บทที่ 46 ปลาติดเบ็ด
อวิ๋นสีหมิ่นที่นั่งปักดอกไม้อยู่พลันอุทานออกมาอย่างตกใจ ทันทีที่มือสั่น เข็มปักผ้าก็แทงเข้านิ้วมือตน เจ็บจนอวิ๋นสีหมิ่นหน้าเปลี่ยนสีในทันที แต่ก็ไม่มีเวลาไปสนใจมัน
อวิ๋นสีหมิ่นวางเข็มและด้ายลง รีบวิ่งเข้าไปในห้องชั้นใน
“ท่านแม่ อวิ๋นอินอินมาแล้ว นางจะต้องมาแก้แค้นที่ครั้งก่อนข้าให้ร้ายนาง ทำอย่างไรดีเพคะ?”
สนมเฉิงผินก็มีสีหน้าวิตกกังวลเช่นกัน แต่เมื่อเปรียบกับอวิ๋นสีหมิ่นก็ยังดูสงบมั่นคงกว่าอยู่บ้าง “กลัวสิ่งใดกัน นางจะสามารถฆ่าเจ้าได้หรือ! ข้าคิดว่านางไม่เหมือนจะมาหาเรื่อง เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็ควรจะมาอย่างเกรี้ยวกราด แต่มิใช่ให้คนมารายงานก่อนเช่นนี้หรอก”
เมื่อได้ยินคำพูดของสนมเฉิงผิน อวิ๋นสีหมิ่นก็ไม่ลนลานแล้ว แต่ยังคงไม่วางใจอยู่บ้าง
“ยามนี้ เบื้องหลังของนางมีเสด็จอาเป็นภูเขาลูกใหญ่คอยหนุนหลัง กับข้าแล้วนางต้องการทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นได้ ท่านแม่ หากนางบุกเข้ามาตีข้า ท่านจะต้องช่วยข้านะเพคะ”
“วางใจเถิด พวกเราไปดูก่อน ว่าที่แท้นางมาทำสิ่งใดกันแน่”
สองแม่ลูกมาถึงหน้าประตู สนมเฉิงผินรีบก้าวไปกล่าวทักทายอวิ๋นอินอินทันที “องค์หญิงเก้าทรงเสด็จมาแล้วหรือ เหตุใดจึงทรงยืนอยู่นอกประตูเล่า เร็วเถิด เชิญเสด็จประทับด้านใน”
อวิ๋นอินอินยิ้ม เหลือบมองอวิ๋นสีหมิ่นที่คู้กายอยู่หลังสนมเฉิงผิน ในใจหัวเราะเยาะหยัน
ไม่ใช่ร้ายกาจนักหรือ เมื่อก่อนตอนที่รังแกนาง ยังบุกนำอยู่ข้างหน้า ทำไมทันทีที่ข้าเข้าไปอาศัยอยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง นางก็เปลี่ยนเป็นขี้ขลาดแบบนี้แล้วละ อวิ๋นอินอินทอดถอนใจอีกครั้ง การตัดสินใจในตอนนั้นของตนเป็นสิ่งที่ถูกต้องจริง ๆ
และก็โชคดี ที่ตนเองจับพลัดจับผลูเข้าไปอยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง และได้รับความโปรดปรานจากเสด็จอา
“เฉิงผินเหนียงเหนียง ข้ามาหาพี่เจ็ด คิดอยากจะสนทนากับนาง ท่านว่า ข้าสามารถนั่งอยู่เพียงลำพังกับพี่เจ็ดสักครู่ได้หรือไม่เพคะ?”
“อวิ๋นอินอิน ระหว่างข้ากับเจ้ามีสิ่งใดให้พูดกัน!”
ทันทีที่ได้ยินว่าต้องการอยู่ตามลำพังสองคน หัวใจของอวิ๋นสีหมิ่นก็หวาดผวาแล้ว
หากแต่อวิ๋นอินอินไม่สนใจนาง แต่ยังคงมองสนมเฉิงผินต่อไป
สนมเฉิงผินฝืนยิ้มครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงลุกขึ้น พลางแอบส่งสายตาให้อวิ๋นสีหมิ่น จากนั้นก็นำเหล่านางกำนัลของตนจากไป
ด้านหงรื่อเดินไปเฝ้าอยู่ที่ประตู ป้องกันมิให้มีคนแอบดูแอบฟัง
“อวิ๋นอินอิน เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกัน?” อวิ๋นสีหมิ่นมองอวิ๋นอินอินอย่างระมัดระวัง จากการปฏิสัมพันธ์สองครั้งก่อนหน้านี้ นางรู้ว่าอวิ๋นอินอินพอเป็นวิชาอยู่บ้าง อีกทั้งยังลงมืออย่างเหี้ยมโหดด้วย
“แล้วท่านหวาดกลัวสิ่งใดกัน?” อวิ๋นอินอินหัวเราะเยาะ นั่งลงที่เก้าอี้อย่างไม่เกรงใจ “ข้ามิได้บอกแล้วหรือ ว่าคิดจะพูดคุยกับท่านเท่านั้น ดูท่านสิ อย่างกับเต่าอย่างนั้นแหละ”
“เจ้าด่าว่าข้าเป็นเต่า!”
