ตอนที่ 71 :ความกลัดกลุ้มของหลี่เมิ้งอี
วันเกิดในวัย4 ขวบ เยว่เยว่ได้เฉลิมฉลองอย่างมีความสุขเชื่อว่าต่อให้ผ่านไปหลายปี เยว่เยว่ก็ยังคงจดจำวันพิเศษนี้ไว้ไม่ลืม
เพราะวันเกิดในปีนี้ไม่เพียงแต่มีคุณพ่อ คุณแม่เท่านั้น ยังมีเพื่อน ๆ ในนิทานอีกเป็นจำนวนมาก มีเพลง ‘เมืองแห่งเทพนิยาย’ ที่คุณพ่อตั้งใจแต่งให้เธอแล้วก็เค้กรูปบ้านไม้ในนิทานที่ทั้งสวยงามและอร่อยที่สุดในโลก !
“ได้อยู่กับคุณพ่อและคุณแม่หนูมีความสุขมาก ! ”
วันนี้เยว่เยว่มีความสุขมากกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึง 5 ทุ่มจึงได้เข้าสู่ห้วงนิทราด้วยรอยยิ้ม
หลี่เมิ้งอีรอจนเยว่เยว่หลับสนิทแล้วเดินย่องออกจากห้องนอนอย่างเบาที่สุด
เพราะวันนี้มีเรื่องเซอร์ไพรส์และเหนือความคาดหมายเยอะมากหลิวจือเซียที่เธอเข้าใจในวันนี้ กับหลิวจือเซียที่เธอจ้างนักสืบเอกชนไปตามสืบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอต้องคุยกับหลิวจือเซียให้รู้เรื่อง
หลิวจือเซียไม่ได้รีบเข้านอนเมื่อหลี่เมิ้งอีพาเยว่เยว่ไปอาบน้ำและพักผ่อนส่วนเขาก็เก็บของในห้องนั่งเล่นอย่างช้า ๆ จากนั้นก็มานั่งตรงระเบียงทางเข้า
สำหรับเขาวันนี้ก็เหนือความคาดหมายเช่นกัน เขาจึงมานั่งคิดไตร่ตรอง
หลิวจือเซียนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกสีฟ้าบนระเบียงทางเข้าในมือถือแก้วชาหนึ่งใบสายตาทอดมองไปยังม่านราตรีอันมืดมิดนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
“ยังไม่นอนอีกหรือ? ” เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า หลิวจือเซียจึงได้เอ่ยถามเสียงเบา“วันนี้พาเยว่เยว่ไปเล่นสวนสนุกทั้งวัน คงเหนื่อยแย่ล่ะสิรีบไปพักผ่อนเถอะ”
“นายก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ? ” หลี่เมิ้งอีนั่งบนเก้าอี้โยกอีกตัวบนระเบียงทางเข้าแล้วพูดเสียงเบา “วันนี้นายทำได้เหนือความคาดหมายมาก”
“เหนือความคาดหมาย? เธอก็ด้วยนะใครจะไปคิดว่าธิดาจอเงินคนนั้นจะมีช่วงเวลาเป็นเด็กผู้หญิงกับเขาด้วย ! ” หลิวจือเซียวางแก้วชาในมือลงบนโต๊ะน้ำชา “อยากดื่มไหม? ชาต้าหงเผารสดั้งเดิมจากเขาอู่อี๋เชียวนะ”
“ชาอู่หลงใช่ไหม? ” หลี่เมิ้งอีกะพริบตาปริบ ๆ “ได้ยินมาว่าชาอู่หลงลดความอ้วนเรื่องจริงไหม ? ”
“ลดความอ้วนไหมไม่รู้แต่แก้เลี่ยนได้” หลิวจือเซียรินชาใส่แก้วสองใบอย่างสบายอารมณ์“วันนี้เธอกินเค้กไปไม่น้อย ไม่รู้สึกเลี่ยนบ้างหรือ ?”
หลี่เมิ้งอียกแก้วชาขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก แล้วพูดว่า “รสชาติพิเศษจริง ๆ !”
