หลังจากที่ฉินฟงในร่างของปรมาจารย์าุโไท่หยวนอี้ ได้กลับมามีอำนางปกครองสำนักเก้าัเฉกเช่นเดิม มันก็ได้เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งในสำนักให้เข้าที่เข้าทาง ศิษย์คนไหนทำผิดกฎ หรือประพฤติตัวออกนอกลู่นอกทาง หากวุ่นวายฟงรู้มันก็ทำการลงโทษตามกฎของสำนักทันที โดยมิได้มีการล่ะเว้น หรือเห็นแก่หน้าปรมาจารย์าุโท่านไหนที่ดูแล นี่จึงเป็สาเหตุที่ทำให้หลายคนไม่พอใจเป็อย่างมาก แต่ก็มิอาจทำอันใดได้ เพราะด้วยตำแหน่งสูงสุง กับวรยุทธ์ลึกล้ำของฉินฟงในร่างไท่หยวนอี้ที่มี เพียงแค่นี้ก็มากพอจะควบคุมทุกอย่างให้พวกเขาเชื่อฟังได้แล้ว
แม้ว่าไท่หยวนอี้คนที่ออกมาจากห้องเข้าฌานผู้นี้จะเปลี่ยนไปมากในสายตาของ หลู่อี้ถัง จางซุนเจี่ย และฟู่เทียนซ่าน แต่พวกเขาก็ไม่อาจหาคำตอบได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ หรือนี่จะเป็ผลจากวิชาประหลาดที่ไท่หยวนอี้ร่ำเรียนมาก็มิอาจล่วงรู้ได้..
หากมีหลายคนในสำนักไม่ชอบไท่หยวนอี้ผู้นี้ ก็ยังมีศิษย์อีกหลายคนเช่นกันที่ให้ความเคารพเขา
บางคนก็ให้ความนับถืออย่างจริงใจ บางคนที่แสร้งมาทำดีเพียงเพราะ้าจะประจบสอพลอให้ตนกลายเป็คนโปรดเช่นเดียวกับที่พวกมันชอบทำกับรองเ้าสำนัก และปรมาจารย์าุโบางคน
แต่นับเป็เื่โชคดีของฉินฟงที่ตัวเขานั้นเคยเป็ผีเร่ร่อนในสำนักมาก่อน จึงรู้เช่นเห็นชาติหมดว่าใครมีนิสัย กับสันดานเป็ยังไง ผู้ที่เข้ามาเพราะหวังผลประโยชน์ฉินฟงก็จะไล่มันผู้นั้นให้ออกห่างอย่างไม่แยแส แต่หากศิษย์คนไหนเป็คนดี แม้จะเป็เพียงศิษย์ปลายแถวต่ำต้อยฉินฟงก็จะเข้าหา และชี้แนะ วรยุทธ์ให้โดยไม่สนใจสายตาของผู้ใด
ระบบการปกครองที่เปลี่ยนไปในสำนักถือเป็เื่ดี แต่ก็เป็เื่แย่ในเวลาเดียวกัน แม้นฉินฟงจะมีอำนาจสูงสุดก็จริง แต่เขาก็ตัวคนเดียวไร้คนส่วนใหญ่คอยสนับสนุน หากมิใช่เพราะวรยุทธ์ที่มีปานนี้เขาอาจจะถูกบีบให้ลงจากตำแหน่งไปนานแล้วก็เป็ได้ ตอนนี้ฉินฟงเริ่มเข้าใจแล้วว่าการบริหารสำนักอันยิ่งใหญ่ กับ บริหารคนมากมายนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย ยังไงเสียเขาก็เป็เพียงแค่เด็กหนุ่มอายุสิบหกขวบปี ที่อ่อนด้วยประสบการณ์ผู้หนึ่งเท่านั้น แถมยังขาดคนคอยชี้แนะในหลาย ๆ เื่ นี่จึงเป็เหตุผลหลักที่ทำให้เขาเริ่มเบื่อหน่าย และรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนเคยรับปากไว้ กับไท่หยวนอี้อาจารย์ของเขาเป็อย่างมาก