“ทำไมล่ะ? ข้าว่าผิดอย่างนั้นหรือ?” อวิ๋นอินอินยิ้มอย่างชั่วร้าย ยกมือชี้ไปทั่วตัวอวิ๋นสีหมิ่นทั้งบนล่าง “ก็ใช่ ข้าด่าผิดแล้ว ทั้งวันเอาแต่ตามอยู่ด้านหลังของพวกอวิ๋นพิ่นถิงราวสุนัขรับใช้ ท่านไม่ใช่เต่า เพราะตัวท่านแม้แต่เต่าตัวหนึ่งก็สู้ไม่ได้ เป็นได้แค่คนรับใช้”
อวิ๋นสีหมิ่นโมโหจนหน้าเขียว แต่ก็กล้าเพียงถลึงสองตา แม้แต่จะโต้ตอบสักคำก็ไม่กล้า
“พอแล้ว ไม่ต้องถลึงตาหรอก จะเบิกอย่างไรตาท่านก็ใหญ่ไม่สู้ข้า คิ้วโจรตามุสิก[1]* ที่เขากล่าวถึงก็คือท่านจริง ๆ”
“เจ้า… เจ้า…”
“ท่านผายลมอันใดกัน” อวิ๋นอินอินโบกมืออย่างรังเกียจ ถือโอกาสที่อวิ๋นสีหมิ่นยังไม่ถูกทำให้โมโหตาย รีบถามคำถามที่ตนต้องการ “อวิ๋นสีหมิ่น ข้าถามท่าน ครั้งก่อนท่านบอกว่าท่านนั่งดื่มชาอยู่ด้านหน้า เช่นนั้น ท่านได้เห็นเหตุการณ์ระหว่างที่องค์ชายห้าถูกผลักลงน้ำหรือไม่”
แววตาของอวิ๋นสีหมิ่นเริ่มเปลี่ยนเป็นสั่นไหว อวิ๋นอินอินจึงมั่นใจ นางเห็นบางสิ่งจริง ๆ
“ข้าคิดว่าภาพเหตุการณ์ที่ท่านเล่าในตอนนั้นเป็นเรื่องจริง เพียงแต่เปลี่ยนผู้ร้ายที่แท้จริงคนนั้นเป็นข้าใช่หรือไม่?”
เมื่อเผชิญหน้ากับการไล่ต้อนของอวิ๋นอินอิน สีหน้าของอวิ๋นสีหมิ่นก็บิดเบี้ยว ไม่กล้าสบสายตากับอวิ๋นอินอิน
“เจ้ากล่าวสิ่งใดกัน? ข้าฟังไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียว องค์ชายห้าทรงพลาดตกลงน้ำ ตัวเขาเองยอมรับแล้ว ยามนี้เจ้ามาถามเรื่องพวกนี้กับข้า ไม่รู้สึกว่าน่าขำหรือ?” อวิ๋นสีหมิ่นกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง “หากเจ้ามาแก้แค้นที่ตอนนั้นข้าใส่ร้ายเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ลงมือเลยเถิด”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็ลองพูดมาดูว่าในตอนนั้นเป็นผู้ใดบงการให้ท่านใส่ความข้ากัน?”
คำถามของอวิ๋นอินอินคำถามหนึ่งตามมาด้วยอีกคำถามหนึ่ง อย่างไรก็ไม่ยอมให้อวิ๋นสีหมิ่นหนีพ้นวงคำพูดของตน
“ไม่มีผู้ใดบงการ ข้าก็เหมือนกับน้องแปด ล้วนแสร้งทำเป็นพูดไปตามวาจาของพี่รอง พวกเราไม่ชอบเจ้ามาตลอด จึงได้ใส่ความเจ้า เจ้าต้องการแก้แค้นก็เข้ามาเลย อย่าได้ไปลากคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามามั่ว ๆ”
“อวิ๋นสีหมิ่น ท่านยังคิดว่าข้าเป็นคนปัญญาอ่อนอยู่อีกใช่หรือไม่!”
อวิ๋นอินอินพลันมีสีหน้าเย็นชา เพิ่มระดับเสียง อวิ๋นสีหมิ่นเห็นนางเป็นเช่นนั้น ร่างกายก็สั่นสะท้าน “เจ้าหมายความอย่างไรกัน?”
“เดิมข้าคิดจะให้โอกาสท่านสักครั้ง แต่น่าเสียดาย ท่านเป็นสุนัขรับใช้จนเคยชินเสียแล้ว” ภายใต้สายตางุนงงของอวิ๋นสีหมิ่น อวิ๋นอินอินกล่าวเย้ยหยันว่า “ท่านคิดว่าตอนนั้นผู้ที่อยู่ข้างธารน้ำมีเพียงท่านกับอวิ๋นเหยาเหยาเท่านั้นหรือ?”
