ปกป้องข้าที ข้าอ่อนแอ!
11 ฮีทเตอร์ประจำตำแหน่ง
ลูกศิษย์สำนักกระบี่สกุลฉินที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างจ้องมองดูเหตุการณ์โดยไม่กล้ากระพริบตา
บรรยากาศอึดอัดจนรู้สึกวิงเวียน กระแสไอปราณน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากชายเสื้อสีดำหมุนวนเป็มวลใหญ่ครอบคลุมบริเวณนั้น ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวเลยแม้แต่อย่างเดียว
ฉินหย่งสือ เป็ที่ขึ้นชื่อของเหล่าลูกศิษย์และผู้มีวรยุทธิ์ทั้งหลาย ว่าเป็ผู้ที่มีความเฉียบขาด ดุดัน ไม่ปราณีแม้กระทั่งพวกพ้องของตน เมื่อเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นดำทะมึนก็พลันรู้สึกครั่นคร้ามกันถ้วนหน้า
ลู่เว่ยหลงปล่อยมือจากกระบี่บนพื้นแล้วขยับตัวยืนตรง หันไปทำความเคารพคนตัวสูงด้วยร่างกายที่สั่นหงึกหงัก
“คะ... คุณชายใหญ่”
ลู่เว่ยหลงข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ยื้อไม่ให้ขาทั้งสองข้างวิ่งหนี แล้วกลับมายืนก้มหน้านิ่งไม่กล้าแม้แต่สบตา
‘พยัคฆ์แดง’ คนนี้ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก!
ข้าไม่แปลกใจแล้วว่า เหตุใดคุณชายลู่คนก่อนจึงได้หวาดกลัวคนๆนี้เข้าไส้
ดวงตาเฉียบคมของรอบประมุขตวัดหันไปมองจางฉวน ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก เข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาฉับพลัน เขารีบคารวะท่านรองประมุขก่อนกุลีกุจอเก็บกระบี่บนพื้นและวิ่งหนีออกไปไกล
เมื่อประมุขฉินที่หัวเราะหึหึเดินเข้ามาสมทบบุตรชายอย่างเนิบนาบ กระแสปราณกดดันเ่าั้จึงค่อยแ่ลง
บรรยากาศกลับมามีชีวิตชีวาเช่นเดิม
ลู่เว่ยหลงสูดหายใจเฮือกใหญ่เข้าท้อง โล่งใจที่ยังไม่ขาดอากาศหายใจตาย ก่อนจะหันไปทำความเคารพผู้ที่เพิ่งมาใหม่
“ประมุขฉิน”
คนมีอายุยิ้มให้ ก้มรับตามมารยาท
“อาการป่วยดีขึ้นแล้วรึอาหลง จึงออกมาเดินข้างนอกเช่นนี้”
ลู่เว่ยหลงนิ่งอึ้ง แล้วจึงหัวเราะแหะๆ
ความแตกเสียแล้วสิ...
“จากนี้มาร่วมมื้อค่ำกันที่เรือนใหญ่เถิดอาหลง จะได้สอบถามสารทุกข์สุกดิบกันได้สะดวก รับสำรับอยู่คนเดียวที่เรือนแยกจะยิ่งทำให้ร่างกายเ้าแย่ลง”
ประมุขฉินพูดยิ้มๆ
“เริ่มจากวันนี้เลย ข้าจะบอกกวงฮูหยินให้จัดการเตรียมสำรับของเ้าให้”
เมื่อเ้าของจวนพูดรวบรัดมัดมือชกให้แล้ว ลู่เว่ยหลงก็ทำได้เพียงตอบรับหน้าแหย
“ขอรับ”
“เอาล่ะ ข้าจะไปดูอาชางฝึกศิษย์เสียหน่อย หย่งสือ เ้าช่วยดูแลน้องด้วย”
“ขอรับ” ฉินหย่งสือตอบคำ
ประมุขฉินเดินออกไป เหล่าลูกศิษย์ต่างเดินตามไปยังลานฝึกเพื่อฝึกวิชากระบี่ต่อ
ลู่เว่ยหลงและฉินหย่งสือยังคงยืนเงียบ ดวงตากลมเฉไฉไปไล่มองการตกแต่งอย่างบรรจงของเรือนในบริเวณนั้น เพื่อสงบสติอารมณ์ของตน มิให้อาการผวาผิดปกติทั้งหลายแสดงอาการ
กระแสปราณอุ่นจางๆทำให้ลู่เว่ยหลงรู้สึกสบาย
“ชุดใหม่อุ่นดีหรือไม่?”
