ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋พูดออกมาว่ายี่สิบตำลึงไม่เพียงแต่บ่าวรับใช้เท่านั้น แม้แต่คนในครอบครัวยังอดไม่ได้ที่จะจุ๊ปาก
“หลานสาวใจร้ายเสียจริง”หลินเฉิงเหยาเอ่ยกับเจี่ยงฉีซวงเบาๆ
เขารู้ว่าหลานสาวมีเงินและเป็นเงินที่แม่นมหม่ามอบให้ฮูหยินผู้เฒ่าด้วยแต่เขาไม่รู้สึกผิดกับอีกฝ่าย เนื่องจากนางคิดบัญชีคนสกุลรองก่อนหลานสาวเพียงนำสิ่งที่เป็นของบิดานางกลับมาก็เท่านั้นแต่สถานการณ์ของหมอเทวดาโจวผู้นั้นต่างออกไปเล็กน้อย เขาเพียงสะเพร่าไปหน่อยหลานสาวคงไม่ถึงขั้นจดบัญชีแค้นและทำให้เขาจนมุมหรอกกระมัง?
เจี่ยงฉีซวงรู้ความคิดของสามีจึงเล่าเรื่องเกี่ยวกับโจวเซินอี้ที่ตนเองรู้ออกมา คนอื่นๆได้ยินว่าเจี่ยงฉีซวงรู้เรื่องราวภายในก็ทยอยเข้ามาฟังเรื่องซุบซิบ
เดิมทีโจวเซินอี้เกิดมาร่างกายอ่อนแอสกุลโจวแสวงหาหมอและยาตลอดเพื่อมารักษาเขาอย่างไม่หยุดหย่อนเป็นเวลาหลายปีหลังจากการรักษาไร้ผลหลายครั้งก็หันไปสนใจลัทธินอกรีตบังเอิญมีนักพรตเดินทางมาเสนอตัว สกุลโจวที่กำลังวุ่นวายจึงเชื่อคำพูดของนักพรตว่าให้โจวเซินอี้แต่งงานกับสตรีที่มีชะตาแปดอักษรเป็นหยางล้วนไม่พ้นครึ่งปีสตรีผู้นั้นก็เสียชีวิตอย่างกะทันหัน
ครอบครัวของสตรีผู้นั้นรู้สึกว่าเรื่องนี้ออกจะแปลกประหลาดและจับตัวนักพรตผู้นั้นมาสืบสวน จึงได้รู้ว่าบุตรสาวของตนถูกโจวเซินอี้สูบพลังและเลือดเนื้อจนเสียชีวิต
เมื่อสกุลโจวเห็นว่าเรื่องนี้ถูกเปิดเผยจึงคิดที่จะจ่ายเงินปิดปากแต่ครอบครัวของสตรีผู้นั้นกลับไม่คล้อยตาม หยิบยกเรื่องน่าละอายของโจวเซินอี้ออกมาพูดหลายเรื่องสุดท้ายสกุลโจวต้องสูญเสียร้านค้าไปห้าแห่งถึงจบเรื่องนี้ได้
หลินเฉิงเหยาได้ฟังก็จุ๊ปาก“นี่หมายความว่าหลานสาวเองก็รู้เรื่องฉาวโฉ่ของหมอเทวดาผู้นี้เช่นกันถึงได้ตั้งใจจัดการเขาอย่างนั้นหรือ?”
เจี่ยงฉีซวงไม่ออกความเห็น“อันนี้ข้าก็ไม่รู้เพียงแต่ด้วยสายตาของหลานสาวคงจะมองออกว่าโจวเซินอี้ผู้นี้มีเจตนาแอบแฝง ข้าชอบนิสัยเช่นนี้ของหลานสาวควรตอบโต้ก็ตอบโต้ ทว่าไม่ได้ตอบโต้เป็นจริงเป็นจัง”
หลินเฉิงเหยาเองก็เห็นด้วยเช่นกันหลานสาวไม่ได้ตอบโต้เป็นจริงเป็นจัง แต่จิตใจของศัตรูนางล้วนพังทลายลงเอง
หลังจากทั้งครอบครัวได้ฟังเรื่องซุบซิบนี้เมื่อมองบ่าวรับใช้ที่น้ำตาไหลรินอย่างเงียบงันพลางถือเงินยี่สิบตำลึงไว้ พวกเขาก็ไม่รู้สึกเห็นใจอีกต่อไป
หลินเสวี่ยจู๋เรียกเหยียนต้าให้มาดูแลรถม้า แล้วเรียกหลินเฉิงเหยาให้ไปดูอาการของโจวเซินอี้
หลินเฉิงเหยาจับชีพจรของโจวเซินอี้แล้วเอ่ยกับหลินเสวี่ยจู๋เบาๆ“เป็นเพราะหิวน่ะ”
หลินเสวี่ยจู๋คาดเดาว่าน่าจะน้ำตาลในเลือดต่ำจึงเฉือนรวงผึ้งชิ้นเล็กๆ ออกจากรังผึ้งแล้วยัดใส่ปากของโจวเซินอี้ ผ่านไปหนึ่งเค่อโจวเซินอี้ก็ฟื้น หลินเสวี่ยจู๋ไม่รอให้เขาปรับสายตา รีบเอ่ยกับบ่าวรับใช้ทันที“นายของเจ้าตื่นแล้ว ถือว่าข้อตกลงของเรามีผลทันทีตอนนี้เจ้าแบกเขาลงจากรถม้าไปเสีย”
บ่าวรับใช้เบิกตากว้าง“หลินเหนียงจื่อ ท่านคงไม่ได้ล้อเล่นอยู่กระมัง?”
