ตอนที่10 หลานตระกูลซู
“ขอบคุณครับเดี๋ยวผมจะพาพี่น้องมาคารวะปู่เกอนะครับ”
ซูหนิงหลงยังไม่ลืมบอกวัตถุประสงค์แท้จริงของการออกไปดักรอพบสองพี่น้องเขาหันหลังอุ้มกล่องสมบัติวิ่งตรงไปยังประตูหลังบ้านอย่างมีความสุข ทั้งอยากะโโห่ร้องระบายความยินดีออกมาแต่ต้องอดกลั้นไว้เพราะจะสร้างความแตกตื่นให้กับชายชรามากเกินไป
สักพักหนึ่งหลี่หนิงอันและหลี่หนิงหวงผู้มีใบหน้าละม้ายและแต่งตัวเหมือนกันต่างหอบหิ้วถุงสัมภาระหลายใบโดยมีหนึ่งในบรรดาถุงซึ่งน้องเล็กกำลังอุ้มอย่างทะนุถนอมเพราะเป็ถุงบรรจุนมวัวพาสเจอร์ไรซ์ในขวดพลาสติกขาวขุ่นขนาดหนึ่งลิตรหลายขวดพอทั้งสองคนเห็นพี่รองมายืนรออยู่หน้าประตูโดยไม่มีทารกน้อยในอ้อมกอดเช่นเคยมีเพียงกล่องสมบัติในอ้อมกอดอย่างเดียว ต่างวิ่งกรูเข้ามาถามด้วยความตื่นตระหนกว่า
“น้องรอง! เหยี่ยนเอ๋อร์ล่ะ.....หายไปไหนแล้ว”
หลี่หนิงอันถามพร้อมชะเง้อเข้าไปในบ้านชายชราด้วยความกังวลใจ
“พี่รอง! น้องเล็กอยู่ที่ไหน”
หลี่หนิงหวงตัวผอมถามขึ้นพลางชะโงกหน้ามองผ่านไปทางด้านหลังพี่รองด้วยความตื่นใยิ่งนักด้วยกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าน้องสาวตัวน้อยที่ตกหลุมรักอย่างไม่ทันตั้งตัว
หลี่หนิงหลงยืนอยู่ระหว่างกลางสองพี่น้องพอดีเขายิ้มละไมไม่สนใจอาการหวาดวิตกของทั้งคู่ แต่ยื่นกล่องสมบัติใส่หน้าอกพี่ใหญ่โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะหอบหิ้วสัมภาระมากน้อยเพียงใดพลางยกมือตบบ่าพี่น้องคนละข้างด้วยสีหน้ายินดีแล้วบอกข่าวดีกับทั้งสองคนให้รับรู้พร้อมกันว่า
“อย่ากังวลไปเลยตอนนี้พวกเรามีที่อยู่กันแล้ว แถมเหยี่ยนเอ๋อร์ยังมีปู่เกอเมตตาอีกด้วยตอนนี้น้องอยู่ในบ้านกับปู่เกอ ฉันบอกว่าพวกเราเป็พี่น้องกันแล้วมีเหยี่ยนเอ๋อร์เป็น้องคนสุดท้อง แม่คลอดน้องแล้วก็ตายหลังจากนั้นไม่นานส่วนพ่อพวกเราก็ตกเขาตายไปตอนแม่ท้องอ่อน ๆ ฉะนั้นก็ทำตามคำบอกของฉันให้ดีล่ะ”
สองพี่น้องพยักหน้าเข้าใจเื่ราวอุปโลกน์ขึ้นมากะทันหันเพื่อเอาตัวรอดและสร้างตัวตนใหม่ทว่าหลี่หนิงหวงรู้สึกประหลาดใจต่อท่าทีของพี่รองเพราะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนคาดไม่ถึงจึงถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้ว่า
