บทที่ 31 ผีตามทวงหนี้ (รีไรต์)
หมู่บ้านเถาฮวาทางตอนใต้ของเมือง
เวลาพลบค่ำ เสียงคำตวาดดังลั่นมาจากบ้านครอบครัวเหวย ชาวบ้านแถวนั้นก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ต่างก็ทำธุระของตัวเองไป
เหวยเจาที่เพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน ก็มีรองเท้าแตะลอยเฉียดใบหน้าของเขาไป เขาเบี่ยงตัวหลบไม่ทันไร ก็มีรองเท้าแตะอีกข้างลอยตามมา เขาจึงได้แต่เอื้อมมือไปคว้าเอาไว้ แบบนี้…คงไม่มีรองเท้าแตะมาอีกแล้วใช่ไหม?
“พี่ใหญ่ พี่รีบห้ามแม่หน่อยเถอะ แม่กำลังจะฆ่าผมกับพี่สาว” เด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งหลบมาอยู่ข้างหลังเหวยเจา พูดด้วยความหวาดกลัว
ทันทีที่เด็กหนุ่มวิ่งมาหลบ รองเท้าแตะอีกข้างก็ลอยตามมาโดนเข้าที่หน้าของเหวยเจาอย่างจัง
เด็กหนุ่มแลบลิ้นออกมาอย่างโล่งใจ ดีนะ…ที่ไม่โดนเขา
เหวยเจาะโถาม “แม่ เกิดอะไรขึ้น?”
สองคนยืนอยู่หน้าบ้าน คนหนึ่งคือเฉินเจาเม่ย มารดาของเหวยเจา อีกคนคือเหวยเสวี่ยน้องสาววัยมัธยมปลายของเขา มารดาของเขากำลังยืนเท้าเอวชี้นิ้วด่าเหวยเสวี่ยด้วยใบหน้าบึ้งตึง
ด่าเหวยเสวี่ยแล้วก็ด่าลูกชายคนเล็กอย่างเหวยจื้อ แล้วก็มาถึงเหวยเจา ลูกคนเล็กทั้งสองไปโรงเรียนก็หนีเรียนบ้าง คุยเล่นกันในห้องเรียนบ้าง ไม่ก็ไล่ไก่ไล่หมา น่ารำคาญ ส่วนคนโตน่ะเหรอ หายหน้าไปทั้งวันไม่หางานดี ๆ ทำสักที ยังสร้างชื่อเสียงแย่ ๆ ให้ตัวเองอีก ตอนนี้แม่สื่อเห็นบ้านพวกเขาก็เดินเลี่ยงไปเลย
สุดท้ายสรุปว่า “ชาติที่แล้วฉันไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษพวกแกเหรอ? ชาตินี้ถึงได้เกิดมาเป็ผีตามทวงหนี้ อยากให้ฉันตายเร็ว ๆ หรือไงถึงได้ทำอะไรตามอำเภอใจแบบนี้!”
“แม่ตั้งความหวังไว้สูงเกินไป แล้วหนูจะทำยังไงได้” เหวยเสวี่ยเถียง
“ผมว่าเป็เพราะแม่ชอบด่าพ่อว่าโง่ ลูก ๆ ที่พ่อให้กำเนิดออกมาก็เลยโง่ตามไปด้วย” เหวยจื้อคิดว่ามันติดต่อกันทางสายเื
เฉินเจาเม่ยโกรธจนจะคว้าไม้กวาดข้างประตูมาตีอีก เหวยเจารีบเข้าไปห้ามไว้ “"แม่ ใจเย็น ๆ ก่อน เดี๋ยวผมจะจัดการเอง”
เฉินเจาเม่ยเห็นลูกชายคนโตก็รำคาญ “ไปให้พ้น แกก็ไม่ใช่คนดีอะไร!”
เหวยเจาเอามือลูบจมูก หันไปมองน้องชายกับน้องสาวแสร้งทำเป็โกรธ “รีบไปทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน พอกินข้าวเสร็จแล้วก็รีบไปทำการบ้านซะ”
เฉินเจาเม่ยหัวเราะเยาะ “ทำกับข้าว? ไปดูในโอ่งสิว่ายังมีข้าวเหลืออยู่ไหม? คิดว่าการที่ฉันทำนาสองแปลงนี่มันเลี้ยงพวกแกไหวหรือไง? เหวยเจา อย่ามาทำเป็เล่นลิ้น วันนี้แกไปส่งถ่านหินให้หน่วยงานแล้วใช่ไหม?”