“เจ้าเห็นข้าดูเหมือนกำลังล้อเล่นอยู่หรือ?”หลินเสวี่ยจู๋ถามกลับด้วยสีหน้าจริงจัง “หากเจ้าไม่แบกนายของเจ้าเช่นนั้นข้าจะจัดการเอง”
“แบก แบกขอรับ” บ่าวรับใช้รู้ว่าหากเขายังยืนกรานไม่ยอมแบกคนลงมา หลินเสวี่ยจู๋จะโยนเจ้านายของเขาลงจากรถม้า เขาจึงทำได้เพียงแบกโจวเซินอี้ออกมาอย่างตัวสั่นเทิ้มด้วยความจนปัญญา
หลินเสวี่ยจู๋จัดแจงย้ายหลินเสวี่ยอีกับหลินอวี่เซวียนขึ้นมานั่งบนรถม้าคันนี้ทันทีวันหน้านางจะแยกเป็นบุรุษหนึ่งคัน สตรีหนึ่งคัน จะได้ไม่มีปัญหา
โจวเซินอี้ตกตะลึงกับกระทำนี้เมื่อถามต้นสายปลายเหตุกับบ่าวรับใช้อย่างโกรธเกรี้ยว เขาก็ตบหน้าอีกฝ่ายด้วยความโมโหแล้วก่นด่า“เจ้ารู้ดีว่าสตรีผู้นั้นมีกลอุบายมากเพียงใดยังจะไปขอร้องนางอีกไม่ใช่เป็นการเปิดโอกาสให้นางฉวยโอกาสหรอกหรือ?”
บ่าวรับใช้รู้สึกขมขื่นในใจทำได้เพียงเอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ผู้น้อยไม่มีทางเลือก ในบรรดาคนพวกนี้นอกจากผู้คุมแล้วก็มีเพียงครอบครัวของหลินเหนียงจื่อเท่านั้นที่ช่วยคุณชายได้”
“แม่นางหลินเล่า?” โจวเซินอี้รีบถาม
บ่าวรับใช้ไม่กล้าว่าร้ายหลินเสวี่ยหลานทำได้เพียงตอบแบบเลี่ยงๆ “หลังจากคุณชายสูญเสียทรัพย์สินไป คนในครอบครัวของแม่นางหลินก็เปลี่ยนสีหน้าคุณชายมองไม่ออกหรือขอรับ?”
โจวเซินอี้จะมองไม่ออกได้อย่างไร?ท่าทางที่หลินเฉิงคุนกลัวว่าจะโดนเขาพึ่งพานั้นช่างน่าขยะแขยงเสียจริง!
จู่ๆ บ่าวรับใช้ก็ตัวสั่นสะท้านแล้วหยุดฝีเท้าลง
“เป็นอันใดไป?” โจวเซินอี้ถามอย่างไม่สบอารมณ์
บ่าวรับใช้ครุ่นคิดสักพักแล้วเอ่ยอย่างขลาดกลัว“คุณชายท่านว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนในครอบครัวของแม่นางหลินจะเป็นคนขโมยโอสถหวนคืนวสันต์ของพวกเราไป?”
“จะพูดจาเหลวไหลไม่ได้!”แม้ว่าโจวเซินอี้จะพูดเช่นนี้ แต่หัวใจกลับเต้นระรัว
หลายวันมานี้นอกจากพวกเขาสองนายบ่าวแล้วก็มีเพียงครอบครัวของหลินเสวี่ยหลานเท่านั้นที่เคยนั่งบนรถม้าของเขาโดยเฉพาะหลินเฉิงคุนผู้นั้นที่ขอเพียงขบวนหยุดเดินทาง เขาก็กระโจนเข้าไปในรถม้าทันทีโดยอ้างว่าจะพักผ่อนแต่ผู้ใดจะแน่ใจได้เล่าว่าเขามือเท้าสะอาดหรือไม่!