“พี่รองั้แ่พวกเรามีเหยี่ยนเอ๋อร์เข้ามา ผมรู้สึกว่าพี่พูดเยอะกว่าเดิมนะไม่เหมือนพี่รองที่ผมเคยรู้จักเลย”
หลี่หนิงอันใช้ศอกกระทุ้งสีข้างน้องเล็กเป็เชิงให้ผ่อนคลายก่อนผินหน้าไปพยักพเยิดกับน้องเล็กข้างกายหวังให้เข้าใจตรงกันแล้วพูดให้กำลังใจน้องรองอย่างเข้าใจในสถานการณ์ทั้งหลายว่า
“ช่างเถอะน่า.....ถึงจะพูดเยอะขึ้นแต่น้องรองก็ฉลาดเหมือนเดิม ไม่งั้นพวกเราจะมีโชควาสนากันเรอะ”
พี่ใหญ่ของกลุ่มเข้าใจเื่ราวที่ผ่านมาเป็อย่างดีทั้งยังประจักษ์ตาว่าการตัดสินใจช่วยเหลือทารกน้อยในศาลเ้าร้างเป็การกระทำถูกต้องที่สุดเนื่องจากช่วยให้พวกตนมีชะตาชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดีขึ้นมิหนำซ้ำตอนนี้ยังได้รับข่าวดีซึ่งส่งผลให้ไม่ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนดังเช่นวันวานอีกฉะนั้นจึงไม่ควรสนใจพฤติกรรมหรือบุคลิกของพี่น้องในกลุ่มแต่อย่างใด
“โอเคงั้นตอนนี้เหยี่ยนเอ๋อร์อยู่ไหนละ ไม่ใช่จะร้องไห้หิวนมแล้วเหรอ”
น้องเล็กพยักหน้าเข้าใจแล้วถามถึงเ้าก้อนแป้งด้วยความคิดถึงและห่วงใยเนื่องจากตระหนักได้ว่า่เวลาใช้ชีวิตด้วยกันมาหลายชั่วโมงนั้นตนรู้สึกรักและผูกพันเ้าซาลาเปาอย่างถอนตัวไม่ขึ้นทั้งเห็นว่าพี่น้องทุกคนต่างรู้สึกรักใคร่ทารกน้อยไม่แตกต่างกัน ประการสำคัญยังตระหนักได้ว่าน้องรับประทานนมจุมากกว่าทารกทั่วไปฉะนั้นตอนนี้น้องอาจจะหิวนมซึ่งเป็อาหารสำคัญของทารกแรกเกิดแล้ว
“รอเดี๋ยวพวกเราต้องตกลงกันเื่ข้อมูลให้เรียบร้อยซะก่อน”
น้องรองท้วงขึ้นก่อนพูดถึงข้อมูลจำเป็เกี่ยวกับพ่อแม่ปลอมเพราะอาจได้กล่าวแนะนำตัวกับชายชราอีกครั้งซึ่งต้องโกหกอีกรอบเพื่อให้ชายชราไว้วางใจพี่น้องร่วมสาบานทั้งหมดแล้วการสร้างตัวตนใหม่จะเป็ไปโดยราบรื่นพอเห็นว่าพี่น้องทุกคนเข้าใจข้อมูลทั้งหลายตรงกันดีแล้วจึงพยักหน้าให้สัญญาณพร้อมบอกว่า
“ตามฉันมาทางนี้เลย”
หลี่หนิงหลงหมุนตัวเดินนำพี่น้องเข้าไปในบ้านโดยเป็คนดึงกล่องสมบัติมากอดไว้ดังเดิมพลางกำชับพี่ใหญ่ปิดล็อกประตูหลังบ้านให้เรียบร้อยเนื่องจากตอนนี้ต้องช่วยชายชราเฝ้าระวังความปลอดภัยเสมือนเป็บ้านของพวกตนเหตุเพราะั้แ่บัดนี้เป็ต้นไปสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็บ้านหลังใหม่อันแสนอบอุ่นดังนั้นทุกคนจำเป็ต้องมีส่วนร่วมรักษาให้ปลอดภัยนั่นเอง