“ข้าควรทำเช่นไรดีขอรับท่านอาจารย์ ยามนี้ข้าเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทุกอย่างนั้นหาได้ง่ายเลย แม้ข้าจะมีวรยุทธ์สุดยอดของท่าน แต่ของเ่าั้ก็หาได้มีความหมายไม่ หากข้าใช้แต่กำลังในการปกครองพวกเขา แล้วตัวข้าจะต่างอันใดกับพวกพรรคมารเล่า” ฉินฟงในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามกำลังยืนอยู่บนหลังคา มือไพล่หลัง แหงนหน้าเหม่อมองดวงดาราบนฟากฟ้ายามราตรี พร้อมกับความกลัดกลุ้มในอกที่มิอาจถ่ายทอดออกมาให้ผู้ใดรับรู้ได้
และในขณะที่ฉินฟงกำลังยืนทอดถอนหายใจอยู่นั่นเองสายตาของมันก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังป้วนเปี้ยนไปมาแถว ๆ ประตูทางเขาของหอเจดีย์หมื่นโอสถ 8 ชั้น ฉินฟงมุ่นคิ้วหรี่ตามองด้วยความประหลาดใจ “ผู้ใดกัน ที่ยังไม่หลับไม่นอนนี้ก็ยามจื่อแล้ว รึว่าจะเป็พวกหัวขโมย แม้ตรงนั้นจะเป็พื้นที่ของ ฟู่เทียนซ่าน แต่มันก็ตั้งอยู่ในสำนักของข้า ยังไงเสียข้าก็มิอาจปล่อยให้พวกมันมาสร้างความวุ่นวายได้” ฉินฟงกล่าวขึ้นก่อนจะสะบัดแขนเสื้อแล้วโผบินไปกลางอากาศด้วยวิชาตัวเบาสุดลึกล้ำ มันทั้งเงียบ และรวดเร็ว ราวกับสายลมแ่เบา ยากที่จะมีผู้ใดพบเห็นได้ เพียงแค่อึดใจเดียวร่างของฉินฟงก็มียืนอยู่บนยอดไม้ใกล้ ๆ กับหอคอยเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้แสดงตัว และรีบเร่งเข้าไปจับตัวผู้บุกรุก แต่รอดูท่าทีของพวกมันให้แน่ใจก่อนว่า เป็ผู้ใด และประสงค์จะขโมยสิ่งใดออกมา
ฉินฟงยืนดูอยู่บนยอดไม้อยู่นานหลายนาทีก่อนได้คำตอบเมื่อหัวขโมยทั้งสอง ไม่สิตอนนี้มีสามแล้ว อีกคนน่าจะรออยู่ในหอก่อนแล้ว เพื่อเปิดทางให้อีกสองคนเข้าไปขโมยของออกมาได้อย่างสะดวก
“ได้ของแล้วใช่ไหมศิษย์พี่” เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างร้อนรน “ได้มาเรียบร้อยศิษย์น้อง โชคดีที่เ้าแก่นั้นมันชะล่าใจเพราะคิดว่าคงจะไม่มีโจรหน้าโง่คนไหนกล้ามาปล้นบ้านมันเป็ครั้งที่สาม ก็เลยเป็โชคดีของพวกเรา” “หึหึ สมน้ำหน้าไอ้แก่ตัณหากลับ ข้าอุตส่าห์เอาตัวเข้าแลกคิดว่ามันจะยอมบอกเนื้อหาในคัมภีร์โอสถเก้าเทวะ์สักนิดแต่ก็ไม่เลย ถ้าไม่บอกงั้นพวกข้าก็ขอคัมภีร์นี้ไปทั้งเล่มก็แล้วกันจะได้ไป ๆ จากไอ้สำนักบ้า ๆ นี้สักที ข้าเบื่อจะแย่แล้ว ไหนจะไอ้เฒ่าไท่หยวนอี้นั้นอีก แค่เห็นแววตามันข้าก็ขนลุกแล้ว” ิเจียวจูกล่าวขึ้นพร้อมกับทำท่าทำทางหวาดกลัวไท่หยวนอี้สุดชีวิต ส่วนผู้ชายอีกสองคนข้าง ๆ ของนาง ก็คือ อู๋กวนเหลียงศิษย์ของฝ่ายโอสถที่ตัวติดกับิเจียวจู ตลอดเวลา และ อีกคนก็คือลู่ไกวฉือ ศิษย์ฝ่ายลมปราณ ที่เคยประมือกับฉินฟงที่ลานฝึกยุทธ์ เมื่อครั้งเขายังอยู่ในร่างของ จูต้าเหยียน
