ดวงตาของฟีลิปโป อินซากีเบิกกว้าง สมองของเขาพลันว่างเปล่า มีแต่เสียงดังวิ้งๆ อยู่ในหู
เขาไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ณ ตอนนี้
บุรุษที่อยู่ตรงหน้าคือราชาที่ถูกแต่งตั้งขึ้นโดยจักรพรรดิยาซินแห่งราชอาณาจักรเซนิทสถานะของเขาทั้งยิ่งใหญ่และสูงส่ง เป็นสายเลือดของราชวงศ์ที่บริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังเป็นถึงยอดฝีมือที่สามารถยัดเยียดความปราชัยให้แก่อัศวินพระอาทิตย์สีทอง หนึ่งในสิบอัศวินผู้ตัดสินแห่งราชอาณาจักรเซนิทที่เลื่องลือ สำหรับอินซากีแล้วซุนเฟยคือบุคคลในตำนานผู้สูงส่งที่พวกเขาทำได้แค่เพียงเงยหน้าชื่นชมเท่านั้น
บุคคลในตำนานแบบนี้บางที ต่อให้เป็นชั่วชีวิตของเขาก็ไม่อาจได้พูดคุยด้วยเลยแม้แต่คำเดียว
วันนี้มีวาสนาได้นั่งดื่มเหล้าร่วมโต๊ะกับซุนเฟยในร้านเหล้าไอวี่ลีกก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันแล้ว แค่นี้ก็คุ้มค่ามากพอสำหรับพวกเขาอีกทั้งยังทำให้พวกเขาไปคุยโม้โอ้อวดกับเหล่าสหายด้วยกันในอนาคตได้ไม่รู้จบ...แต่ใครจะรู้ว่าบุคคลในตำนานผู้นี้จะมาปรากฏตัวต่อหน้าตนเองอีกครั้งและยังยินดีที่จะรับเขาเป็นลูกศิษย์อีกด้วย...นี่ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?
“ฟิลิปส์...เจ้ายังมัวตะลึงอะไรอยู่เล่า?” ยอร์กถลึงตามองเจ้าเด็กผิวดำที่มัวแต่ยืนเอ๋ออยู่กับที่อย่างหงุดหงิดด้วยความกังวลกลัวว่าซุนเฟยจะเปลี่ยนใจ ยอร์กจึงเอื้อมมือไปบิดเอวของฟิลิปส์อย่างแรง
“อ๊ะ...ยินดี...ฝ่าบาท...ข้าน้อยยินดี แน่นอนว่ายินดี!”ในที่สุดอินซากีก็ได้สติ เขาคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังก่อนจะละล่ำละลักตอบกลับอย่างตื่นเต้นไม่หยุดปากทันใดนั้นเองเขาก็เหมือนกับนึกอะไรบางอย่างออก รอยยิ้มดีใจบนใบหน้าก็แข็งค้างขึ้นมาทันทีสีหน้าของเขาดูลังเลก่อนจะตัดสินใจเปิดปากพูดออกมาว่า “ฝ่าบาท ทีน่ากับท่านลุงยอร์กและคนอื่นๆ...พวกเขา...พวกเขาไปกับข้าน้อยได้หรือไม่ขอรับ...”
“ไอ้หนู ไอ้โง่ ไม่ต้องกังวลแทนพวกข้า นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากนะ...” ชายร่างสูงยอร์กรีบพูดแทรกขึ้นมาเขาแทบอยากจะปรี่เข้าไปกระโดดถีบขาคู่ที่ก้นของอินซากีเสียเดี๋ยวนี้
ซุนเฟยหัวเราะเสียงดังก่อนจะพูดว่า“ฮ่าๆๆ ดีมาก ยามนี้แม้ว่าจะได้ดีแล้วก็ไม่หลงลืมมิตรสหายของตัวเองเห็นได้ชัดว่าสายตาของข้าช่างแหลมคมยิ่งนัก ข้าพอใจเจ้ามากเลยล่ะฟิลิปส์ ถ้าเจ้ามาเป็นศิษย์ของข้ามิตรสหายของเจ้าก็จะเป็นแขกผู้มีเกียรติของอาณาจักรแซมบอร์ด นับจากวันนี้เป็นต้นไปพวกเขาทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของข้า และหากพวกเจ้ายินยอมข้าก็จะให้พวกเจ้าเป็นประชาชนเมืองแซมบอร์ดของข้า!”