เหวยเจาขับรถแทรกเตอร์เป็ สองสามวันมานี้คนขับรถแทรกเตอร์ของหน่วยงานบริหารชุมชนไม่สบาย หัวหน้าหน่วยจึงมาขอให้เหวยเจาไปช่วยขับรถแทรกเตอร์ให้ ตอนนี้เข้าสู่เดือนสิบสองแล้ว บ้านไหน ๆ ก็ใช้ถ่านหินกันมากขึ้น ทางหน่วยงานบริหารจึงช่วยขนส่ง
เหวยเจาไปช่วยทำงานให้ทางหน่วยงานก็จะได้ค่าแรง หัวหน้าหน่วยงานก็ค่อนข้างเอ็นดูเขา จึงอนุญาตให้เขาใช้รถแทรกเตอร์ได้หลังจากส่งถ่านหินเสร็จแล้ว แต่ค่าน้ำมันต้องจ่ายเอง
เฉินเจาเม่ยอยากให้เขารีบไปโรงงานเหมืองถ่านหินเพื่อขนถ่านให้เสร็จ แล้วไปรับคนที่สถานีรถไฟ หรือช่วยขนของหาเงินมาบ้าง
เหวยเจารู้ว่าที่มารดาพูดหมายถึงอะไร เขารู้สึกผิดเล็กน้อย “แม่ วันนี้ผม…”
ยังไม่ทันพูดจบ รองเท้าแตะของเฉินเจาเม่ยก็ลอยมาถึงตัว “ฉันรู้! ฉันรู้! ทุกครั้งแกก็พูดแบบนี้ แกนี่มันชอบเื่จริง ๆ เก่งนักหรือไง? ถ้าเก่งนัก ก็พาน้อง ๆ ของแกออกไปเลี้ยงเองเลยไป!”
เฉินเจาเม่ยโกรธจนตาลุกเป็ไฟ พ่อของพวกเขาตายไปั้แ่เด็ก เธอต้องเลี้ยงดูเด็กทั้งสามคนนี้เพียงลำพัง กลางวันเธอทำงานในทุ่งนา ตกกลางคืนยังต้องไปรับงานฝีมือจากโรงงานแถวบ้านมาทำ ทำงานหนักจนแทบตาย เพื่อให้เด็กทั้งสามคนไม่อดตาย แถมยังต้องกัดฟันประหยัด ขอยืมเงินญาติมิตรเพื่อส่งเด็กทั้งสามคนเข้าโรงเรียน
สองปีมานี้ ชีวิตความเป็อยู่ของทุกคนดีขึ้นเนื่องจากมีนโยบายปฏิรูปที่ดินทำกิน แบ่งที่ดินทำกินให้กับชาวบ้าน ผลผลิตที่ปลูกได้ นอกจากจะส่งเป็ภาษีแล้ว ที่เหลือก็เป็ของตัวเอง สามารถเลี้ยงดูลูก ๆ ได้อย่างไม่ลำบาก เมื่อลูกชายคนโตเรียนจบและเขาตั้งใจทำงานสักสองสามปี ครอบครัวก็จะมีหวัง
ไม่นึกเลยว่าหลังจากปลดประจำการแล้วไอ้ลูกชายคนนี้ก็ไม่ยอมหางานดี ๆ ทำ เอาแต่ไปรับจ้างทำงานหนัก ได้เงินมาก็ไม่เท่าไหร่เอาแต่ไปช่วยเหลือคนอื่น พระโพธิสัตว์ยังไม่ใจดีเท่าลูกคนนี้เลย
เหวยเจาเอามือลูบจมูก บอกให้น้อง ๆ อย่าทำให้แม่โกรธอีกแล้วออกไปขอยืมข้าวจากข้างบ้าน
...
อวิ๋นซานออกไปหาคนมาซ่อมประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย แต่พานหงเสียยังรู้สึกหวาดกลัว
พานหงเสียรู้สึกโชคดีมากที่วันนี้ได้ไปที่ถนนเจี้ยนเซ่อและโชคดีที่เหวยเจาเข้ามาช่วยเหลือไว้ทัน
พอพูดถึงเหวยเจาก็ทำให้นึกถึงหลินสุยอัน ในใจก็อ่อนยวบ
ในตอนแรกว่าจะพูดอะไรดี ๆ เกี่ยวกับหลินสุยอันให้อวิ๋นซานฟัง จากนั้นก็พูดกับอวิ๋นโหย่วฝูว่าจะโทรไปถามข่าวคราวของหลินสุยอันดีไหม ไม่ได้ข่าวคราวนานขนาดนี้ก็น่าเป็ห่วง
อวิ๋นโหย่วฝูก็เห็นด้วย
สองวันมานี้อวิ๋นซานทำงานล่วงเวลา ตัดเย็บปกเสื้อได้กว่า 200 ชิ้น เหลือผ้าอีกประมาณสองร้อยชิ้น เธอต้องทำให้เสร็จทั้งหมดในอีกไม่กี่วันนี้
จริง ๆ แล้วก็ต้องขอบคุณมารดาที่คอยช่วยเหลือ
