เสาร์ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๐
เวลาผ่านไปสี่เสาร์แล้วนับั้แ่ชาติเอาเื่คำทำนายบ้าๆบอๆ ของฉันไปเล่าให้ “ทุกคน” ในชั้นปีหรืออาจจะทั้งโรงเรียนฟัง ฉัน หัวหน้าห้อง ม.4/1 กรรมการนักเรียน ดรัมเมเยอร์กัปตันทีมบาสเก็ตบอลหญิงและวอลเลย์บอลหญิง นักกีฬาแสครบเบิลเหรียญทองกีฬาสาธิตและนักเรียนดีเด่นั้แ่อนุบาลจนถึงม.4 กลายเป็หัวข้อคุยสนุกปาก
ฉันไม่แสดงท่าว่ารู้สึกอนาทรร้อนใจคางยังเชิด คอยังยาว ฉันสูง 176เดินไปไหนกับพวกผู้หญิงก็เหมือนสโนไวท์กับคนแคระทั้งฝูงอยู่แล้วพวกผู้ชายในชั้นปีก็สูงกว่าฉันไม่กี่คน แค่ฉันใช้วิธี “มองลง” คนพูดก็หยุดพูด เพราะว่ามันไม่ขำคนพูดมีอะไรดีกว่าฉันกัน! เรียนก็เก่งไม่เท่า กีฬาก็เก่งไม่เท่า ตัวก็เตี้ยขนาดพี่ผู้ชาย ม.5 ม.6 ก็ยังมีสูงกว่าฉันไม่กี่คน ที่สูงกว่าก็ไม่กล้าจีบอยู่ดี เพราะคนที่ทั้งสูงทั้งเก่งมันมีน้อย! ยิ่งตอนนี้มีตำนานว่าจะนำพาความซวยมาให้ ก็ยิ่งไม่กล้ากันหนักกว่าเดิม ราวกับว่าถ้ามาจีบแล้วฉันจะตอบตกลงงั้นแหละ!
คนเดียวในชั้น ม.4ที่พอจะพูดได้ว่ามีดีกว่าฉันอยู่นิดหน่อย คือ วุฒิ ยโสพิจักษณ์เขาสูงกว่าฉันนิดหน่อย เรียนเก่งกว่าฉันเล็กน้อยในบางวิชา แต่เขาผอมแห้ง ไม่เล่นกีฬาและไม่ได้เป็หัวหน้าห้อง เขาไม่เคยจีบใครแต่ฉันไม่รู้ว่าเพราะเขาไม่เคยสนใจใครหรือว่าเพราะจีบใครไม่เป็กันแน่
วุฒินั่งอยู่ตรงข้ามฉันในเวลานี้เราเรียนเยอรมันเสร็จแล้ว กำลังมากินก๋วยเตี๋ยวเป็ดกันก่อนจะนั่งรถตู้กลับชลบุรี
“ทำไมเธอต้องพากระถางดอกมะลิมาเรียนด้วยเนี่ย”วุฒิถามเมื่อเห็นฉันวางกระถางดอกมะลิลงบนพื้นข้างเก้าอี้ หลังจากสั่งเส้นเล็กเป็ด
“เพิ่งซื้อตอนกลางวันไงวันนี้วันแม่ไง ปีนี้อยากให้อะไรพิเศษหน่อย แม่ฉันอุตส่าห์ไปปฐมนิเทศกับฉันจนโดนยายทวดบ่นหูฉีกตอนนี้ยังไม่เลิกเนี่ย”
“ยายทวดไม่อยากให้เธอไปแลกเปลี่ยนเหรอ”
“ก็ไม่อยากน่ะสิ”
เขามองฉันอย่างเห็นใจแต่เลือกที่จะเปลี่ยนบทสนทนา
“วันนี้ผมต้องไปแวะสุวรรณภูมิแล้วแม่ผมจะไปรับผมจากที่นั่น”
“ไปทำไมเหรอ” ฉันถามไม่ค่อยแน่ใจว่าเขาจะตอบ ถ้าเขาไม่อยากตอบ เขาจะเลี่ยงได้อย่างเนียน ๆ ทุกครั้งแต่ว่าคราวนี้เขาตอบ
“ไปรับนักเรียนแลกเปลี่ยนจากเยอรมนีเขามาถึงวันนี้”
“พูดจริง?” ฉันตาโต
“จริง ตอนปฐมนิเทศ แม่ผมได้คุยกับแม่ๆ คนอื่น เขาว่าถ้าเรารับนักเรียนแลกเปลี่ยนจากประเทศอื่น จะช่วยให้ผมหาโฮสต์ที่โน่นได้ง่ายขึ้นแม่ผมก็เลยลองรับบ้าง แล้วแม่ของเด็กคนนั้นก็เลยตกลงรับผมตอบแทน”
“สรุปก็คือแลกเด็กกันเลยสิ!”