“ที่แท้เป็พวกเ้านี่เอง พวกมันคิดจะขโมยคัมภีร์เก้าโอสถเทวะ์เล่มเดิม เล่มที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของต้าเหยียน กับที่ชีวิตที่สองของข้า…” ฉินฟงเพ่งมองดูพวกมันทั้งสามด้วยความเคียดแค้น เขาควรจะปล่อยให้พวกมันทำต่อไปดีหรือไม่ เมื่อคัมภีร์หายไปฟู่เทียนซานคงจะอกแตกตายน่าดู และยิ่งมารู้ภายหลังว่าเป็ฝีมือของลูกศิษย์ตนด้วย ฟู่เทียนซ่านคงแทบจะกระอักเื การปล่อยให้พวกมันหนีออกจากสำนักก็ไม่เลว สำนักของเขาคงจะได้สูงขึ้นอีกนิดเป็แน่
ในความคิดแรกฉินฟงเห็นเป็เช่นนั้น แต่พอมาตรองดูอีกที คนอย่างพวกมันคงจะเอาคัมภีร์ไปใช้ในทางไม่ดีเป็แน่ และอาจจะมีอีกหลายคนต้องรับเคราะห์เพราะมัน สู้ลงโทษพวกมันเข็ดหลาบ และอับอายจนไม่กล้าไปก่อกรรมทำเข็ญดูจะเป็การเหมาะควรมากกว่า” ฉินฟงเอามือลูบเคราก่อนจะพยักหน้าให้ตัวเอง
“งั้นพวกเ้าตามข้ามา ข้าได้นัดแนะกับคนเฝ้าประตูด้านหลังสำนักไว้แล้ว มันจะช่วยเหลือให้พวกเราหลบหนีออกไปอย่างปลอดภัย” อู๋กวนเหลียงกล่าวขึ้น “แล้วศิษย์พี่มั่นใจได้เช่นไรว่ามันจะไม่เอาเื่ของพวกเราไปบอกใคร” ิเจียวจูกล่าวถามอู๋ก้านเหลียงด้วยความสงสัย “เื่นั้นเ้าอย่าได้กังวลไปเลยเจียวจู ข้าตกลงกับมันไว้ว่าจะมอบโอสถร้อยปีให้เป็การตอบแทน แต่ที่จริงมันคือ ยาเม็ดสามิญญาสลาย ผู้ที่กินยานี้เข้าไปจะหลับ และ ค่อย ๆ หยุดหายใจไปในสามชั่วยาม กว่าจะมีคนรู้ว่ามันตายพวกเราก็ไปไหนต่อไหนไกลแล้ว” ิเจียวจูแย้มยิ้มก่อนจะกล่าวชมในความเ้าเล่ห์สุดแสนโฉดชั่วของอู๋ก้านเหลียง
“พวกเ้าเลิกพูดพล่ามกันได้แล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ ลู่ไกวฉือกล่าวขึ้นอย่างหงุดหงิด ส่วนสายตานั้นแอบแฝงไปด้วยความหึงหวง แท้จริงที่มันมาเข้าร่วมในแผนนี้ด้วยก็เพราะมัน สนใจในิเจียวจูนั้นเอง
เมื่อสนทนากันจบพวกมันทั้งสามก็กำลังจะก้าวเท้าออกจากบริเวณนี้ทันที
แต่ยังมิทันทีพวกมันจะได้ไปไหน จู่ ๆ ก็พลันมีเงาลึกลับพุ่งผ่านร่างทั้งสามไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลมวูบไหว จากนั้นร่างของพวกมันก็ตัวแข็งค้างราวกับเป็ก่อนหิน แถมยังไม่อาจเปล่งวาจาใดออกมาได้อีก ทำได้อย่างมากสุดคือการกลอกตาไปมาด้วยความตื่นตระหนกใ “หมดเวลาก่อกรรมทำชั่วของพวกเ้าแล้ว ข้าเคยเตือนพวกเ้าไปแล้วมิใช่รึ ว่าให้กลับตัวกลับใจ แต่พวกเ้าก็ยังไม่สำนึก เช่นนั้นก็จงรับผลกรรมที่พวกเ้าทำมาทั้งหมดเถิด…” เสียงของฉินฟงในร่างของไท่หยวนอี้กล่าวขึ้นอย่างแ่เบา ก่อนที่มันจะม้วนพลิกฝ่ามือ และปล่อยลมปราณเข้าไปกระแทกกับหอเจดีย์จนเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง สิ่งที่ฉินฟงทำนั้นส่งผลให้กลไกแจ้งเตือนที่ฟู่เทียนซ่านตั้งไว้ทำงานทันที จากนั้นฉินฟงก็ใช้วิชาตัวเบาหลบออกมาเพื่อดูว่า พวกมันทั้งสามจะเป็เช่นไรต่อ..
