ทริสตันหรี่ตาลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายตรงหน้า แววตาของเขาดูลึกลับจนยากจะหยั่งถึง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่ากดดัน
“อาร์วิน... เกี่ยวกับภารกิจลับที่เราเคยสั่งการกับเ้า เราขอเน้นย้ำขอบเขตให้เ้าเข้าใจชัดเจนอีกครั้ง จงจัดการเฉพาะพวกที่ตั้งตัวเป็แกนนำเผยแพร่แิบิดเบือน หรือพวกที่พยายามปลุกปั่นฝูงชนให้เกิดความกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐเท่านั้น”
เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ราวกับจะเว้นช่องว่างให้คำพูดนั้นสลักลึกเข้าไปในใจของอีกฝ่าย “ส่วนพวกที่เพียงแค่ไม่ชอบใจเราเป็การส่วนตัว หรือแค่บ่นระบายโทสะในวงเหล้าและครอบครัวเของตนเอง... เ้าจงปล่อยคนพวกนั้นไป ไม่จำเป็ต้องลงมือให้เสียแรง เราหวังให้ภารกิจนี้ดำเนินไปอย่างเที่ยงตรงตามเจตนารมณ์ หวังว่าเ้าจะทำความเข้าใจในจุดนี้ให้ถ่องแท้และไม่ทำอะไรที่นอกเหนือจากคำสั่ง”
เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายเต็มใบหน้าของอาร์วิน เขาพยายามรักษาความนิ่งของลมหายใจก่อนจะค้อมตัวลงต่ำอย่างนอบน้อมที่สุดเท่าที่เคยทำมา น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเข้มขรึมและหนักแน่น
“ผู้น้อย... อาร์วิน แบล็กวู้ด รับทราบและเข้าใจในเจตนารมณ์คำสั่งนี้ของท่านผู้ปกครองทริสตัน วินด์สเกล อย่างกระจ่างแจ้งแล้วครับ ผู้น้อยจะกำชับเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยความระมัดระวังและเคร่งครัดที่สุด มิให้มีการล้ำเส้นเกินกว่าคำสั่งของท่านเป็อันขาด”
“ดีมาก... ที่เราจำเป็ต้องจัดการคนพวกนี้ ก็เพราะอำนาจในการควบคุมเมืองของเรายังไม่มั่นคงเพียงพอ ไม่อาจปล่อยให้มีความเสี่ยงแม้เพียงนิดที่จะนำไปสู่การก่อจลาจลในตอนนี้ได้ หวังว่าเ้าจะเข้าใจถึงความจำเป็ที่เราต้องรักษาเสถียรภาพของดินแดนไว้ด้วยวิธีนี้นะ อาร์วิน”
เมื่อสิ้นคำอธิบาย ทริสตันก็โบกมือเป็สัญญาณให้อีกฝ่ายถอยออกไป อาร์วินน้อมตัวลงทำความเคารพอย่างสูงสุดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบทิ้งให้ความเงียบงันกลับมาปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง
เมื่อแผ่นหลังของอาร์วินลับตาไป ทริสตันก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ปลายนิ้วยังคงเคาะเป็จังหวะเนิบช้าลงบนโต๊ะไม้ตัวหนา เสียงพึมพำแ่เบาดังขึ้น
“ดูท่า... เราคงต้องรีบหาใครสักคนที่มีความสามารถทัดเทียมกันมาคอยคานอำนาจและถ่วงดุลโดยเร็วที่สุดเสียแล้ว”
เขายกถ้วยชาที่เริ่มเย็นชืดขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงนิ่งราวกับ้าพักผ่อนจากภาระอันหนักอึ้งชั่วครู่ ทว่าเพียงไม่นานนัก เสียงรายงานจากทหารหน้าห้องก็ดังขึ้นแจ้งว่าบุคคลที่เขาเรียกพบได้มาถึงแล้ว ทริสตันลืมตาขึ้นในทันที ประกายตาที่เคยเหนื่อยล้ากลับมาฉายแววเฉียบคมและจริงจังอีกครั้ง เขาขยับตัวนั่งตัวตรงพลางเอ่ยอนุญาตให้คนผู้นั้นเข้ามาได้ด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง
ชายหนุ่มในชุดเครื่องแต่งกายภูมิฐานสะอาดตา ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยบุคลิกของผู้มีการศึกษา ใบหน้าคมคายที่ดูจะอยู่ในวัยเพียงยี่สิบเศษนั้นสะท้อนถึงความเฉลียวฉลาดเกินวัย เขาโน้มกายลงทำความเคารพอย่างพอดิบพอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุขุมนุ่มนวล