“ถ้าอร่อยเธอก็ดื่มเยอะๆ นะ” หลิวจือเซียยิ้ม “มีอะไรอยากจะถามฉันใช่ไหม? ”
“อืม”หลี่เมิ้งอีพยักหน้า แล้วตรงเข้าประเด็น “เซียเยว่นักเขียนหนังสือนิทานขายดีคนนั้น คือนายใช่ไหม ? ”
คำถามนี้เธอคิดมาตลอดตั้งแต่เห็นหุ่นปั้นพวกนั้น ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้คำตอบเกรงว่าคืนนี้เธอก็คงจะนอนไม่หลับ
“ทำไมถึงถามแบบนี้กัน? ” หลิวจือเซียพูดด้วยความประหลาดใจ
หลี่เมิ้งอีกลอกตาใส่หลิวจือเซียแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “เท่าที่ฉันรู้ หนังสือ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ ยังไม่ได้เป็นสินค้าที่วางขายในท้องตลาดอย่างแพร่หลายนายสามารถปั้นหุ่นในเทพนิยายออกมาได้มากขนาดนี้ จะต้องได้รับอนุญาตจากนักเขียนไม่ก็นายนั้นแหละเป็นนักเขียนเสียเอง ? ”
ลิขสิทธิ์ในโลกใบนี้เข้มงวดมากถ้าไม่ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการ ต่อให้เขาอยากทำหุ่นปั้นแค่ไหนคนที่รับปั้นหุ่นก็คงไม่กล้ารับงานนี้
“อีกอย่างชื่อของหนังสือนิทานก็เป็นชื่อของนักเขียนที่ชื่อว่า ‘เซียเยว่’แม้ว่าในโลกนี้จะมีคนที่ชื่อ ‘เยว่เยว่’เป็นจำนวนมาก แต่ไม่น่าจะบังเอิญแบบนี้ ? ” หลี่เมิ้งอีพูดจามีเหตุผล“สรุปก็คือ นายคือเซียเยว่ แล้วเซียเยว่ก็คือนาย ! ”
“แปะแปะ แปะ ! ”
หลิวจือเซียปรบมือแล้วพูดว่า “เธอวิเคราะห์ได้ถูกต้องฉันคือนักเขียนเซียเยว่จริง ๆ ”
“คาดไม่ถึงว่านายจะเขียนหนังสือนิทานได้ด้วย”
หลี่เมิ้งอีครุ่นคิด
ทันใดนั้นก็พูดด้วยความอิจฉา“แต่นายก็ไร้ยางอายเกินไปนะที่ซื้อใจเยว่เยว่ด้วยนิทานแบบนี้ ! ตอนนี้เยว่เยว่ไม่ฟังนิทานที่ฉันเล่าเลย แถมยังบอกอีกว่านิทานของฉันไม่น่าฟัง”
“เอิ่ม...”หลิวจือเซียตะลึงงัน แล้วพูดว่า “เธอก็ร้องเพลงกล่อมลูกได้นี่? ”
หลิวจือเซียไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้แต่เอ่ยเรื่องร้องเพลง หลี่เมิ้งอีจึงพลันหัวเสีย “นายตั้งใจจะยั่วโมโหฉันใช่ไหม ? ”
“หมายความว่ายังไง? ” หลิวจือเซียงุนงงยิ่งกว่าเดิม เมื่อกี้ยังดี ๆ กันอยู่ยังพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกันอยู่เลย แต่ทำไมจู่ ๆ หน้าถึงเปลี่ยนสีได้
“นายไม่รู้หรือ? ” เมื่อเห็นท่าทางงุนงงของหลิวจือเซียที่ดูเหมือนไม่โกหก หลี่เมิ้งอีก็อดตื่นตระหนกไม่ได้
หลิวจือเซียพูดอย่างไร้เดียงสา“ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดถึงอะไร ทำไมไปเจอเรื่องอะไรมา ? ถ้าไม่ถือสา เล่าให้ฉันฟังได้ไหม ?”