“ใช่”
“เด็กเยอรมันมาวันนี้แต่นายจะไปต้นปีหน้านี่”
“ใช่ เวลาเหลื่อมกันครึ่งปี จะมีเวลาที่ผมกับเขาอยู่บ้านเดียวกันที่ไทยหกเดือนครึ่งแล้วก็สลับตัวกันสามเดือน แล้วผมกับเขาก็จะไปอยู่บ้านเดียวกันที่เยอรมนีอีกแปดเดือนครึ่งดีที่ทั้งบ้านเขาและบ้านผมมีห้องพอสำหรับเราสองคน”
“นายได้กำไรนี่นา” ฉันคิดเลขตาม
“ผมไปหน้าหนาวจะได้กำไรกว่า ไปมีนากลับกุมภาได้ไปเกือบปีนึงเต็มๆ เพราะว่าไม่มี่หยุดยาวๆ แบบปิดเทอมใหญ่หน้าร้อนมาคั่น่หยุดยาวหน้าร้อนผมก็ยังอยู่บ้านเขา”
ฉันพยักหน้ารับรู้ เวลามี “เื่”ให้คุยกัน เขาก็พูดยาวดีเหมือนกัน แต่ถ้าไม่มีเื่อะไรต้องสรรหาหัวข้อมาคุยเรื่อยเปื่อย เขาจะเงียบเป็เป่าสากเพราะว่าเขาคุยเรื่อยเปื่อยไม่เป็
“ข้อดีอีกอย่างของการไปหน้าหนาวก็คือผมไปม.4 เทอมสอง กลับมาม.5 เทอมสอง จะได้เรียน ม.6 เต็มปีผมอาจจะสมัครประธานนักเรียน” วุฒิพูดเบา ๆ
“ประธานนักเรียน?” ฉันตาโตอีกรอบ “นายนี่นะ จะสมัครประธานนักเรียน นายหาเสียงเป็กับเขาด้วยเหรอ”
“อย่าดูถูกผมสิ อย่างน้อยถ้าเธอไม่อยู่ผมก็มีสิทธิ์”เขายิ้มที่มุมปาก “ถ้าเธอไป ม.5 เทอม 1 กลับ ม.6 เทอม1 ก็จะกลับมาไม่ทัน”
“ถ้าฉันได้เลื่อนเป็ตัวจริงนะ แต่ถ้าไม่ได้เลื่อนฉันจองตำแหน่งประธานนักเรียนละกัน” ฉันพูดหน้าตาย
“ได้เลื่อนอยู่แล้วทุกปีตัวสำรองได้เลื่อนกันเกือบหมด ตัวจริงมีทั้งไม่มาปฐมนิเทศบ้างล่ะพ่อแม่ไม่ให้ไปมั่งล่ะ ไม่มีเงินบ้างล่ะ”
ไม่มีเงิน...ฉันก็ยังมีเงินไม่ครบเหมือนกัน...