สิ่งที่เกิดหลังจากนั้นก็คือ ปรมาจารย์ฟู่เทียนซ่าน กับบรรดาลูกศิษย์มากมายแห่กันออกมา เหมือนครั้งที่ฉินฟงในร่างจูต้าเหยียนลอบเข้ามาขโมยคัมภีร์ในหอ หากแต่ครั้งนี้พวกมันต้องตกตะลึงยิ่งกว่าครั้งก่อนมากนักเมื่อว่าคนร้ายทั้งสามคือคนใกล้ตัวของพวกมัน แถมยังเป็ศิษย์เอกอีกต่างหาก คนที่ดูจะโกรธแค้นที่สุดคงจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจาก ฟู่เทียนบอกว่านี่
มันเร่งคลายจุดให้คนทั้งสามในทันที และเมื่อจุดคลายออกิเจียวจูก็รีบสารภาพผิดพร้อมกับโยนความผิดให้ อู๋ก้านเหลียง และลู่ไกวฉือเร็วพลัน ตามมาสันดานปลิ้นปล้อน ร้อยเล่มเกวียนของนาง แถมยังไปร้องห่มร้องไห้ เกาะแข้ง เกาะขา ของฟู่เทียนซ่านอย่างไม่สนสายตาของลูกศิษย์คนไหนที่ยืนมองอยู่ อู๋ก้านเหลียง กับ ลู่ไกวฉือ ก็ทำได้แต่ตกตะลึง พยายามจะเอ่ยกล่าวคำแก้ตัวแต่ก็มิอาจพูดแทรก ิเจียวจูได้ทัน และดูเหมือนว่า ฟู่เทียนใจเริ่มใจอ่อนกับนาง ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วคนทั้งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมากเพียงใด
ฉินฟงที่ยืนมองอยู่บนยอดไม้ก็เริ่มหวั่นใจ เกรงว่าฟู่เทียนซ่านจะเอนเอียง หลงเสน่ห์มารยาของนางจิ้งจอกร้อยเล่ห์ ิเจียวจู และ ลงโทษความผิดของลูกศิษย์ไม่เท่ากัน “เอาล่ะ ๆ ข้าเข้าใจแล้ว เจียวจูเ้าคงจะโดนพวกมันทั้งสองบังคับขู่เข็ญสินะ เช่นนั้นความผิดของเ้าข้าจะเก็บไว้พิจารณาโทษอีกที ส่วนพวกมันสองคนที่กล้าเข้าไปขโมยคัมภีร์ของข้า ข้าจะลงโทษขั้นเด็ดขาดโดยการทำลายวรยุทธ์และขับออกจากสำนัก โดยไม่สนว่ามันจะเป็คนของฝ่ายไหน” ฟู่เทียนซ่านประกาศกร้าวเสียงแข็งให้ลูกศิษย์ทุกคนได้ยินทั่วกัน มันไม่สนใจด้วยว่า ลู่ไกวฉือ นั้นเป็คนของฝ่ายลมปราณ ที่จางซุนเจี่ยเป็คนดูแล
ทั้งอู๋ก้านเหลียง และลู่ไกวฉือต่างพากันหน้าถอดสี จิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว และความคับแค้นใจ ที่โดน ิเจียวจูทรยศ จากนั้น ฟู่เทียนซ่าน ก็กำลังจะให้ลูกศิษย์ของมันไปนำ ยาเม็ดทำลายวรยุทธ์มาเพื่อให้ อู๋ก้านเหลียง และลู่ไกวฉือ กินก่อนจะขับออกจากสำนัก แต่ยังมิทันได้ทำการอันใด จู่ ๆ ร่างของชายชราาุโ ในชุดผ้าไหมสีครามก็พลันปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางกลุ่มคน “ไท่หย่วนอี้..เ้ามาอยู่ที่นี้ั้แ่เมื่อไร”
ฟู่เทียนซ่านใเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้น ฉินฟงในร่างไท่หยวนอี้ยืนสงบนิ่งก่อนจะกล่าวตอบ
“ข้านั้นแอบดูอยู่นานแล้ว และข้าเองนี่แหละที่เป็คนจี้สกัดจุดพวกมันทั้งสามไม่ให้หนีไปไหน” ฉินฟงกล่าว ออกมาตรง ๆ อย่างไม่ปิดบัง “ที่แท้เป็เ้าเอง มิน่าเล่าวิชาสกัดจุดใบ้ และสกัดจุดการเคลื่อนไหวถึงได้ร้ายกาจนัก เช่นนั้นเ้าประสงค์สิ่งใดถึงปรากฏตัวออกมา” ไท่หยวนอี้แย้มยิ้มก่อนเอ่ยถาม “ข้าปรากฏตัวออกมาเพราะมีเื่ข้องใจ..”