“พูดอะไร...เฮ้อ ช่างเถอะ ฉันจะเล่าให้นายฟังละกัน”
หลี่เมิ้งอีทอดถอนใจ“เมื่อสองสามวันก่อนละครโทรทัศน์แนวเทพเซียนที่ฉันแสดงเป็นตัวหลักได้เข้าสู่ขั้นตอนการตัดต่อ จากสัญญาเพลงประกอบละครโทรทัศน์เรื่องนี้เดิมทีต้องเป็นฉันร้อง แต่ฉันเข้าห้องอัดไปหลายครั้งแล้วก็ยังทำให้ผู้กำกับพอใจไม่ได้ ต่อมาไม่รู้ว่าไอ้พวกปากพล่อยคนไหนมันเอาเรื่องนี้ไปพูดสุดท้ายก็กลายเป็นข่าวซุบซิบว่าฉันร้องเพลงไม่เพราะ”
“เพลงอะไรร้องให้ฉันฟังได้ไหม ? ” หลิวจือเซียเลิกคิ้วสูง พลางพูดขึ้น
“อืม”หลี่เมิ้งอีพยักหน้า ก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาดูเนื้อร้องจากนั้นก็อ้าปากร้องเพลง
ในตอนที่หลี่เมิ้งอีร้องจบแล้วหันมองหลิวจือเซียนั้นก็พบว่าหัวคิ้วของหลิวจือเซียได้ย่นเข้าหากันจนเกิดเป็นตัวอักษรจีน ‘ชวน川’
“เป็นยังไงบ้างไม่เพราะเลยใช่ไหม ? ” หลี่เมิ้งอีถามอย่างกระวนกระวายใจ
ในชีวิตที่แล้วหลิวจือเซียเป็นนักร้องชั้นนำของประเทศย่อมฟังส่วนที่เป็นปัญหาของเพลงที่หลี่เมิ้งอีร้องได้
หลิวจือเซียเลิกคิ้วสูงแล้วพูดขึ้นว่า“ฉันว่ามีอยู่สองจุด ! จุดที่หนึ่งความจริงแล้วเสียงของเธอใช้ได้นะ แต่เมื่อเทียบกับนักร้องมืออาชีพแล้วถึงอย่างไรเธอก็สู้ไม่ได้ แล้วเธอก็ไม่มีทักษะการร้องเพลงที่สอดคล้องกันดังนั้นเพลงในโทนเสียงนี้จึงควบคุมได้ยาก”
เมื่อพูดถึงตรงนี้แม้ว่าจะไม่เห็นหลี่เมิ้งอีโกรธเกรี้ยวแล้ว แต่ก็ยังแสดงสีหน้าครุ่นคิดหลิวจือเซียจึงพูดต่อว่า
“ต่อมาจุดที่สอง ปัญหามันอยู่ที่ตัวเพลง ! เพลงนี้ไม่ว่าจะเป็นทำนองหรือเนื้อเพลงต่างก็ไม่เหมาะสมกับเธอ เพราะเนื้อเพลงในเพลงนี้ค่อนข้างรุนแรงต้องใช้เสียงของนักร้องที่ทรงพลัง ถ้าเสียงไม่ถึงมันยิ่งง่ายต่อการถูกเสียงดนตรีบรรเลงกลบ ทำให้เสียงของเธอดรอปลง”
“ความหมายของนายก็คือเพลงนี้ไม่เหมาะกับฉันใช่ไหม ? ” หลี่เมิ้งอีเคยชินกับการถูกคนอื่นกล่าวหาว่าร้องเพลงไม่เพราะแต่เมื่อได้ฟังความหมายของหลิวจือเซีย ดูท่าเธอจะต้องปฏิเสธเพลงนี้จริง ๆ
“เธอจะต้องหาเพลงที่เหมาะสมกับเธอที่สุด”หลิวจือเซียนำทฤษฎีที่ใช้สอนซุนเสี่ยวลู่และคนอื่น ๆกลับมาใช้อีกครั้ง “เอาแบบนี้ก็แล้วกันหนังของพวกเธอน่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของขั้นตอนการโปรโมทล่ะมั้ง ? เธอช่วยเล่าเค้าโครงของเรื่องให้ฉันฟังหน่อยฉันอยากรู้ว่าจะแต่งเพลงให้เธอได้ไหม”