ก๋วยเตี๋ยวของเรามาเสิร์ฟเรานั่งกินกันไปเงียบ ๆ
“แล้วเด็กเยอรมันคนนี้มาถึงกี่โมง”ฉันถามทำลายความเงียบ
“หกโมงเย็น จะไปรับด้วยกันไหม”
“หือม” ฉันเลิกคิ้ววุฒิไม่เคยชวนฉันไปไหนมาก่อน เรามาเรียนภาษาเยอรมันด้วยกันทุกบ่ายเสาร์ที่กรุงเทพฯเรียนเสร็จก็หาอะไรกินกันมาหนึ่งปีครึ่งแล้ว เรียน กิน นั่งรถตู้กลับชลบุรีแต่ก็ไม่เคยมีอะไรมากกว่าการนั่งกินกันเงียบ ๆ หรือคุยกันอย่างเคร่งเครียดหรือถามคำตอบคำความสามารถในการอ่อยของฉันยังไม่ถึงขั้นสินะ!
“ไปสิ” ฉันตัดสินใจ
วุฒิหยิบโทรศัพท์มาเปิดอีเมล์ของ Jan Bergmann ให้ฉันอ่าน
“ญาณ แบร์กมันน์” ฉันอ่านชื่อ(ฉันอุตส่าห์สะกดชื่อเขาว่าญาณ จะได้เท่ขึ้นอีกเล็กน้อย)
“เก่งนี่ อ่านออกเสียงถูก” วุฒิชม
“แน่นอนอยู่แล้วเราเรียนภาษาเยอรมันด้วยกันนะ” ฉันทำหน้าเหมือนโดนดูถูก
“แม่ผมอ่านว่า แจน เบิร์กแมนน์”
“ก็แม่นายไม่ได้เรียนนี่คนไทยที่ไม่ได้เรียนเยอรมันทุกคนก็คงจะอ่านชื่อเขาว่าแจน เบิร์กแมนน์”
“หรืออาจจะแย่กว่านั้น เช่น เบิกแมน”วุฒิตาเป็ประกาย
“ระวังเถอะ ไปถึงที่โน่นคนเยอรมันก็จะเรียกชื่อนายเพี้ยนๆ เหมือนกัน”
“วู้ท ยาโซ่พิยัก” วุฒิพูดยิ้มๆ“ญาณเรียกผมอย่างนี้ตอนเฟซไทม์กัน”
“หึๆ น่าสนุกดีนะ ฉันอยากเจอญาณละ”ฉันตาเป็ประกายบ้าง
สายตาวุฒิเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“หมอนี่พูดเก่งมากเลย เขาต้องพูดมากจนผมหูเฉาแน่ๆ ถ้าเขาพูดไม่หยุด ผมเอาไปฝากบ้านเธอแทนได้ไหม”
“เอามาฝากบ้านฉัน? ตลกละ จะมาฝากกันเหมือนฝากลูกหมาไม่ได้นะ”
วุฒิหัวเราะ
“เลื่อนลงไปดูรูปสิ”
พอเขาอนุญาตฉันก็เลื่อนลงไปดูรูปในอีเมล์ของญาณ
แม่เ้า ญาณหน้าตาดีมาก!
“เฮ้ย หน้าเหมือนเคิร์ท โคเบนเลยอะ”
“เธอก็รู้จักเหรอ” วุฒิทำหน้าทึ่ง
“นักร้องนำวงเนอร์วาน่า”
“ผมไม่รู้ว่าเธอก็ชอบฟังเนอร์วาน่าวงเก่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ขนาดนี้”
“แม่ฉันชอบน่ะ เปิดกรอกหูฉันั้แ่เด็กนายก็ชอบเหรอ”
“อื้ม แต่ผมหาฟังเองนะผมชอบฟังเพลงยุค 90 มันดีกว่ายุคเราเยอะเลย”
“โอเค หน้าตาอย่างนี้ฉันอาจจะรับฝาก”ฉันพูดติดตลก
วุฒิมองหน้าฉันนิ่งอยู่ฉันเห็นสายตาเขาก็รู้ว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ เขาต้องคิดว่าฉันบ้าฝรั่งหล่อแน่ๆ แต่เขาเอามาเสนอฉันเองนะ!