สองนายบ่าวมองหน้ากัน รู้สึกว่าทุกอย่างสมเหตุสมผลทันที
โจวเซินอี้แววตาดำมืด ก่อนจะลดเสียงลง“เรื่องนี้ไม่อาจพูดดัง แม่นางหลินรู้เข้าอาจลำบากใจได้”
‘เฮอะไม่แน่ว่าแม่นางหลินอาจเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย’ บ่าวรับใช้คิดเช่นนี้แต่กลับไม่กล้าพูดทำได้เพียงพยักหน้าอย่างขอไปที
โจวเซินอี้กำลังคิดว่าจะจัดการหลินเฉิงคุนอย่างไรดีจู่ๆ ก็รู้สึกว่าฟ้าดินพลิกกลับ อาการหน้ามืดมาอีกคราแล้ว
“ข้าต้องการของกินทำอาหารให้ข้า” เขาพยายามผลักบ่าวรับใช้ไปข้างหน้า “ไปซื้อที่ผู้คุม”
ความคิดของสองนายบ่าวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเรื่องนี้เงินนี้จะให้หลินเสวี่ยจู๋เอาไปอีกไม่ได้
โจวเซินอี้ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเขามองบ่าวรับใช้วิ่งออกไป ไม่รู้ผ่านไปนานเพียงใดราวกับว่าตัวเขากำลังจะตายแล้ว ในที่สุดบ่าวรับใช้ก็วิ่งกลับมา
“ของกินเล่า?”โจวเซินอี้ยื่นมือที่สั่นเทาออกไป
บ่าวรับใช้มองเขาด้วยความลำบากใจ“นายท่าน ผู้คุมบอกว่าข้างหน้ามีหินถล่ม เดินทางผ่านไปไม่ได้ขอรับ”
“แล้วอย่างไรเล่า?” โจวเซินอี้กัดฟันเอ่ย
“เหล่าผู้คุมกำลังโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงไม่รอให้ข้าพูดก็ไล่ข้าออกมาแล้วขอรับ” บ่าวรับใช้ก้มหน้าเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย
โจวเซินอี้แทบจะเป็นลมว่ากันว่าหงส์ตกจากที่สูงย่อมอาการหนักกว่าไก่นับว่าเขาได้สัมผัสกับความหมายของประโยคนี้ด้วยตนเองแล้วนักโทษเนรเทศยังกินขนมปังสีดำได้วันละหนึ่งชิ้น ทว่าเวลาเขาอยากกินข้าวบ้างเหตุใดถึงได้ยากเย็นถึงเพียงนี้!
ครุ่นคิดอยู่นานเขาก็ถอนหายใจยาว“ช่างเถิด เจ้าไปหาหลินเหนียงจื่อเสีย”
สุดท้ายก็เป็นนางคนขี้ขลาดผู้นั้นที่เชื่อถือได้ที่สุด!
คราวนี้บ่าวรับใช้วิ่งกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมใบไม้ห่อหนึ่งเพียงแต่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก
โจวเซินอี้แย่งใบไม้ห่อนั้นมาแล้วเปิดออกเห็นว่าเป็นรวงผึ้งก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที “เจ้าจะให้ข้ากินสิ่งนี้หรือ?”
บ่าวรับใช้มีสีหน้าคับข้องใจ“ครอบครัวของหลินเหนียงจื่อมีเนื้อ แต่มันยังดิบอยู่สิ่งที่กินได้ทันทีมีเพียงรวงผึ้งเท่านั้น คุณชายกินเถิด ข้าซื้อมาด้วยเงินหนึ่งตำลึงเลยนะขอรับ”
โจวเซินอี้โมโหจนแทบบ้าครอบครัวของเขาทำการค้ามาหลายชั่วอายุคน เขารู้ดีว่าการฉวยโอกาสหมายความว่าอย่างไร เพียงแต่แม้ว่าจะเป็นพ่อค้าที่เจ้าเล่ห์ที่สุดยังเทียบไม่ได้กับนางผู้นั้น!
โจวเซินอี้นั้นโมโหก็ส่วนโมโหทว่าความหิวกลับเป็นเรื่องจริง ตอนนี้จึงไม่สนใจมากนักยัดรวงผึ้งเข้าปากรวดเดียว รสหวานทำให้เขาเข็ดฟันทันที
“ซี้ด...”
เขาสูดลมหายใจอย่างแรงลอบก่นด่าอยู่ในใจ ‘นางคนขี้ขลาด ฝากไว้ก่อนเถิด’
.............................