“นายจะแต่งเพลงให้ฉันหรือ? ” หลี่เมิ้งอีถามด้วยความประหลาดใจ “นายจะแต่งเพลงให้ฉันจริงๆ หรือ ? ”
หลิวจือเซียพยักหน้าแล้วพูดว่า “ทำไม ไม่ได้หรือ ?หรือว่าเธอไม่อยากได้ ? ”
“อยากได้ฉันอยากได้ ! ” หลี่เมิ้งอีรีบพยักหน้าทันทีเธอรู้ดีว่าเพลงเหล่านั้นของหลิวจือเซียโด่งดังจนติดท๊อปสูงสุด ในเมื่อโอกาสดี ๆมาอยู่ตรงหน้าแล้ว หากเธอไม่เอาก็คงโง่เต็มทน
“งั้นก็ดีวันนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้รอฉันกลับมาจากทำงาน แล้วเธอค่อยบอกฉันก็ได้”
หลิวจือเซียลุกขึ้น“ความจริงแล้วเธอร้องเพลงใช้ได้เลยนะ แต่ต้องฝึกฝนเพิ่มถ้าเธออยากเรียน ฉันสอนให้เธอได้นะ ! ”
หลังจากทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้แล้วหลิวจือเซียก็หมุนตัวเดินไปยังทิศทางของห้องหนังสือทันที
หลี่เมิ้งอีมองแผ่นหลังของหลิวเจือเซียอย่างอึ้งงันอยู่เนิ่นนาน
ทันใดนั้นเธอก็ยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากของตัวเอง ใบหน้าที่ร้อนผ่าว ก่อนจะพึมพำด้วยเสียงต่ำ “นายก็ใจดีเหมือนกันเนี่ย”
……………..……
วันที่สองหลิวจือเซียออกกำลังกายตอนเช้า และซื้ออาหารเช้ากลับมาตามปกติ
บางทีอาจเพราะเมื่อวานสองแม่คนลูกนอนดึกเกินไปตอนที่หลิวจือเซียกลับมา ทั้งคู่จึงยังหลับสนิทอยู่
เขาจึงนำอาหารเช้าไว้ในกล่องเก็บอุณภูมิในครัวทิ้งโน้ตไว้หนึ่งแผ่น จากนั้นก็ไปทำงาน
เมื่อมาถึงบริษัทเย่หลินเถาที่ไม่ได้เจอกันนานก็พุ่งตัวเข้ามา ทันทีที่เปิดประตูก็ตะโกนเสียงดัง “พี่เซีย พี่เซีย รีบเปิดทีวีดู ‘ช่องบันเทิงเอเชีย’เร็ว วันนี้มีข่าวใหม่ด้วย ! ”
“หืม? ” หลิวจือเซียเงยหน้ามองเย่หลินเถาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “นี่ เจ้าเด็กนี่ไม่เจอกันแค่สองสามวันทำไมนายกลายเป็นคนไม่รู้กาละเทศะแบบนี้ห๊ะ? ”
เย่หลินเถาไม่ตอบคำถามของหลิวจือเซียแต่คว้ารีโมตบนโต๊ะทำงานขึ้นมาเปิดจอ LCD ที่อยู่ตรงข้ามผนังในห้องทำงานทันที
เลือกหาคำว่า‘ช่องบันเทิงเอเชีย’ จากนั้นก็คลิก
ทันทีที่เปิดเสียงดนตรีที่คุ้นหูก็ดังเข้ามาให้หลิวจือเซีย ‘ ช่องบันเทิงเอเชีย’ กำลังรายงานข่าวสด พูดถึงศิลปินทอล์คโชว์หน้าใหม่หยางลั่วฮวาเพราะเดี่ยวไมโครโฟนของตัวเองทำให้เขากลายเป็นที่นิยมบนอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ในโทรทัศน์กำลังฉายคลิปช่วงหนึ่งของรายการทอลค์โชว์ของหยางลั่วฮวาซุนเจ้าอ้วนนั่นสวมสูทเข้ารูปสีน้ำเงิน ให้ความรู้สึกเป็นมิตรอย่างยิ่งบวกกับน้ำเสียงตลกขบขันและการเคลื่อนไหวร่างกายที่เรียบง่ายดูสบายตาไม่น้อยเลยทีเดียว