พวกเรารีบกินแล้วรีบไปสนามบิน
ที่สนามบิน ฉันสวัสดีคุณป้าวีณาแม่ของเขาแล้วเราก็ไปยืนรอญาณด้วยกัน
ฉันเห็นญาณทันทีที่เขาปรากฎตัวผมบลอนด์ของเขายาวตรงถึงคางทรงเดียวกับเคิร์ท โคเบน ใส่แว่นดำ เสื้อหนาวแขนยาวสีดำกางเกงยีนส์ขาดๆ กับรองเท้าผ้าใบอาดิดาสสีส้มตัดกับน้ำเงินเขาลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สีเขียวสะท้อนแสงเด่นมาแต่ไกล
พอฉันเห็นว่าวุฒิกับป้าวีณาไม่มีทีท่าจะโบกมือให้ญาณฉันก็เลยโบกมือซะเอง
ญาณเดินมาหาพวกเราพร้อมรอยยิ้มที่กว้างเกือบถึงรูหูเขาถอดแว่นดำเมื่อเดินมาถึง ดวงตาของเขาเป็สีฟ้าอ่อนมาก เขาสูงพอๆ กับวุฒินั่นคือสูงกว่าฉันสองเิเ
“ซาหวัดดีขรับ ผมชื่อญาณ แบร์กมันน์”เขายื่นมือให้ป้าวีณา
“อะไรนะ ยานแบกมัน?” ป้าวีณาทวนคำงงๆ
วุฒิกับฉันขำพรืด
ป้าวีณาทำหน้าเลิ่กลั่ก นายยานแบกมันหน้าเสียที่พวกเราหัวเราะจนพวกเราต้องรีบหยุดขำ
“ขอโทษนะที่เสียมารยาท ป้าวีณาเขานึกว่านายชื่อแจนเบิร์กแมนน์ก็เลยงงน่ะ” ฉันแก้สถานการณ์ให้ ญาณทำท่าเข้าใจ
“นี่คือป้าวีณา โฮสต์แม่ของนาย”ฉันแนะนำอีกรอบเป็ภาษาอังกฤษ
“ไฮ วีณา” เขาออกเสียงได้อย่างถูกต้องชื่อวีณานี่ออกเสียงง่ายทั้งไทยและฝรั่งดีแฮะ
“นี่ก็วุฒิ นายรู้จักแล้ว”
“เยส วู้ท”
เอทำไมฉันต้องมาเ้ากี้เ้าการแนะนำพวกเขา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเนี่ย!
“ส่วนเขา ชื่อ ยาน นามสกุล แบกมันนะคะป้าวีณา” ฉันออกเสียงให้ป้าวีณาจำง่ายๆ
“ชื่อแปลกดีนะ” ป้าวีณาตาวาวพยายามกลั้นยิ้ม
ยานแบกมันมองหน้าฉันสลับกับมองหน้าป้าวีณาท่าทางอยากรู้ว่าพวกเรายิ้มอะไรกัน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะไม่สนใจทำหน้ามั่นใจ๊มั่นใจเหมือนเดิม
“แล้วคุณชื่ออาไรขรับ”เขาหันมาถามฉันเป็ภาษาไทยแปร่งๆ แต่ว่าฟังน่ารักมาก เขาเอาเวลาที่ไหนไปเรียนภาษาไทยเนี่ย!
“สลิณา พร้อมเพตราเป็เพื่อนของวุฒิ” แต่ว่าฉันยังคงตอบเขาเป็ภาษาอังกฤษและยื่นมือให้เขาจับ
เขาจับมือฉันซะแน่นแล้วเอนหัวมากระซิบถาม ในขณะที่ยังไม่ยอมปล่อยมือ
“ชื่ออาไรนะ?”