เห็นอวิ๋นสีหมิ่นสีหน้าเปลี่ยน อวิ๋นอินอินก็ถือโอกาสรุกไล่ แต่งเรื่องต่อไป
“เมื่อสองวันก่อนเสด็จอาทรงหาตัวขันทีน้อยที่อยู่ในเหตุการณ์พบ พวกเขาล้วนพูดตามความจริงแล้วว่า ผู้ที่ผลักองค์ชายห้าลงน้ำเป็นผู้ใด ทั้งพวกเขาเห็นอย่างชัดเจนเลยเชียวละ”
“เป็นไปไม่ได้ เจ้ากำลังพูดโกหก”
สีหน้าของอวิ๋นสีหมิ่นทั้งลนลาน ในใจนางมั่นใจอย่างยิ่งว่า ในช่วงเวลานั้นไม่มีผู้อื่น
“ที่ข้าพูดเป็นเรื่องโกหกหรือไม่ในใจของท่านชัดแจ้งเป็นที่สุด เสด็จอาทรงตรัสแล้วว่า พระองค์เต็มใจจะมอบโอกาสให้พวกเจ้าครั้งหนึ่ง ขอเพียงเจ้ากับอวิ๋นเหยาเหยาไปเป็นพยานชี้ตัวพร้อมกับขันทีน้อยสองคนนั้น พระองค์ก็จะทรงละเว้นพวกเจ้าสักครั้ง มิเช่นนั้น…”
เมื่อพูดถึงจุดนี้ อวิ๋นอินอินก็ไม่กล่าวต่อ ลุกขึ้นปัดมือ
มองดูอวิ๋นสีหมิ่นที่สีหน้าไม่ดีแล้ว อวิ๋นอินอินก็ยกยิ้ม “เอาเถิด คำพูดที่เสด็จอาต้องการให้ข้านำมา ข้าก็ได้นำมาแล้ว ส่วนพวกท่านจะเลือกอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องของพวกท่าน”
“หงรื่อ พวกเราไปกันเถิด”
หลังจากอวิ๋นอินอินจากไป อวิ๋นสีหมิ่นก็ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านหลัง
“เป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นแม้แต่คนเดียวก็ไม่มี จะมีขันทีน้อยสองคนปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน…”
สีหน้าของอวิ๋นสีหมิ่นแปรเปลี่ยนจากความมั่นคงก่อนหน้าเป็นสงสัย
ด้านอวิ๋นอินอิน นางพาหงรื่อไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังหินในสวนด้านนอกเรือนสนมเฉิงผินอย่างเงียบ ๆ
“องค์หญิงเพคะ เหตุใดพวกเราต้องซ่อนตัวด้วยเล่าเพคะ?” หงรื่อมีสีหน้าไม่เข้าใจ
“ชู่ว” อวิ๋นอินอินแสดงท่าทางให้เงียบเสียง จากนั้นอธิบายเสียงเบา “เมื่อครู่ข้าวางเบ็ดไว้ด้านใน ตอนนี้กำลังนั่งรอปลามากินเบ็ดน่ะสิ”
หงรื่อยิ่งฟังจนงุนงงไปหมดแล้ว แต่เห็นมียุงและแมลงบินเข้ามา เกรงว่าจะกัดอวิ๋นอินอิน นางจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา สะบัดตีอย่างระมัดระวัง
“หมิ่นเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป?” สนมเฉิงผินเข้ามาในห้อง เห็นอวิ๋นสีหมิ่นเหงื่อออก ก็รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อให้นาง “เกิดสิ่งใดขึ้น? เหตุใดสีหน้าของเจ้าจึงได้ซีดเช่นนี้? องค์หญิงเก้านางสิ่งใดกับเจ้ากัน?”
“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรเพคะ” อวิ๋นสีหมิ่นขวางมือของสนมเฉิงผินไว้ พลันลุกยืนขึ้น “ท่านแม่ ข้าขอออกไปสักครู่”
กล่าวจบ นางไม่สนใจสนมเฉิงผินที่ตะโกนเรียก แม้แต่นางกำนัลก็ไม่พาไป วิ่งออกไปเพียงผู้เดียว จนกระทั่งถึงด้านนอกเรือน จึงได้รักษาความเร็วของฝีเท้า ทว่ายังคงมองออกว่าเร่งรน
“องค์หญิง องค์หญิงเจ็ดทรงออกมาจริง ๆ แล้วเพคะ!”
อวิ๋นอินอินโค้งริมฝีปากยิ้มออกมา “ปลาติดเบ็ดแล้ว ไป ตามไปดูว่านางจะไปที่ใดกัน”
[1] คิ้วโจรตามุสิก บรรยายถึงหน้าตาของคนที่มีลักษณะกลอกกลิ้ง เจ้าเล่ห์ ว่าคิ้วเหมือนโจร ตาเหมือนหนู