“พี่เซียนี่เป็นคนที่วันนั้นพวกเราทดสอบกันเป็นคนแรกที่โดดเด่นและกลายเป็นเด็กฝึกของบริษัทเรา ! ” เย่หลินเถาพูดอย่างตื่นเต้น“เจ้าเด็กนี้สมกับที่เป็นตั้งใจเรียนคิดไม่ถึงว่าจะเข้าวงการได้เร็วขนาดนี้”
เพราะหลิวจือเซียจำเจ้าอ้วนน้อยคนนี้ได้เป็นอย่างดีดังนั้นในตอนที่เขาปรากฎตัวบนหน้าจอ หลิวจือเซียจึงได้วางงานในมือลงแล้วตั้งใจดูอย่างจริงจัง
หลังจากผ่านการรับสมัครในวันนั้นหลางเวิ่นซิงก็ส่งหยางลั่วฮวาไปให้กับครูด้านการแสดง ฉางหยวนและยังได้จ้างศิลปินตลกที่มีชื่อเสียงในวงการเพื่อฝึกฝนให้ส่งหยางลั่วฮวาโดยเฉพาะอีกด้วย
อีกทั้งรูปแบบทอล์กโชว์ของส่งหยางลั่วฮวาตอนนี้ถือว่าแปลกใหม่ บวกกันเจ้าอ้วนน้อยเองก็หน้าตาน่ารักอยู่แล้วและมีความรู้มากมาย เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน จึงทำให้เป็นที่ชื่นชมอย่างกว้างขวาง
ประกอบกับการตั้งใจศึกษาหาความรู้ของหยางลั่วฮวาเดิมก็มีความสามารถที่แทบจะเรียกได้ว่าความจำเป็นเลิศ ดังนั้นสำหรับเรื่องการเรียนครูสอนร้องเพลงแค่รอบสองรอบเขาก็ร้องเป็นแล้วทั้งยังมีความเข้าใจที่เยี่ยมยอดอีกด้วย
จากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของหลางเวิ่นซิงเขาตัดสินใจให้หยางลั่วฮวาเดินเส้นทางของศิลปินตลกแบบที่สามารถดีคลายเครียดและผ่อนคลายได้ มุ่งเป้าไปที่ผู้ชมกลุ่มพนักงานออฟฟิศ ฯลฯกลุ่มที่มีความกดดันในชีวิตสูง
เพราะเรื่องตลกทำให้คนมีความสุขไม่ใช่หรือ? เมื่อมีความสุขก็ย่อมคลายเครียดได้ !
คลิปเดี่ยวไมโครโฟนที่ฉายอยู่จบลงพิธีกรหญิงที่สวมชุดสวยงามปรากฏตัวอีกครั้งบนหน้าจอ พร้อมถือหนังสือพิมพ์ในมือรายงานรายการของวันนี้:
“ช่วงนี้หยางลั่วฮวา ศิลปินหน้าใหม่ของบริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์ดังจนฉุดไม่อยู่จริงๆค่ะ! จากข่าวที่บริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์ได้ปล่อยออกมาเส้นทางในอนาคตของหยางลั่วฮวา......”
“หลินเถานายมาที่นี่เพื่อบอกฉันว่าเจ้าอ้วนน้อยเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเป็นทางการแล้วงั้นหรือ? ” หลิวจือเซียจ้องเขม็งไปยังเย่หลินเถา พลางเอ่ยขึ้น
“เปล่าไม่ใช่นะครับ ! ” เย่หลินเถารีบพยักหน้าไปมา “วันนี้มีข่าวใหญ่จริงๆ นะครับ! พี่ดูสิครับข่าวต่อไปนี่ไง”