ฉันตัดสินใจไม่ถอยหัวหนี
“สะ ลิ นา”
“สะ ลิ นา” เขาออกเสียงตามอย่างลำบาก“โอ้ว ยากมาก ๆ”
พวกเรายิ้ม ญาณถอยหัวไปและปล่อยมือฉันจนได้
“ถ้ายากมาก ก็เรียกว่าแดงเฉย ๆ ก็ได้ชื่อเล่นฉัน”
“เด็ง” ญาณทวนคำ
“ไม่ใช่! แดง”
“แดงง์”
ก็คงได้แค่นี้ล่ะ! ฉันพยักหน้ายอมรับว่าเขาออกเสียงถูกแล้ว
“ดีนะ ที่หนูแดงมาด้วย มาช่วยส่งภาษาวุฒิก็พูดภาษาคล่อง แต่ว่าคุยไม่เก่ง” ป้าวีณามากระซิบกับฉันตอนเราเดินกลับไปที่รถ
พวกเราเดินออกมานอกอาคารสนามบินที่ติดแอร์มวลอากาศร้อนเข้ามาปะทะใบหน้าทันที
“โอ่ว ที่เมืองไทยร้อนเหลือเกิน”ยานแบกมันเริ่มบ่นขณะถอดเสื้อหนาวแขนยาวสีดำมาผูกไว้ที่เอวเผยให้เห็นเสื้อยืดเนอร์วาน่าสีดำที่อยู่ข้างใต้แสดงว่าเขาก็รู้ตัวเหมือนกันว่าเขาหน้าเหมือนเคิร์ท!
“ผมพยายามเอาเสื้อผ้าสีดำมาให้มากที่สุดเพราะได้ยินว่าพวกคุณต้องแต่งดำ่นี้” ญาณหันมาชวนคุย
“ใช่แล้ว ไว้ทุกข์ให้ในหลวงรัชกาลที่9 ของเรา” ฉันตอบ
“แต่ว่าผมไม่ได้ซื้อรองเท้าสีดำกับกระเป๋าสีดำมาด้วย ขอโทษนะ”
“ไม่เป็ไรหรอกแค่นายคิดจะเอาเสื้อผ้าสีดำมาเยอะๆ ก็ยอดเยี่ยมแล้ว กระเป๋านายลากแค่วันนี้ รองเท้าเดี๋ยวซื้อใหม่ได้ที่ไทย”ฉันตอบอีก
อะไร!ครอบครัวยโสพิจักษณ์ไม่คิดจะคุยกับยานแบกมันเองบ้างหรือไง!
ป้าวีณาเอารถกระบะที่มีแค็บมาด้วยญาณยกกระเป๋าใส่ข้างหลังรถ ฉันเอากระถางดอกมะลิไปใส่หลังรถด้วยวุฒิเข้าไปนั่งหน้าคู่กับแม่ของเขา ฉันเลยต้องนั่งหลังคู่กับยานแบกมันผู้ที่พูดเก่งมากจริง ๆ เขาคอมเมนท์ทุกอย่างสองข้างทางที่ได้เห็นและเปลี่ยนเื่คุยไปได้เรื่อย ๆ นี่ขนาดว่าเขาพูดเป็ภาษาอังกฤษถ้าเขาพูดภาษาเยอรมันอันเป็ภาษาแม่ของเขา จะยิ่งพูดมากรัว ๆ ขนาดไหนกัน
“ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าเธอเป็ผู้หญิงไทยคนเดียวที่สูงมาก คนอื่นสูงแค่ไหล่ของเธอเอง”
ถ้าชาติอยู่ในวงสนทนา เขาคงจะพูดว่า
“ก็แดงเขาเป็ผู้ชายไงล่ะ!”
ฉันเลยพูดออกมาบ้างว่า
“ก็ฉันเป็ผู้ชายไงล่ะ!”