ฉินหย่งสือถามเรียบๆ ลู่เว่ยหลงหันมาหาคนพูด
“อุ่นดีขอรับ”
“อืม”
กลับมามีแต่ความเงียบอีกครั้ง
“เ้าใช้ปราณได้แล้วหรือ?”
ลู่เว่ยหลงกระพริบตาปริบนึกย้อนไป อ้อ.. เมื่อครู่นี้เขาคงเห็นข้ายกกระบี่ขึ้นมาได้นิดหน่อยสินะ
“ได้เพียงเล็กน้อยขอรับ มีก็เหมือนไม่มี”
“อืม”
ความเงียบยังคงเป็ลูกค้าขาประจำ
“...อุปกรณ์ที่ซื้อไป ได้ใช้บ้างแล้วหรือไม่?”
“ได้ใช้บ้างแล้วขอรับ”
“เ้าชื่นชอบงานฝีมือรึ?”
“ข้าอยู่ว่างๆ จึงหาอะไรทำไปเรื่อยเปื่อยขอรับ”
ฉินหย่งสือพยักหน้าเบาๆ ลู่เว่ยหลงรู้สึกอยากชวนคุยต่อ
“ของที่ซื้อจากร้านในตลาดทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็ของคุณภาพดี ข้าจึงนำมาใช้ได้ง่ายและลองทำสิ่งต่างๆออกมาได้หลากหลายขอรับ ต้องขอบคุณคุณชายใหญ่ด้วย”
“ทำอะไรไปบ้างรึ?”
ฉินหย่งสือเอ่ยถามนิ่งๆ ลู่เว่ยหลงฉุกคิด
ความสามารถนี้ และสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ จะบอกคนๆนี้ดีหรือไม่?
“แกะสลักลวดลายลงบนไม้บ้าง เย็บผ้าบ้างขอรับ”
“เย็บผ้า?”
ฉินหย่งสือเลิกคิ้วหนา การเย็บผ้าเป็งานของสตรี
“เย็บถุงขอรับ วานให้ใครทำก็ไม่ได้ จึงเย็บขึ้นมาเองขอรับ”
“อืม”
ฉินหย่งสือเงียบลงไป ลู่เว่ยหลงเองก็ครุ่นคิด เื่ปราณของเขาทุกคนก็รู้กันอยู่ว่าแทบใช้การไม่ได้ แต่เื่ที่เขาเพิ่งค้นพบใหม่ว่าเขามีความสามารถเป็ช่างฝีมือปราณ เป็สิ่งที่ควรบอกคนอื่นง่ายๆได้เช่นนั้นหรือ?
เขาไม่รู้ว่าสิ่งนี้ควรป่าวประกาศหรือเก็บไว้กับตัวดี เพราะความสามารถนี้เรียกได้ว่าจะเปลี่ยนชีวิตคนไร้ค่าของเขาไปอีกทางได้
ไม่รู้ว่าอะไรดลบันดาลให้ลู่เว่ยหลงขยับมือไปคว้ามีดพกสั้นที่แอบเหน็บไว้ที่สายคาดเอวออกมาให้ฉินหย่งสือดู
จิ้นฝานใ แต่ก็กลับไปนั่งสงบเสงี่ยมเช่นเดิม
ฉินหย่งสือขมวดคิ้วเมื่อเห็นมีดพกสั้นในมือขาวจัดของลู่เว่ยหลง เขาเห็นปราดเดียวก็รับรู้ได้ว่ามีดเล่มนี้มีพลังปราณอัดแน่นอยู่
อาวุธปราณเป็ของหายากและเป็สินค้าราคาแพง บุคคลที่มีไว้ในส่วนใหญ่จึงเป็บุคคลที่มีตำแหน่ง หรือร่ำรวย หรือฝีมือเก่งกาจ หรือเป็มรดกตกทอดสืบมาจากบรรพชน
เขามองลายพึลึกรูปแมวที่ถูกสลักไว้บนปลอกและด้ามมีดเล่มนั้น
“เ้าสลักเองรึ?”