“ ข้องใจอันใดรึ?”
“ในเมื่อพวกเขาทั้งสาม สมรู้ร่วมคิดกันขโมยคัมภีร์เ้า แล้วไฉนเลยเ้าถึงลงโทษแค่มันสองคน แต่ไม่ลงโทษศิษย์หญิงของเ้าคนนี้”
ฟู่เทียนเซียนชะงักนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบ “จริงสิ ก่อนอื่นข้าต้องขอบใจเ้ามาก ที่ช่วยจับเ้าศิษย์ชั่วเนรคุณพวกนี้ ส่วนเื่การลงโทษพวกมันข้าว่าเ้าอย่ามาก้าวก่ายเลยดีกว่า พวกมันล้วนเป็ศิษย์ของข้าเช่นนั้นก็ปล่อยให้ข้าเป็คนจัดการเถิด” ฉินฟงได้ฟังคำของฟู่เทียนซ่านก็ยิ่งประหลาดใจราว กับมันกำลังจะบอกว่านี่เป็เื่ส่วนตัวของมัน เขาไม่ควรเข้ามายุ่งให้เสียเวลา “ศิษย์เ้ากระนั้นรึ เ้ามองผิดแล้ว เ้าศิษย์ที่คุกเข่าสวมเสื้อสีฟ้านั้นเป็คนของ จางซุนเจี่ย แห่งฝ่ายลมปราณมิใช่รึ แล้วเ้าจะบอกว่ามันเป็ศิษย์ของเ้าได้อย่างไร”
พอฉินฟงกล่าวเช่นนั้น ฟู่เทียนซ่านก็ทำท่าทางไม่พอใจ เพราะจริง ๆ มันก็รู้อยู่เต็มอกว่าลูไกวฉือไม่ใช่คนของมัน แต่จุดประสงค์ของฟู่เทียนซ่านยามนี้คือ ้าให้ไท่หยวนอี้เลิกวุ่นวาย และไปให้พ้น ๆ
“ลูกศิษย์ก็ไม่ใช่คนของเ้า แถมเ้ายังลงโทษพวกมันแต่ล่ะคนไม่เท่ากันอีก นี่รึ ผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็ปรมาจารย์าุโ ช่างน่าขันเสียจริง” พอฉินฟงกล่าวจบ ใบหน้าของฟู่เทียวซ่านก็แดงก่ำด้วยความโกรธจนเผยให้เห็นถึงเส้นเืปูดโปนที่ขมับ “นี่เ้า….!!!” มันถึงกับยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้าของไท่หยวนอี้อย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะสะบัดแขนลงแล้วหันหลังเดินจากไปด้วยความแค้นพร้อมกับกล่าวทิ้งท้าย
“เ้าอยากจะทำอะไรกับพวกมันก็เชิญ! ท่าน..เ้า..สำนัก..”
แต่คนที่ตกตะลึงตัวแข็งในยามนี้มากที่สุดน่าจะเป็ ิเจียวจู นางพยายามกระเสือกกระสนคลานตามฟู่เทียนซ่านพร้อมกับร้องเรียกเสียงดัง แถมยังป่าวประกาศออกมาอย่างไรยางอายว่า นางกับมันมีความสัมพันธ์รักลึกซึ้งเกินกว่าศิษย์กับอาจารย์ แต่ฟู่เทียนซ่านก็มิได้แยแส แถมยังรีบก้าวเท้าเดินจากไปไวขึ้นอีก ฉินฟงได้มองพวกมันด้วยความสมเพชก่อนจะส่ายหัวเบา จากนั้นมันก็ใช้วิชาประหลาดเคลื่อนไหวไปมาด้วยความว่องไว ทำลายวรยุทธ์ของคนทั้งสาม ก่อนจะออกคำสั่งให้ลูกศิษย์คนอื่นขับไล่พวกมันจากสำนักในวันรุ่งขึ้น..
จบบทที่ 15
บทต่อไป สมคบพรรคมาร
ยามจื่อ คือเวลาประมาณ 23.00 – 24.59 น.