โรงเรียนไม่ได้ห้ามนักเรียนหญิงซอยผมฉันจึงซอยผมสั้นที่เรียกว่าทรงพิกซี่ที่เข้ากับสีผมแดงๆ ของฉันมาก คนมันสวยทำผมทรงอะไรก็สวย!ต่อให้ไม่มีใครกล้าจีบก็เถอะฉันพอใจที่จะคิดว่าตัวเองเป็ดอกฟ้าที่ไม่มีใครกล้าเด็ด
เขามองหน้าฉันแล้วมองหน้าอกของฉันที่ถึงแม้จะมีไม่มากก็ยังเห็นชัดเกินกว่าจะอ้างตัวเองเป็ผู้ชาย
“พูดเล่นหรือพูดจริง? ไม่ยักกะรู้ว่า เลดี้บอยเขาเริ่มกันั้แ่วัยรุ่น”
ทั้งวุฒิและฉันขำก๊าก
“เลดี้บอยเริ่มั้แ่วัยรุ่นแน่ ๆอยู่แล้ว บางคนก็ชัดั้แ่เด็กเลย” ฉันตอบ
“เธอคือชัดั้แ่เด็กเลยงั้นเหรอ”
ฉันยักไหล่
เมื่อฉันไม่ตอบเขาก็ใช้ลูกตาสีฟ้าอ่อนนั่นจ้องมองสำรวจฉันไม่เลิก ฉันพยายามที่จะไม่ประหม่าในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้
“แต่ผมว่าเธอเหมือนทอมบอยมากกว่าเลดี้บอย”
“ตาถึง” ฉันยกนิ้วให้
“แหวนสวยดี” เขาเปลี่ยนเื่อีก
ฉันมองแหวนรูปกุญแจซอลที่ฉันใส่ไว้ที่นิ้วกลางขวาั้แ่วันที่ไปดูหมอ
“ฉันทำเองนะ”
“จริง? ไหนทำให้ดูหน่อย”
ท้าเหรอ! ฉันหยิบอุปกรณ์ออกมานั่งดัดลวดให้ดูอย่างไวแล้วส่งให้
“ให้ผมหรือเปล่า”
ฉันดึงแหวนกลับ
“ฉันทำขาย ถ้านายจะเอาก็...”ฉันนิ่งคิด ปกติฉันขายถูกๆ แค่หนึ่งร้อยบาท แต่ถ้าบอกเขาไปว่า 2.50 ยูโร มันก็จะถูกเกินไป
“5 ยูโร” ฉันขึ้นราคา
“5 ยูโร? ถูกจัง” ญาณว่า แล้วหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาควักแบงก์ห้ายูโรให้ฉันอย่างไวบ๊ะ! ฉันน่าจะขายแพงกว่านี้
ญาณเอาแหวนที่ปรับขนาดได้ไปใส่ที่นิ้วก้อยซ้าย
“ดูสิ เราใส่แหวนเหมือนกันเลย”เขาเอามือซ้ายมาเทียบกับมือขวาของฉัน แล้วหันมาสบตาฉันยิ้มๆ
แล้วทำไมฉันต้องเขินด้วยเนี่ย!
“เธอว่าเธอทำขายเหรอ ขายที่ไหน”
“ในเน็ตและในตลาดนัด”
“เธอขายวันไหนบ้าง”
“ฉันขายอาทิตย์ถึงศุกร์”
“ให้ผมไปช่วยขายไหม”
ฉันหัวเราะออกมา นายคนนี้! นี่นายจะจีบฉันเหรอ? ถ้านายไม่ได้หน้าหล่อเหมือนเคิร์ทล่ะก็ฉันคงด่านายไปแล้ว!