“ขอรับ เป็ลายบรูโน่”
“เ้าใส่ปราณของเ้าลงไปรึ?” เลือกที่จะมองข้ามคำประหลาดที่หลุดมาจากปากคนตรงหน้า
“ขอรับ”
ลู่เว่ยหลงยื่นมีดให้ฉินหย่งสือ ฉินหย่งสือคล้ายจะเอื้อมมือมารับ แต่กลับชะงักไปนิดหนึ่ง เหลือบมองหน้าลู่เว่ยหลงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าคนข้างหน้าไม่มีสีท่าแปลกประหลาดอันใด จึงเอื้อมมารับมีดไปดู
หลังจากนั้นเขาจึงยกมาพิจารณาใกล้ๆ เขาดึงมีดออกจากฝักและลองสะบัด
ไม่ผิดแน่ มีดนี้เปี่ยมไปด้วยพลังปราณ หากผู้ใช้ร่วมใส่ปราณลงไปในอาวุธขณะโจมตี จะทำให้ความรุนแรงของพลังเพิ่มขึ้นหลายเท่า มีดด้ามเล็กอาจฟันได้กระทั่งก้อนหินใหญ่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพปราณของช่างฝีมือและตัวผู้ใ้ช้ด้วย
ฉินหย่งสือคืนมีดให้แก่ลู่เว่ยหลง
“เก็บมีดเล่มนี้ไว้ให้ดี อย่าบอกบุคคลอื่นถึงความสามารถนี้พร่ำเพรื่อ เ้าไม่สามารถป้องกันตนเองจากภัยอื่นๆเองได้ ถ้าหากไม่อยากวุ่นวาย ควรเก็บเป็ความลับไว้จะดีกว่า”
เสียงทุ้มบอกกำชับ ร่างบางรับมีดกลับมาไว้ในมือ
“หากผู้ใดเห็นเข้าให้บอกกลับไปว่าข้าซื้อให้”
ลู่เว่ยหลงพยักหน้าพลางเหน็บมีดไว้ที่เดิม
นั่นสินะ ถ้าคนอื่นรู้เื่ที่เขาเป็ช่างฝีมือปราณล่ะก็ ชีวิตของเขาจะต้องวุ่นวายแน่นอน
ช่างฝีมือปราณมีจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อย เขาต้องถูกรบกวนจากผู้มีวรยุทธ์ให้ช่วยสร้างอาวุธให้ หรือให้เขียนยันต์ให้ทั้งวันแน่ๆ หรือที่ร้ายกว่านั้นอาจจะถูกลักพาตัว จับเขาล่ามโซ่ไว้แล้วใช้งานเขาทั้งวันทั้งคืนในโรงงานนรก
อึ๋ยย แค่คิดก็หวาดเสียว ขนลุกชัน ขาสั่นระริก
“หนาวรึ? กลับเรือนไปเสีย มื้อค่ำค่อยออกมาเรือนใหญ่อีกครั้งดีหรือไม่?”
ลู่เว่ยหลงพยักหน้า เขาก้มคำนับคุณชายใหญ่ก่อนจะหันไปหาจิ้นฝานให้พากันกลับเรือน
แต่เมื่อร่างบางเดินห่างออกมาได้ครู่เดียวก็จามฮัดเช้ย พ้นจากระยะปราณอบอุ่นแล้วก็เกิดรู้สึกหนาวขึ้นมาครามครัน
ลู่เว่ยหลงสูดจมูกฟุดฟิดแล้วหันกลับไปดู
พบว่าคนตัวสูงยังยืนอยู่คอยที่เดิมและมองส่งมาทางเขา คุณชายลู่ก้มหัวคำนับให้อีกครั้งแล้วออกเดินไปทางเรือนนอนเช่นเดิม
จะว่าไป... ที่บอกว่า ใครถามให้บอกว่าคุณชายใหญ่ซื้อให้นี่...
แปลว่าพยัคฆ์แดงซื้อของลายแมวให้เขาน่ะสิ!
ดวงหน้าหวานหัวเราะคิกคัก
นี่สินะที่บอกว่า ‘หน้าโหดแต่อยู่ในโหมดคิตตี้’
ลู่เว่ยหลงหลุดจามอีกสามรอบติดกัน เขาสูดจมูก ตัวสั่นเทา
บรื๋อ หน้าหนาวนี่แย่จริงๆ
ถ้ามีฮีทเตอร์ที่อุ่นเหมือนคุณชายใหญ่อยู่ข้างกายตลอดเวลาก็คงจะดีไม่น้อยสินะ
—————
นั่นแน่ ติดใจความอบอุ่นของอิพี่เข้าแล้วล่ะสิ (ฮา)