พานหงเสียสนใจการตัดเย็บเสื้อผ้าเป็พิเศษ จริง ๆ แล้วเมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเธอก็เคยตัดเย็บเสื้อผ้าเอง โดยเฉพาะเมื่อไม่กี่ปีก่อน เสื้อผ้าสำเร็จรูปแพง ซื้อไม่ไหว ได้แต่เก็บตั๋วซื้อผ้าเอาไว้ ซื้อผ้ามาตัดเย็บเองไม่ได้พิถีพิถันว่าจะทำได้ดีแค่ไหน ขอแค่มีรูปร่างเป็เสื้อผ้าก็พอ
เธอถักผ้าพันคอเป็ ไหมพรมราคาถูกกว่าเสื้อสำเร็จรูป ผู้หญิงยุคนั้นส่วนใหญ่มักจะเลือกถักเอง
ตอนนี้พอเห็นลูกสาวทำปกเสื้อเธอก็คอยอยู่ข้าง ๆ หวังว่าตัวเองจะพอช่วยอะไรได้บ้าง
แน่นอนว่าอวิ๋นซานถ่ายทอดทุกอย่างให้มารดาของตัวเอง ั้แ่การร่างแบบไปจนถึงการตัดและเย็บ เธอรู้สึกมาตลอดว่ามารดาของเธอมีพร์ เสื้อผ้าที่มารดาเคยทำเมื่อก่อน ก็ไม่เคยมีใครสอน ล้วนแต่ลองผิดลองถูกเอง ตอนนี้เธอเพียงแค่แนะนำนิดหน่อยแม่ก็เข้าใจได้แล้ว
ในตอนกลางวันช่านช่านต้องนอนสองรอบ อย่างน้อยต้องออกไปเดินเล่นหนึ่งครั้ง เวลาที่เหลือขอแค่ให้เธอกินอิ่มก็วางไว้บนเตียงให้เธอคลานเองได้ อาหารของเธอก็ทำง่าย นอกจากชงนมผงให้เธอ ก็แค่ต้มโจ๊กหรือทำอาหารบดง่าย ๆ ก็เพียงพอแล้ว สามารถใช้เตาเล็ก ๆ วางในห้องนั่งเล่นได้เลย เพื่อจะได้คอยดูไฟและทำเสื้อผ้าไปด้วย
ส่วนผ้าอ้อมของช่านช่านก็สามารถเปลี่ยนทิ้งไว้ก่อน พอตกเย็นค่อยเอามาซักรวมกัน
สองคนจัดการเื่พวกนี้เรียบร้อยแล้วเวลาในการทำปกเสื้อก็เพิ่มขึ้นมาก
มีครั้งหนึ่งอวิ๋นซานออกไปซื้อผัก น่าแปลกใจที่พบว่าบนถนนมีคนเริ่มใส่เสื้อไหมพรมทับเสื้อเชิ้ตเริ่มจะไม่ใช่แค่เธอคนเดียว
ดูเหมือนว่ากระแสแฟชั่นนี้กำลังมาแรงนะ
อวิ๋นซานไปที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ โรงงานเครื่องจักรและที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเมือง ทุกครั้งที่ไปถึงจุดหมาย ปกเสื้อของเธอก็มักจะขายหมดเกลี้ยง
ทั้งแบบผู้ชายและผู้หญิงขายล้วนขายดีทั้งคู่
เมื่อเหลือประมาณ 60-70 ชิ้น อวิ๋นซานก็ทำเงินได้กว่า 1,500 หยวน
ตอนนี้พานหงเสียไม่ได้พูดเื่ที่การตั้งแผงขายของมันดูไม่ดีแล้ว แต่กลับพูดกับเธอว่า “อีกไม่นานก็ขายหมดแล้วหรือว่าเราไปซื้อผ้ามาเพิ่มดีไหม?”
อวิ๋นซานตอบว่า “ผ้าพวกนี้หาได้ยาก ถึงแม้จะซื้อได้ ก็ไม่ใช่ราคาเดิมแล้ว ถ้ายังเป็ราคา 1.2 หยวนต่อฉื่อเหมือนเดิมพวกเราขายปกเสื้อชิ้นละ 4 หยวน ก็ไม่มีกำไรเลย”
พานหงเสียทำหน้าเสียดาย แต่คิดอีกที “พวกเราขึ้นราคาได้ไหม? ขาย 5 หยวนเป็ไง?”
อวิ๋นซานส่ายหัว “แบบนั้นก็ได้กำไรอยู่แต่ก็ได้ไม่กี่เหมา ลูกค้าอาจจะไม่ยอมรับ บางคนอาจคิดว่าซื้อผ้ากลับไปทำเองคุ้มกว่า”
พานหงเสียพูดว่า “นี่มันเป็เื่ที่พูดแล้วทำได้เลยเหรอ? ถ้าไม่มีฝีมือก็จะเสียผ้าไปเปล่า ๆ ถ้าถามแม่นะ จ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อยแล้วซื้อสำเร็จมันคุ้มกว่า”
อวิ๋นซานอดขำไม่ได้ คนที่ปกติคิดคำนวณอย่างละเอียดรอบคอบดูเหมือนจะไม่ใช่เธอเสียแล้ว
ในขณะที่พวกเธอกำลังถกเถียงกันว่าจะสั่งผ้าเข้ามาอีกล็อตหรือไม่ แผงขายของเล็ก ๆ ของอวิ๋นซานก็ถูกคนแจ้งความเสียแล้ว