ครู่หนึ่งเด็กหนุ่มทั้งสามคนเดินเข้าไปในโถงรับแขกตามทิศทางเสียงหัวเราะของทารกกับชายชราซึ่งภายในห้องเปิดไฟสว่างโร่ไว้รอด้วยตอนนี้เป็เวลาย่างเข้าสิบเก้านาฬิกา ขณะบรรยากาศภายนอกมืดค่ำแต่ยังมีแสงนีออนจากไฟถนนสาดส่องให้ความสว่างตามทางเดินอยู่เป็ระยะ
ชายชราซูเกอััได้ถึงเสียงฝีเท้าหลายคู่เขาเงยหน้าจากการหยอกล้อทารกน้อยอารมณ์ดีบนโต๊ะกลมโบราณในโถงรับแขกพลางเหลือบเห็นเด็กชายรูปร่างแตกต่างกันแต่ยังพอมีเค้าหน้าละม้ายคล้ายกันอยู่บ้างอาจเนื่องมาจากทรงผมและเครื่องแต่งกายเหมือนกันจึงเข้าใจโดยอัตโนมัติว่าเป็พี่น้องตามคำบอกของหลี่หนิงหลงก่อนทักทายเด็กหนุ่มทั้งสามคนด้วยความเมตตาว่า
“สวัสดีไหนแนะนำตัวให้ฉันรู้จักหน่อยสิ”
หลี่หนิงอันเหลือบเห็นสัญญาณจากน้องรองซึ่งได้มีการพูดคุยเตรียมการก่อนหน้าจึงพูดแนะนำตัวเป็คนแรกตามแผนการด้วยท่าทีสุภาพหวังให้ชายชราประทับใจมากที่สุดว่า
“สวัสดีครับผมชื่อซูหนิงอัน เป็พี่ใหญ่อายุสิบห้าปีครับ พ่อชื่อซูหลุน แม่ชื่อจางชิงอี พ่อตกเขาตายเพราะไปหาสมุนไพรแก้แพ้ท้องมาให้แม่แต่แม่เพิ่งจากพวกเราไปเมื่อวานหลังจากคลอดยายหนูไม่นานผมกับน้องช่วยกันทำศพแม่เท่าที่พอทำได้ แล้วก็พากันมาหางานทำที่นี่แหละครับ”
พี่ใหญ่ในกลุ่มลอบผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอกเพราะไม่พบสีหน้าผิดปกติใดจากชายชราเขาแอบจิกฝ่ามือตัวเองขณะกำหมัดแน่นเพราะจำเป็ต้องโกหกเป็เื่ราวจริงจังครั้งแรกในชีวิต
ชายชราพยักหน้าเข้าใจเื่ราวพลางรู้สึกดีเพราะมีแซ่เหมือนกันซึ่งคล้ายกับได้อุปถัมภ์ญาติพี่น้องสายเืเดียวกันจากนั้นผินหน้ามองหลี่หนิงหวงแล้วถามด้วยความอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมโดยยังคงจดจำได้ว่าเหลือคนชื่อหนิงหวงอีกหนึ่งคนฉะนั้นเด็กหนุ่มผอมแกร็นย่อมมีชื่อว่าหนิงหวงแน่นอน
“อืม.....ซูหนิงอันเป็พี่ใหญ่แล้วก็ตัวใหญ่กว่าเพื่อนด้วย แล้วเ้าล่ะ...คงชื่อหนิงหวงซินะ”
หลี่หนิงหวงก้มศีรษะคำนับชายชราด้วยท่าทางสุภาพเพราะััได้ว่าชีวิตพวกตนจะต้องดีขึ้นแน่นอนหากอยู่ภายใต้การอุปการะของชายชราตรงหน้าพลางตอบคำถามอย่างมีมารยาทว่า