“ผู้น้อย แคสเปียน... ขอแสดงความเคารพต่อท่านผู้ปกครองทริสตัน วินด์สเกล ครับ”
ทริสตันจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาพิจารณา ท่วงท่า กิริยา และน้ำเสียงที่สุขุมนั้นสะกิดความสนใจของเขาเข้าอย่างจัง รอยยิ้มพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปากของผู้นำแห่งซิลเวอร์เรส ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามออกไปเพื่อหยั่งเชิง
“เราได้รับคำแนะนำมาว่า ในเมืองแห่งนี้มีชายผู้หนึ่งที่มีความรอบรู้เื่ภูมิศาสตร์และพื้นที่ของซิลเวอร์เรสอย่างทะลุปรุโปร่งชนิดทุกตารางนิ้ว นั่นจึงเป็เหตุให้เราสนใจเรียกตัวเ้ามา... ทว่าเมื่อได้เห็นตัวจริง กลับพบว่าเ้าน่าสนใจยิ่งกว่าที่รายงานว่าไว้เสียอีก”
ทริสตันเอนกายพิงพนักเก้าอี้พลางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาสำรวจ “บอกเราหน่อยได้ไหม... พื้นเพเดิมของเ้าเป็คนที่ไหน และเ้าเป็บุตรหลานในตระกูลใดกัน?”
“แท้จริงแล้วผู้น้อยเป็เพียงคนไร้ตระกูลที่ไร้ที่พึ่งพิง...” แคสเปียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่สงบนิ่งดุจผิวน้ำ “ส่วนบิดานั้น... ความจริงเขาเป็ถึงหนึ่งในขุนนางขององค์จักรพรรดิธีโอดอร์ เพียงแต่เขาไม่เคยยอมรับในสายเืและฐานะของผู้น้อยเลยแม้แต่น้อย ข้าและท่านแม่จึงต้องใช้ชีวิตระหกระเหินไปตามโชคชะตา จนกระทั่งมาลงหลักปักฐานอยู่ที่ซิลเวอร์เรสแห่งนี้เมื่อสิบหกปีก่อน และท่านแม่... นางเพิ่งจะจากผู้น้อยไปเพราะอาการป่วยเมื่อห้าเดือนที่ผ่านมานี้เองครับ”
ทริสตันยกมือขึ้นลูบคางเบา ๆ พลางจดจ้องไปยังชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาสนใจ การที่อีกฝ่ายจงใจละเว้นที่จะเอ่ยนามของบิดา หรือแม้แต่ปฏิเสธที่จะใช้นามสกุลอันทรงเกียรติของขุนนางผู้นั้น ย่อมเป็เครื่องยืนยันถึงความแค้นที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีที่เรียบเฉยได้เป็อย่างดี
“เราขอแสดงความเสียใจเื่มารดาของเ้าด้วยก็แล้วกัน ดูท่ากว่าจะเติบโตมาจนถึงจุดนี้ เ้าเองคงต้องผ่านความลำบากมาไม่น้อยทีเดียว” ทริสตันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดความแข็งกร้าวลงเล็กน้อย
ก่อนที่เขาจะโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนเข้าสู่บทสนทนาที่จริงจัง “เอาเถอะ... มาเข้าเื่กันเลยดีกว่า เรามีแผนที่จะก่อตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อดูแลกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์และอาณาเขตในซิลเวอร์เรสโดยเฉพาะ เราจะเรียกมันว่า กรมที่ดิน ซึ่งจะมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งการจัดระเบียบพื้นที่ การตรวจสอบว่ามีการใช้งานที่ดินอย่างเหมาะสมตามที่ได้แจ้งขอไว้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุด... คือการออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนทุกคนในเมืองแห่งนี้”
“นับจากนี้เป็ต้นไป พื้นที่ทุกตารางนิ้วในซิลเวอร์เรสจะต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ชัดเจนในรูปแบบของโฉนดที่ดิน พวกเ้าในนามของกรมที่ดินจะต้องรับผิดชอบในการจัดทำและออกเอกสารเหล่านี้ให้แก่ประชาชน รวมถึงในอนาคต หากมีผู้อพยพย้ายเข้ามาเพิ่มมากขึ้น พวกเ้าก็มีหน้าที่จัดสรรพื้นที่และออกโฉนดยืนยันความเป็เ้าของให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ”