“ไม่ได้หรอก ถ้ามีคนที่รู้จักครอบครัวฉันไปเจอแล้วไปฟ้องยายทวดฉันว่า มีฝรั่งหัวทองมาช่วยฉันขายของที่ตลาดนัดเนี่ย เื่ใหญ่เลยนะฉันโดนเล่นแน่”
“เธอมียายทวดด้วยเหรอผมมีแต่ยายเท่านั้นเอง”
“ยายทวดปีนี้ 78”
“78 เป็ยายทวดแล้ว!”
“ฮื่อ สมัยก่อนมีลูกกันเร็วยายฉันปีนี้ 59 แม่ฉัน 37”
“โห แต่ละคนมีลูกเร็วทั้งนั้นเลย”
ฉันยักไหล่
“แล้วเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่”
“ทุกวันเสาร์ฉันจะไปเรียนภาษาเยอรมันที่กรุงเทพฯกับวุฒิวันเสาร์เป็วันเดียวที่ฉันหยุดขายของ”
“เธอเรียนภาษาเยอรมันด้วยเหรอ เธอเป็แฟนวู้ทหรือเปล่า”เขาถามตรงประเด็นจนฉันใ
แล้วจะให้ฉันตอบว่าอะไรดีล่ะ! บอกว่าไม่ใช่แต่อยากเป็ได้ไหม?
“ไม่ใช่ เป็เพื่อนกันเฉย ๆ” ฉันตอบอ้อมแอ้มไม่กล้ามองไปข้างหน้ารถ
ญาณทำหน้าเหมือนโล่งใจ
“เธอเรียนที่โรงเรียนเดียวกับวู้ทใช่ไหม”
“ใช่ นายล่ะจะไปเรียนที่ไหน”
“ผมจะไปเรียนโรงเรียนที่สอนเป็ภาษาอังกฤษ”
“โรงเรียนอินเตอร์เลยเหรอ?” ฉันตาโต
“ค่าเรียนโรงเรียนที่สอนเป็ภาษาอังกฤษแพงกว่าโรงเรียนธรรมดาแค่500 ยูโรเอง ถ้าผมจะจ่าย 7300 แล้วเรียนไม่รู้เื่ สู้จ่าย 7800 ยูโรเลยดีกว่า”
“โห แล้วทำไมฉันต้องจ่าย 11000ดอลลาร์เนี่ย! ค่าเงินต่างกันขนาดนี้เลยเหรอ?”
“หือ 11000 ดอลลาร์ค่าอะไร”
“ไปเยอรมนีไง”
“เธอก็จะไปเยอรมนีเหรอ ไปที่ไหนเมื่อไหร่ เธอพูดเยอรมันได้หรือเปล่า” ญาณถามรัว ๆ
“ยังไม่รู้เลยว่าจะได้ไปแน่ ๆ ไหมถ้าได้ไปก็กันยายนปีหน้า และใช่ฉันพูดเยอรมันได้นิดหน่อย”
“ถ้างั้นเราพูดเยอรมันกันดีกว่าไหมล่ะเธอจะได้เรียนไปด้วย” เขาถามอย่างมีความหวัง อยากจะโม้ได้รัว ๆ กว่านี้ใช่ไหมล่ะ!
“สำหรับฉันน่ะดีแต่นายควรจะเรียนภาษาอังกฤษและภาษาไทยไม่ใช่เหรอ”
“เราก็ผลัดกันสอนภาษาให้กันและกันไงหรือไม่เธอก็เป็ไกด์เป็ล่ามให้ผม พาผมเที่ยว” ตาสีฟ้าอ่อนของเขายิ้มให้ฉัน
ฉันขมวดคิ้ว
“ให้ฉันเป็ไกด์เป็ล่าม ฉันคิดวันละสองพันบาทนะ”ฉันพยายามเก็กหน้าโหด
“สองพันเหรอ ได้เลย ขอเบอร์โทรด้วยเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดีเป็ที่แรก”
โอ๊ย ร้ายกาจ ลื่นอะไรอย่างนี้!
ฉันให้เบอร์โทรไปอย่างงง ๆ