แม่ของกระปุกเข้าใจจุดประสงค์ของอาจารย์วิชชา เขาไม่ได้มาพบเพื่อคุยเื่การเป็ตัวแทนนักกีฬาโรงเรียนแต่อย่างเดียวเท่านั้น แต่มาคุยกับผู้ปกครองเพื่อหาทางพัฒนานิสัยและพฤติกรรมที่แสดงออกในสังคม แม่ของกระปุกรู้สึกว่าอาจารย์มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะช่วยพัฒนาสนับสนุนบุตรสาว ก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก พยักหน้าด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความซาบซึ้งใจ
“ดิฉันขอขอบพระคุณอาจารย์เป็อย่างสูงเลยนะคะ ที่กรุณากระปุกถึงเพียงนี้”
“ผมยินดีอย่างยิ่งครับ และยินดีอย่างมากที่คุณแม่ได้อนุญาต กระปุกคงดีใจมากทีเดียว”
อาจารย์วิชชานิ่งสักครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “คุณแม่ครับ เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ แล้ว กระปุกดูจะเป็เด็กที่ไม่ค่อยร่าเริง และดูเหมือนจะค่อนข้างเครียดง่าย ผมบังเอิญเคยได้ยินว่ากระปุกรู้สึกน้อยใจคุณแม่ ว่าคุณแม่จะรักน้องสาวมากกว่าตัวของเธอ ผมจึงไม่แน่ใจว่า เื่นี้หรือเปล่าที่ทำให้กระปุกไม่สดใสเท่าที่ควร?”
พอแม่กระปุกได้ยินเข้า ดวงตาที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักก็มีเริ่มแดงเรื่อขึ้นมา “กระปุกบอกอาจารย์อย่างนั้นหรือคะ?”
“ผมว่ากระปุกคงไม่ได้ตั้งใจหมายความอย่างที่พูด ผมเชื่อว่าพ่อแม่รักลูกเท่ากันทุกคน แต่อาจมีเหตุผลอื่นที่ทำให้กระปุกไม่เข้าใจ แล้วคิดไปเอง ทำให้เกิดความน้อยใจอย่างเข้าใจผิด ผมจึงถือโอกาสได้พบคุณแม่ มาปรึกษาหาทางช่วยเหลือให้กระปุกมีภาวะจิตใจที่ดีขึ้น” อาจารย์วิชชาไม่ได้ปฏิเสธ แต่พยายามพูดเพื่อหาทางช่วยเหลือ
น้ำตาเริ่มเต็มเบ้าตาแม่ของกระปุก จึงพยายามกระพริบตาถี่ขึ้นเพื่อไม่ให้น้ำตาไหล อาจารย์วิชชาััได้ถึงความเข้มแข็งของแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสองผู้นี้
“พ่อของกระปุกเสียไปั้แ่กระปุกอายุไม่ถึงสามขวบ ดิฉันต้องใช้ชีวิตกับลูกเพียงสองคน จึงตั้งใจฝึกให้กระปุกต้องแข็งแกร่ง เป็ที่พึ่งของตนเองให้ได้ เพราะดิฉันไม่แน่ใจว่า หากดิฉันเกิดไม่อยู่ไปอีกคน กระปุกจะทำอย่างไร?”
อาจารย์วิชชาสะดุดคำพูดของแม่กระปุกที่ว่า ‘ใช้ชีวิตกับลูกเพียงสองคน’ แต่โดยมารยาท ไม่กล้าถามซ้ำ
“คุณแม่จึงฝึกฝนให้กระปุกมีความรับผิดชอบ หัดช่วยเหลือที่บ้านแต่เล็ก?”
“ใช่ค่ะ แต่ก็ไม่ทราบว่าทำไมกระปุกเกิดน้อยใจอะไรขึ้นมา? เพราะดิฉันก็ไม่ได้ให้กระปุกช่วยงานคนเดียว ก็ฝึกกระติ๊บทำงานด้วยเหมือนกัน”
“คุณพ่อกระปุกป่วยหรือครับ?”
“คุณพ่อกระปุกเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ค่ะ ครั้งนั้นเสียพร้อมกันกับน้องสาวและน้องเขยของดิฉัน” คราวนี้แม่กระปุกไม่อาจเก็บน้ำตาอยู่ หยาดน้ำใสๆ ไหลรินลงมา “น้องสาวดิฉันเพิ่งมีลูกอายุไม่ถึงขวบ... พอเกิดเื่ขึ้นพ่อแม่ใมากถึงขนาดล้มป่วย”
“แล้วเด็กอยู่กับใครครับ?”
แม่กระปุกอึกอักเล็กน้อย มองออกไปนอกประตู แล้วพูดเบาๆ
“ดิฉันเห็นพ่อแม่ของดิฉันเสียใจจนล้มป่วย เชื่อว่าเป็ห่วงหลานคนเล็กอย่างมาก ดิฉันเองก็ห่วงหลานไม่น้อยไปกว่าพวกเขา จึงรับหลานคนนี้มาเลี้ยง แล้วเพื่อไม่ให้เขามีปมด้อยว่าไม่มีพ่อแม่ จึงบอกเขาว่าเป็ลูกของดิฉันเอง”
แม่ของกระปุกมองอาจารย์แล้วพูดต่อ
“ดิฉันไม่เจตนาจะปิดบังอาจารย์นะคะ ตอนพากระติ๊บเข้าเรียนที่โรงเรียน ก็จะปรึกษาอาจารย์ใหญ่ขอความร่วมมือท่านที่จะเก็บเื่นี้ไว้จนกระติ๊บเรียนจบเป็ผู้ใหญ่พอ”
“กระติ๊บไม่ใช่น้องแท้ๆ ของกระปุกหรือครับ?”
“ค่ะ กระปุกเป็ลูกคนเดียวของดิฉัน ดิฉันตั้งใจบอกความจริงให้กระติ๊บรู้ เมื่อกระติ๊บโตกว่านี้ เป็ผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจเื่แล้ว” แม่กระปุกน้ำตาไหลอีก “นึกว่าได้แก้ไขปัญหาให้คนน้อง กลับกลายเป็สร้างปัญหาให้คนพี่”
“ผมเข้าใจแล้วครับ ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะช่วยรักษาความลับนี้ไว้ อย่าเพิ่งคุยเื่นี้ต่อเลยครับ เดี๋ยวกระติ๊บเข้ามาได้ยินเข้า เื่จะบานปลายกลายเป็อีกเื่” อาจารย์วิชชากล่าว “ผมจะนำไปไตร่ตรองหาทางช่วยเหลือนะครับ ว่าจะช่วยให้กระปุกเข้าใจแม่ให้มากขึ้นได้อย่างไร แต่ตอนนี้ผมต้องไปเตรียมตัวเสนอขอทุนให้กระปุกแล้ว พอดีพรุ่งนี้จะมีการประชุมอาจารย์ ผมจะได้นำเื่นี้เข้าไปประชุมด้วย”
“ดิฉันขอขอบคุณอาจารย์เป็อย่างยิ่ง ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวเรานะคะ” แม่ของกระปุกกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ยกมือไหว้อาจารย์เป็การขอบคุณและเป็การกล่าวลา
.............................