“ผมชื่อหนิงหวงครับเป็น้องเล็กสุด อ๊ะ!...ไม่ใช่ครับ ตอนนี้มีเหยี่ยนเอ๋อร์เป็คนเล็กที่สุดครับ”
ชายชราพยักหน้าพอใจเพราะััได้ถึงความสุภาพนอบน้อมจากเด็กหนุ่มทั้งสามคนพลางผายมือบอกให้ทุกคนนั่งเก้าอี้ไม้หัวโล้นตามสบายทั้งยังบอกให้ซูหนิงหวงนำนมมาป้อนเ้าก้อนแป้งเพราะเห็นว่าเป็คนอุ้มขวดนมหลายขวดขณะทารกเริ่มเบ้ปากเตรียมร้องไห้ว่า
“เอาละ หาที่นั่งกินข้าวเลยนะถ้วยชามมีอยู่ในห้องครัวด้านหลัง เดินเข้าไปตรงนั้นได้เลยส่วนเสี่ยวหวงก็เอานมมาป้อนเหยี่ยนเอ๋อร์ซะ ดูสิ...ทำหน้าเบ้จะร้องไห้แล้วคงหิวนมล่ะสิท่า”
ซูเกอชี้นิ้วระบุทิศทางตรงไปยังห้องครัวเพื่อให้หลานชายทั้งหลายนำอุปกรณ์รับประทานอาหารออกมากันเองด้วยได้ยินเสียงท้องแต่ละคนเริ่มประท้วงออกมาเป็ระยะขณะเหลือบเห็นเ้าก้อนแป้งกำลังเบ้ปากทำหน้าย่นอยู่จึงเข้าใจโดยอัตโนมัติว่าหลานสาวคงจะหิวนมซึ่งเป็อาหารหลักของทารกแรกเกิดแล้ว
ซูหนิงหลงทำหน้าที่แจกแจงงานให้กับพี่น้องแทนชายชราเพราะรู้ดีว่าแต่ละคนถนัดหรือไม่ถนัดเื่ใดบ้างทั้ง้าให้พี่น้องผู้หิวโหยได้รับประทานอาหารไปก่อนเนื่องจาก้าดูแลน้องสาวให้เสร็จเรียบร้อยว่า
“พี่ใหญ่กับเสี่ยวหวงไปเอาถ้วยชามมาใส่ของกินเถอะเดี๋ยวฉันจะป้อนนมให้น้องเอง ว่าแต่ปู่เกอทานอะไรเหรอยังครับพี่ใหญ่กับเสี่ยวหวงซื้อมาเยอะเลย มากินด้วยกันดีไหมครับ”
พี่รองของกลุ่ม้าสร้างความประทับใจให้แก่ชายชราเพิ่มขึ้นจึงเชื้อเชิญให้รับประทานอาหารร่วมกันเขาไม่้าให้พวกตนนั่งรับประทานโดยปล่อยให้ชายชราต้องเสียสละดูแลน้องสาวเพียงลำพังทั้งคิดว่าการรับประทานร่วมกันหลายคนอาจช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างปู่หลานรุดหน้ามากกว่าเดิม
“ไหนดูสิมีอะไรที่ฉันพอจะกินได้บ้างไหม”
ชายชราซูเกอไม่คิดสงวนท่าทีดังเดิมเขาเดินไปดูถุงอาหารซึ่งบรรจุในกล่องพลาสติกหลากหลายขนาดพลางรู้สึกน้ำลายสอขึ้นมาทันทีทันใดเพราะได้กลิ่นอาหารแปลกใหม่ทั้งคิดว่าการรับประทานอาหารร่วมกันหลายคนอาจทำให้ตนเจริญอาหารมากกว่ารับประทานคนเดียวจึงพยักหน้าตอบตกลงอย่างผ่อนคลายว่า
“กลิ่นอาหารน่ากินซะจริงเดี๋ยวฉันจะชิมด้วยสักสองสามคำแล้วกัน”