ทริสตันเว้นจังหวะพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ “แน่นอนว่าการออกโฉนดนั้นย่อมมีค่าธรรมเนียม... ทว่า เพื่อเป็การซื้อใจประชาชนดั้งเดิม เราจะยกเว้นค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในตอนนี้ทุกคน พวกเขาเพียงแค่ต้องมาดำเนินการแจ้งสิทธิ์เพื่อรับโฉนดเท่านั้น แต่สำหรับผู้ที่จะย้ายเข้ามาใหม่ในภายหน้า ทุกคนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการออกโฉนดตามสัดส่วนของขนาดพื้นที่ที่ได้ยื่นขอไปอย่างไร้ข้อยกเว้น”
แคสเปียนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยข้อซักถามที่ตรงประเด็นออกมา
“หากประชาชนได้รับโฉนดเพื่อยืนยันกรรมสิทธิ์แล้ว พวกเขาสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินตามใจชอบได้หรือไม่ครับ? และในฐานะของกรมที่ดิน... เราจำเป็ต้องเข้าไปสอดส่องหรือควบคุมกระบวนการซื้อขายเ่าั้ด้วยหรือไม่”
ทริสตันพยักหน้าช้า ๆ มองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความพอใจ คำถามที่ตรงประเด็นนั้นทำให้เขามั่นใจในทันทีว่า ตนได้พบคนมีความสามารถที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานนี้แล้ว ชายผู้นี้ไม่ได้มีดีแค่ความรู้ในแผนผังเมือง แต่ยังมีสัญชาตญาณของการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยมอย่างที่เขา้า
“ประชาชนย่อมมีสิทธิ์ในการซื้อขายที่ดินของตนได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ข้ากำหนด” ทริสตันอธิบายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เราจะกำหนดเพดานราคาสูงสุดของที่ดินแต่ละขนาดไว้เพื่อป้องกันการเก็งกำไร ใครจะขายถูกกว่านั้นเราไม่ต้องสนใจ แต่หากคิดจะถือครองที่ดินเปล่าโดยไม่ใช้ประโยชน์ เ้าของจะต้องรอให้ครบสองปีจึงจะประกาศขายได้ และระหว่างนั้นจะต้องเสียภาษีที่ดินว่างเปล่าในอัตราที่สูงลิ่วให้แก่ทางการ”
เขายกนิ้วขึ้นขยับจังหวะราวกับกำลังร่ายมนต์ “ส่วนที่ดินที่มีแผนจะก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง งานต้องแล้วเสร็จภายในหกเดือนนับจากวันที่ออกโฉนด มิฉะนั้นจะต้องรับภาระภาษีในอัตราเดียวกัน และแน่นอนว่าราคาขายย่อมไม่ได้ประเมินจากผืนดินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงมูลค่าของสิ่งปลูกสร้างบนนั้นด้วย ที่สำคัญที่สุด... ทุกการซื้อขายต้องกระทำต่อหน้ากรมที่ดินเท่านั้น โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการประสานงานให้แก่รัฐเป็จำนวนยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อขายจริง”
เมื่อสิ้นคำอธิบาย ทริสตันก็ยื่นปึกกระดาษหนาที่อัดแน่นไปด้วยข้อบังคับและระเบียบปฏิบัติอย่างละเอียดให้แก่ชายหนุ่มตรงหน้า
“จงนำไปศึกษาให้ละเอียด ทุกสิ่งที่เขียนไว้คือขอบเขตหน้าที่ของกรมที่ดินและข้อบังคับที่เ้าต้องยึดถือ หากมีจุดใดที่คลุมเครือหรือไม่เข้าใจ จงกลับมาถามเราได้ทันที... อย่าได้ริเริ่มลงมือปฏิบัติทั้งที่ยังมีความลังเลหรือเข้าใจไม่ถ่องแท้เป็อันขาด เ้าเข้าใจในเื่นี้ใช่ไหม แคสเปียน?”