“โอ้ นี่...นี่มันเยี่ยมไปเลย ดีจริงๆ! ขอบพระทัยฝ่าบาท!ขอบคุณท่านอาจารย์!” ความลังเลในใจของอินซากีพลันสลายไปเขารีบโขกหัวขอบคุณด้วยความตื้นตัน
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” ยอร์กเองก็บ่อน้ำตาตื้นขึ้นมาเช่นกันเขาคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวดีๆ แบบนี้จะแบ่งปันมาถึงตัวเองด้วยเขารีบคุกเข่าลงโขกหัวขอบคุณซุนเฟย
“ลุกขึ้นเถอะ ฮ่าๆๆ ดี ดีมาก! นับจากวันนี้เป็นต้นไปเจ้าจะเป็นศิษย์ลำดับที่หนึ่งของข้านี่เป็นของขวัญสำหรับการพบหน้ากัน” ซุนเฟยแบมือออกมาทันใดนั้นประกายแสงสว่างสดใสก็สว่างขึ้น จากนั้นกริชสองมือสีดำที่มีรูปทรงแปลกๆ ก็ปรากฏขึ้นมาบนฝ่ามือของเขา
กริชเล่มแรกด้ามจับของมันมีลวดลายก้นหอยที่ดูประณีต ใบกริชบางและเบามากยามสะท้อนกับแสงแดด ใบกริชก็เหมือนมีเปลวไฟกำลังสั่นไหวระริกอยู่เรื่อยๆใบกริชโค้งงอสี่ส่วน แต่ละส่วนคมกริบและดูเนียนละเอียดมากนักแต่เนื่องจากมีรูปทรงแปลกทำให้เพียงกวาดผ่านผิวหนังเบาๆ ก็สามารถเรียกเลือดให้ไหลออกมาได้แล้ว ส่วนอีกเล่ม ด้ามจับถูกแกะสลักออกแบบมาเป็นรูปงูที่เลื้อยพันรอบด้ามปากของมันจะอ้าออกกว้างสำหรับปล่อยอาวุธลับเล็กๆใบกริชหนาและหนักราวกับเป็นขวานที่พร้อมประหัตประหารชีวิตคนกริชทั้งสองเล่มนี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วย 'โครงกระดูกปีศาจ' กับ 'แร่เหล็กดำ' และที่สำคัญ มันยังเป็นผลงานการออกแบบโดยซุนเฟยกลิ่นอายจากตัวกริชที่แผ่กระจายออกมาดูเย็นยะเยือกเพียงได้เห็นก็รู้สึกกลัวขึ้นมา
คราแรกที่ได้เห็นมันฟีลิปโป อินซากีก็รู้สึกเหมือนกับกำลังถูกกริชสองมือนั่นล่อลวง ในใจของเขาพลันรู้สึกอิ่มเอมใจขึ้นมาประหนึ่งเป็นวีรบุรุษหนุ่มที่กำลังพบรักกับเทพธิดาสาวก็ไม่ปานเขาไม่อาจละสายตาออกจากมันได้เลย ราวกับว่าในใจของเขากำลังร้องเรียกหามันอยู่
“นี่คือ 'สายธารแห่งความตาย' และ 'สัมผัสอสรพิษ' กริชทั้งสองเล่มนี้แข็งแกร่งมากเป็นอาวุธที่เทียบชั้นกับอาวุธระดับพระเจ้าได้มันสามารถทะลวงชุดเกราะหนักได้อย่างง่ายดายกริชสองเล่มนี้คู่ควรกับความสามารถพิเศษในการซ่อนตัวของเจ้าเป็นที่สุดและด้วยกริชทั้งสองเล่มนี้ เจ้าจะสามารถแสดงฝีมือการลอบสังหารที่น่าครั่นคร้ามออกมาได้วันนี้ มันเป็นของเจ้าแล้ว ข้าหวังว่าเมื่อมันได้ไปอยู่ในมือของเจ้า เจ้าจะสามารถดึงศักยภาพของมันออกมาใช้ได้นะ!”