จากนั้นชายชราช่วยหยิบอาหารจากถุงพลาสติกออกมาวางกระจายเต็มโต๊ะกลมไว้รออุปกรณ์พลางปล่อยให้หน้าที่ดูแลเ้าก้อนแป้งเป็ของว่าที่หลานชายคนกลางไปพลาง
ซูหนิงหลงปล่อยให้พี่น้องไปนำถ้วยชามและอุปกรณ์การรับประทานอาหารมาจากในห้องครัวเองเขาลอบยิ้มมุมปากพอใจต่อท่าทีกระตือรือร้นร่วมรับประทานอาหารของชายชรา พลางผละตัวนำขวดนมไปป้อนให้น้องสาวดื่มอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องโถงเขายังไม่้าให้ชายชราแตกตื่นต่อการดื่มนมมากของน้องจึง้าแสดงเจตนาเป็คนป้อนเอง
น้องรองของกลุ่มอุ้มน้องสาวจากโต๊ะรับแขกขนาดกลางซึ่งตั้งอยู่เยื้องกับโต๊ะกลมในห้องโถงไปนอนบนตั่งโบราณด้านหนึ่งของห้องโดยมีโต๊ะกลางขนาดใหญ่เป็สถานที่ใช้รับประทานอาหารค่ำร่วมกันของสมาชิกครอบครัวซูแทนเขาวางน้องสาวลงบนตั่งแล้วพูดเสียงแ่เบาอย่างมีความหมายว่า
“เหยี่ยนเอ๋อร์ น้องดื่มนมช้าๆ ได้ไหม รับรองว่ามีให้ดื่มจนพอแน่ พวกเราเพิ่งมาอยู่กับปู่เกออย่าเพิ่งทำให้ปู่เกอใเลยนะ”
ซุนเสวี่ยมี่เบ้ปากอยากร้องไห้เพราะเข้าใจเจตนาของพี่ชายผิดพลาดนางรู้สึกเศร้าใจเพราะตระหนักได้ว่าบางสิ่งในร่างกายหิวโหยอาหารมากเป็พิเศษ ก่อนอดไม่ได้ที่จะร้องไห้เงียบเป็การไว้อาลัยให้กับโชควาสนาด้วยการเบะปากกว้างยิ่งขึ้น
“โอ๋ ๆอย่าร้องสิเหยี่ยนเอ๋อร์น้องรัก แค่กินนมช้าลงหน่อยเท่านั้นพี่ไม่ได้บอกว่าจะให้กินนิดเดียวซะเมื่อไหร่ล่ะ”
ซูหนิงหลงอยากหัวเราะทั้งน้ำตาให้กับท่าทีตอบสนองของน้องสาวก่อนอธิบายอีกครั้งอย่างใจเย็นเพราะคาดเดาว่าน้องสาวอาจเข้าใจผิดว่าตนไม่ให้ดื่มนมเยอะเพราะกลัวปู่เกอจะใจึงต้องกำชับด้วยน้ำเสียงเอ็นดูต่อเ้าก้อนแป้งทันที
ค่อยยังชั่วข้าก็นึกว่าจะให้ดื่มนมนิดเดียว แค่ที่ซื้อมาหกขวดนั่นน่ะ มันไม่พอยาไส้ข้าหรอกว่าแต่ภาชนะใส่นมนี่มันแปลกตาดีนะ มันไม่เห็นเหมือนขวดกระเบื้องในแดนเซียนเลย
“เอิ้ก ๆ ๆ ๆ ๆ”
เทพน้อยผู้อาภัพหัวเราะร่าตาหยีด้วยความพอใจเมื่อได้ยินคำตอบชัดเจนพลางเหลือบมองขวดนมพลาสติกหกขวดในถุงใสซึ่งตั้งอยู่ใกล้ตัวด้วยความสนใจเนื่องจากแดนเซียนไม่มีภาชนะดังกล่าวไว้บรรจุน้ำนมนางรู้สึกสนใจภพโลกมากขึ้นเพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทั้งไม่เคยมีใครเล่าให้ฟังด้วยจึงคลายความน้อยใจลงเล็กน้อยต่อการลงทัณฑ์ของฮ่องเต้์