แคสเปียนรับปึกเอกสารมาไว้ในมือ ััได้ถึงน้ำหนักของกระดาษที่สะท้อนถึงภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง เขาปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมและแววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ผู้น้อย... แคสเปียน ขอให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ทำให้ความไว้วางใจของท่านผู้ปกครองต้องมัวหมองเป็อันขาดครับ”
ทริสตันยกยิ้มอย่างพอใจ “ดี! เราให้เวลาเ้าหนึ่งสัปดาห์ในการทำความเข้าใจระเบียบทั้งหมด และคัดสรรบุคลากรที่เหมาะสมเข้ามาประจำการในกรมที่ดินแห่งนี้ ส่วนเื่สถานที่ทำการ เราได้กำหนดสถานที่ไว้เรียบร้อยแล้ว เ้าจงไปพบอาร์วินเพื่อให้เขาพาไปดูพื้นที่ สำหรับจำนวนเ้าพนักงานที่เ้า้า จงจัดทำรายงานเสนอขึ้นมาให้เราพิจารณาโดยละเอียด และเมื่อทุกอย่างพร้อม... เราจะเป็ผู้ประกาศใช้กฎหมายนี้อย่างเป็ทางการต่อหน้าสาธารณชนเอง”
เมื่อเห็นแคสเปียนพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีจริงจังหนักแน่น ทริสตันจึงโบกมือให้อีกฝ่ายออกไปเริ่มภารกิจ ชายหนุ่มค้อมกายทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะปลีกตัวออกไปพร้อมกับความรับผิดชอบที่หนักอึ้งทว่าน่าภาคภูมิใจ
ชายหนุ่มระบายยิ้มจาง ๆ ด้วยความรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ท่าทางของแคสเปียนทำให้เขามั่นใจว่าสามารถรับภาระหน้าที่อันสำคัญนี้ได้ เขายกถ้วยชาขึ้นจิบดับกระหาย ก่อนจะก้มลงให้ความสนใจกับกองเอกสารเบื้องหน้าต่อเพื่อสะสางรายงานที่ยังคั่งค้าง
เวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ เสียงรายงานจากทหารองครักษ์หน้าห้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง แจ้งว่าบุคคลถัดไปที่เขาเรียกพบได้เดินทางมาถึงแล้ว ทริสตันวางเอกสารรายงานในมือลงทันที แววตาที่เพิ่งผ่อนคลายเมื่อครู่กลับมาสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยอำนาจดังเดิม ก่อนจะเอ่ยอนุญาตให้ผู้มาเยือนเข้ามาข้างใน
ผู้ที่ก้าวเข้ามาในห้องครั้งนี้คือ เลนอร์ เธอค้อมตัวลงทำความเคารพผู้ปกครองหนุ่มด้วยท่าทีนอบน้อมทว่าเปี่ยมด้วยความมั่นใจจ ทริสตันเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
“เลนอร์... เราได้อ่านรายงานที่เ้าส่งมาอย่างละเอียดแล้ว ต้องยอมรับเลยว่าหากไม่ได้การผลักดันและความพยายามของเ้า ผืนดินที่เคยแห้งแล้งและแข็งกระด้างของดินแดนนี้คงไม่อาจผลิดอกออกผลได้ถึงเพียงนี้ เื่นี้เราขอชมเชยเ้าจากใจจริง”
“ผู้น้อยเพียงแค่นำความรู้จากโลกเดิมมาปรับใช้เท่านั้น ผลลัพธ์ที่ได้จึงมิใช่เื่น่าอัศจรรย์ใจอันใด และมิควรค่าแก่การที่ท่านผู้ปกครองจะออกปากชมเชยถึงเพียงนั้น” เลนอร์เอ่ยตอบด้วยท่าทีสำรวม
ทริสตันได้ฟังดังนั้นก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี เขาส่ายหน้าช้า ๆ พลางเอ่ยขัด “ไม่... ไม่เลยเลนอร์ เ้าไม่จำเป็ต้องถ่อมตัวถึงเพียงนั้น เราหาได้สนใจไม่ว่าเ้าจะหยิบยืมความรู้มาจากที่ไหน สิ่งที่เราให้ความสำคัญมีเพียง ผลลัพธ์ ที่ปรากฏตรงหน้าเท่านั้น และผลงานของเ้านั้นก็นับว่ายอดเยี่ยมเกินกว่าที่เราคาดการณ์ไว้มากนัก อย่างไรเสียเื่นี้เราก็ต้องขอชมเชย และฝากเ้าส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปถึงคนงานของเ้าทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันจนสำเร็จด้วยเล่า”
สีหน้าของทริสตันแปรเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นในฉับพลัน แววตาของเขาที่จ้องมองมายังเด็กสาว
“เลนอร์... ที่เราเรียกเ้ามาในวันนี้ นอกเหนือจากการชมเชยต่อความสำเร็จของเ้าและคนงานแล้ว เรายังมีอีกเื่หนึ่งที่สำคัญยิ่ง... เื่ที่้าจะปรึกษาและขอความเห็นจากเ้าเป็การส่วนตัว”