“ท่านอาจารย์ ข้าจะจดจำคำสอนของท่าน!” อินซากีรับกริชทั้งสองเล่มมาถือไว้ในมือแล้วกำมันไว้แน่นความเปรมปรีดิ์แล่นพล่านไปทั่วร่าง อาวุธก่อนหน้านี้ที่เขาใช้ก็คือกริชดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับวิธีใช้กริชเป็นอย่างดีเขาสามารถควบคุมกริชในมือได้อย่างไหลลื่น ไม่ว่าจะเป็นกริชชนิดใดเมื่อมาอยู่ในมือเขาแล้วก็กลายกลุ่มเงาดำๆ ที่โลดแล่นไปมาอยู่กลางอากาศได้ไม่นานอินซากีก็สามารถใช้กริชสองมือนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว
“และนี่คือตราสัญลักษณ์ของข้า...”ซุนเฟยหยิบตราสัญลักษณ์ที่มีลักษณะเป็นรูปวงกลมสีดำแกะสลักเป็นรูปหัวสุนัขสองหัวออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วมอบให้กับอินซากี“ค่ายทหารของเมืองแซมบอร์ดตั้งอยู่นอกเมืองน้ำพุร้อนข้าให้เวลาพวกเจ้าเตรียมตัวเก็บข้าวของหนึ่งคืน จำเอาไว้นะ พรุ่งนี้ก่อนเที่ยงเจ้าจะต้องพายอร์กและพวกเด็กๆ ไปหาข้าที่ค่ายทหารเพราะตอนเที่ยงตรงพวกข้าจะต้องเดินทางออกจากเมืองน้ำพุร้อน หากช้าไปเพียงนิดเดียวข้าจะไม่รอเจ้า!”
“ขอรับ ฝ่าบาท!” อินซากีกำตราสัญลักษณ์ในมือแน่นราวกับจะรักษามันเท่าชีวิตของเขาเอง
หลังจากพักอยู่ที่นั่นเพียงชั่วครู่ซุนเฟยก็พาแองเจล่าและเจ็มม่าเดินทางออกมาจากเขตสลัมด้วยการบอกทางของอินซากีพวกเขาพากันแวะเที่ยวชมเมืองอีกรอบหนึ่ง เมื่อถึงเวลาโพล้เพล้ พวกเขาก็ค่อยมุ่งหน้าออกไปยังประตูเมืองน้ำพุร้อนครั้งนี้เพราะมีรถม้าเวทมนตร์ที่เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นชนชั้นสูงเพียงทหารยามเห็นรถม้าเวทมนตร์มาแต่ไกลๆ ก็รีบเปิดประตูเมืองรออย่างนอบน้อมพวกเขาไม่กล้าพูดหลอกลวงไถเงินจากพวกซุนเฟยอีกทำให้ซุนเฟยสามารถเดินทางออกจากเมืองน้ำพุร้อนได้อย่างราบรื่น
เมื่อกลับมาที่ค่ายซุนเฟยก็เอ่ยถามเหตุการณ์ต่างๆ ภายในค่ายตอนที่พวกเขาไม่อยู่แน่นอนว่าทุกอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น
หลังจากอาบน้ำเสร็จ สองสาวก็พากันล้มตัวลงนอนบนเตียงและหลับลึกไปในทันทีเท้าของพวกนางบวมเป่งอย่างน่าสงสาร ซุนเฟยเปลี่ยนเป็น 'โหมดจอมเวท' ก่อนที่จะเข้าไปในโลกDiabloเพื่อทำการอัพเลเวลตัวเอง
ทันทีที่เขาปรากฏกายขึ้นมาที่ 'ค่ายโร้ก' ซุนเฟยก็เดินไปหาทหารรับจ้างสาวเอเลน่าทันทีหลังจากที่เคลียร์เควสในแผนที่แรกทั้งหมดเรียบร้อยแล้วนอกจากจะได้รับพลังของทหารรับจ้างสาวคนอื่นๆ และมีพลังเพิ่มมากขึ้นนางยังสามารถแทนที่ทหารรับจ้างสาวคนอื่นๆ ในอาชีพทั้งเจ็ดได้อีกด้วยเอเลน่าเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเมืองแซมบอร์ดให้ซุนเฟยฟังอย่างละเอียด
“ยอดฝีมือชุดดำลึกลับ?”
