากถึงเพียงนี้ เซี่ยซูมี่พอใจกับราคานี้จึงพยักหน้าตกลง สามีหายไป 10 วันทำเงินเข้าบ้านมากถึง 3 ตำลึงทอง 33 ตำลึงเงิน เป็เช่นนี้แล้วก็สามารถสร้างบ้านใหม่ได้แล้วล่ะ