เมื่อได้ยินว่ามียอดฝีมือชุดดำลึกลับปรากฏตัวออกมาช่วยชีวิตบรู๊คเอาไว้ใบหน้าของซุนเฟยก็ปรากฏร่องรอยความสงสัยขึ้นมา ไม่รู้ทำไมในใจของเขาถึงได้รู้สึกแปลกๆ ราวกับว่าตัวเขาคุ้นเคยกับยอดฝีมือลึกลับคนนี้หรือว่าจะเคยพบกันมาก่อนนะ
“ท่านบรู๊คยังสั่งฆ่าราชาแบล็กสโตน ราชาชื่อสุ่ยและราชาเธรซ เรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อการเดินทางไปที่เมืองหลวงของอเล็กซานเดอร์ไหม?” ทหารรับจ้างสาวถามขึ้นมาอย่างเป็นกังวลไม่ว่าจะถูกหรือผิด ในสายตาของนางแล้ว ขอแค่ไม่ส่งผลเสียให้แก่ซุนเฟยก็เป็นพอ
“ไม่เป็นไร ราชาทั้งสามคนนี้ก็มีจิตใจที่ชั่วช้าอยู่แล้วกล้ามากที่มาลอบแทงข้างหลังข้า การที่บรู๊คสังหารมันไปนับว่าเป็นเรื่องดีอยู่ดีไม่ว่าดีดันแส่มาหาที่ตาย ฮ่าๆๆ ลองเปลี่ยนเป็นข้าที่ไปอยู่ในสนามรบแทนสิ ข้าจะสับพวกมันทั้งสามตัวให้กลายเป็นเนื้อบดจนมารดาของพวกมันจำหน้าไม่ได้เลย!”ซุนเฟยหัวเราะออกมาเบาๆ“ช่วงนี้นักบวชแมซโซลาก็ส่งข่าวสารข้อมูลมาให้ข้าตั้งมากมายและข้าก็ได้มอบข้อมูลข่าวสารพวกนั้นให้กับบรู๊คและท่านอาเบสท์ไปจนหมดแล้วพวกเขาจำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้ ณ ตอนนี้ราชอาณาจักรเซนิทเริ่มสั่นคลอนแล้วจักรพรรดิยาซินเองก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน จะศึกนอกหรือศึกในก็วุ่นวายไม่ต่างกัน ดังนั้นคงมีหมาแมวบางตัวที่คิดจะฉวยโอกาสในช่วงระส่ำระส่ายแบบนี้หยิบชิ้นปลามันอยู่แน่ๆพวกเราจำเป็นต้องสั่งสอนพวกมัน ทำให้ไอ้พวกหมาแมวเหล่านี้รับรู้ว่าเมืองแซมบอร์ดไม่ใช่ว่าใครก็มาข่มเหงได้ดังนั้นสิ่งที่บรู๊คทำนับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด!”
“ท่านบรู๊คให้ข้ามาแจ้งข่าวกับท่านว่าการแข่งขันที่จัดขึ้นในเมืองหลวงครั้งนี้น่าจะมียอดฝีมือจากวิหารอัศวินเข้าร่วมด้วย ดังนั้นท่านต้องระวังตัวให้มาก”เอเลน่านึกถึงสิ่งที่บรู๊คกำชับไว้
“ฮ่าๆ ขนาดเจ้านายของพวกมันข้ายังกระทืบมาแล้ว นับประสาอะไรกับพวกสุนัขติดตามพวกนั้น”ซุนเฟยไม่รู้สึกกังวลใจใดๆ เขายังคงเชื่อมั่นในฝีมือตัวเองอยู่พอสมควร
ก่อนที่จะออกเดินทางซุนเฟยได้ทิ้งของดีไว้ในเมืองแซมบอร์ดอยู่สองสามอย่าง และในสงครามปกป้องเมืองแซมบอร์ดครั้งนี้ก็ยังไม่ได้ถูกนำออกมาใช้ด้วยดังนั้นเขาจึงไม่ห่วงเรื่องความปลอดภัยของเมืองแซมบอร์ด“ถ้าบรู๊คและท่านอาเบสท์ทำตามแผนการที่ข้าวางไว้ก่อนที่จะออกเดินทางได้สำเร็จรอจนข้ากลับมาจากเมืองหลวงเสียก่อนเถอะ เมื่อถึงตอนนั้นต่อให้เป็นราชอาณาจักรเซนิทข้าก็ไม่ต้องกลัวมันอีก”
หลังจากที่ฟังรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเมืองแซมบอร์ดเสร็จซุนเฟยและเอเลน่าก็เปิดประตูมิติเพื่อไปยัง 'ลุกค์โกลไลน์' ใน 'โหมดจอมเวท' พวกเขาเหลือเพียงเควสกำจัดลาสบอสของแผนที่ที่สองเท่านั้นพวกเขาทั้งสองคนจะต้องเข้าไปหาแท่นบูชาที่ซ่อนอยู่ใน 'สุสานทัลแรช'
โชคของซุนเฟยครั้งนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร
พวกเขาทั้งสองคนต้องสังหารมอนสเตอร์ที่อยู่ในแคนยอนออฟเดอะเมไจตลอดทางครั้งนี้การล้างบางเหล่ามอนสเตอร์ดูยากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาพวกเขาต้องเสียเวลาไปมากกว่าสามชั่วโมงถึงจะฝ่าฝันมายืนอยู่หน้าประตูยักษ์โบราณที่เป็นทางเข้าสุสานทัลแรชได้
สุสานโบราณนี้มีเรื่องเล่าที่ทำให้ผู้คนรู้สึกฮึกเหิมอยู่
ว่ากันว่าทัลแรชเป็นชื่อของวีรบุรุษผู้กล้าคนหนึ่งและเขาก็ยังเป็นผู้นำสมาคมจอมเวทฮอราดิมในการเข้าร่วมทำสงครามกับพวกปีศาจที่เข้ามารุกรานในโลกDiabloเมื่อนานมาแล้ว เขาเป็นจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ที่มากด้วยพลังและสติปัญญาทั้งยังเป็นผู้สังหารร่างเนื้อของจอมปีศาจบาอัลอีกด้วย แต่นั่นต้องแลกมาด้วยชีวิตของเขาเอง แม้ดวงวิญญาณของบาอัลจะไม่แตกสลายแต่ก็ต้องถูกจองจำไว้ในร่างของตัวเอง และเป็นเรื่องยากมากที่เขาจะหลบออกไปได้
ตอนนี้‘จอมเวทซุนเฟย’ ก็เลเวล 37 แล้ว ส่วนเอเลน่าก็เลเวลอัพถึง36 ความเร็วในการอัพเลเวลของโหมดนี้ค่อนข้างเร็วกว่า 'โหมดคนเถื่อน' มาก อาจเป็นเพราะว่า ในโหมดของจอมเวทนั้น เขาสวมชุดเกราะที่เป็นไอเทมระดับเจ็ดอย่าง 'ทักษะของอาร์แคนน่า' ทำให้ทักษะการโจมตีแบบกลุ่มของจอมเวทแข็งแกร่งมากขึ้นความสามารถในการล้างบางพวกมอนสเตอร์จึงเหนือชั้นยิ่งกว่าคนเถื่อนดังนั้นความเร็วในการอัพเลเวลจึงรวดเร็วกว่า
ในขณะที่เข้าสู่ 'สุสานทัลแรช' พวกเขาสองคนไล่สังหารปีศาจนับไม่ถ้วนมาตลอดทางจนกระทั่งเดินทางมาถึงแท่นบูชาที่ถูกผนึกไว้ ซุนเฟยหยิบอัญมณีมาเสียบลงบนแท่นบูชาในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนว่าใกล้จะหมดเวลาจากน้ำเสียงเย็นชาลึกลับ
แผนการสังหารดูเรียลครั้งนี้คงต้องพักเอาไว้ชั่วคราว
……
วันที่สอง
ยามรุ่งสาง
ตรงขอบฟ้าตะวันออกเป็นสีขาวสายลมในยามเช้าช่างเย็นยะเยือก ท้องฟ้ายังคงเต็มไปด้วยหมอก
หมอกสีขาวขนาดใหญ่เข้าปกคลุมไปทั่วพื้นที่หากอยู่เกินจากรัศมีสิบเมตรจากตัวเองก็จะมองไม่เห็นอะไร
ในค่ายเมืองแซมบอร์ดตรงริมฝั่งแม่น้ำก็เริ่มคึกคัก เมื่อวานในช่วงเย็นฝ่าบาททรงมีรับสั่งว่าให้ออกเดินทางในวันนี้เหล่าเทศกิจจึงพากันตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อออกกำลังกาย และเริ่มเก็บข้าวของต่างๆพวกเขาช่วยกันถอนและพับเต็นท์เตรียมพร้อมออกเดินทาง
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาแต่ไกล
ดวงตาของเฟร์นันโดตอร์เรสที่ได้รับหน้าที่ในการดูแลความแลความปลอดภัยรอบนอกค่ายพลันสว่างวูบมือขวาของเขาคว้าคันธนูที่อยู่ข้างกายขึ้นมาส่วนมือซ้ายก็เอื้อมไปหยิบลูกธนูที่อยู่ในกระบอกออกมาเสียงฝีเท้าเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“หยุดอยู่ตรงนั้น ที่นี่เป็นค่ายของกองทัพเมืองแซมบอร์ดหากก้าวเข้ามาในรัศมียี่สิบเมตร ตาย!” ตอร์เรสตะโกนเตือนออกไป
“เป็น...ค่าย...เมือง...แซม...บอร์ด...จริงๆ...ข้า...ข้า...คือ”เสียงฝีเท้ายิ่งดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆเงาร่างที่เต็มไปด้วยเลือดก็วิ่งถลาพรวดพราดเข้ามา จังหวะการก้าวเดินสะเปะสะปะเขาไม่ฟังคำเตือนของตอร์เรสเลยสักนิด ทั้งยังเพิ่มความเร็วในการวิ่งเข้ามาอีกด้วย
------------------------------