บ้านวรากุลเงียบเกินไปหลังเสียงนั้นจบ
พฤกษ์ยืนอยู่หน้ากระจกบานเก่าในห้องทำงานของพ่อ แสงจากโคมตั้งโต๊ะส่องผิวแก้วเป็สีเหลืองหม่น แต่ในเงาสะท้อน กระจกยังดำเหมือนมีน้ำหมึกขังอยู่หลังแผ่นแก้ว เส้นตราที่ลากจากฝ่ามือเขาไปยังข้อมืออคิราห์จางลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงความร้อนแปลบ ๆ ใต้ิั
เมษายืนชิดธาม มือข้างหนึ่งกุมชายแขนเสื้อของตัวเองแน่น เครื่องบันทึกเสียงในมือธามยังเปิดอยู่ ไฟสีแดงกะพริบเป็จังหวะสม่ำเสมอจนน่ารำคาญ
"ใต้บ้าน" ธามทวนเบา ๆ "มันพูดชัดใช่ไหม"
"ชัด" เมษาตอบแทน เธอกลืนน้ำลาย "ชัดเกินไปด้วย"
พฤกษ์ละสายตาจากเงาสะท้อน "ห้องนี้มีใต้พื้น"
ธามหันมาทันที "คุณรู้ได้ยังไง"
"ตอนเด็กผมเคยได้ยินเสียงกลวงเวลาเดินผ่านโต๊ะพ่อ" พฤกษ์มองพื้นไม้เก่าใต้พรมสีซีด "แต่พ่อบอกว่าบ้านเก่า ไม้ยุบเป็ธรรมดา"
"พ่อคุณโกหกได้เนียนดี"
"เขาโกหกบ่อยกว่าที่ผมอยากยอมรับ"
ธามย่อตัวลง เก็บพรมขึ้นอย่างระวัง ฝุ่นเก่าลอยขึ้นมาพร้อมกลิ่นไม้ชื้นและกลิ่นดอกไม้หวานจาง ๆ ที่ไม่ควรมีในห้องปิดหน้าต่างมาหลายชั่วโมง ใต้พรมเป็พื้นไม้สีเข้ม แผ่นหนึ่งมีรอยขีดเล็ก ๆ ตรงมุม เหมือนเคยถูกงัดแล้วตอกกลับด้วยมือที่รีบเกินไป
"ไม่ต้องถอยไปไกลกว่านั้น" พฤกษ์พูดโดยไม่หัน
"ผมไม่ได้สั่ง"
"ผมรู้" พฤกษ์ก้มลงข้างธาม "แต่บ้านนี้ชอบนับสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจ"
ธามใช้มีดพับแงะร่องไม้ แผ่นพื้นยกขึ้นยากเหมือนมีอะไรดึงจากด้านล่าง เมษาช่วยส่องไฟจากโทรศัพท์ แสงขาวตกลงไปในช่องมืด เห็นฝุ่น เส้นรากแห้ง และกล่องไม้ใบเล็กเท่าหนังสือหนา ๆ วางอยู่ใต้คาน
"อย่าเพิ่งจับด้วยมือเปล่า" ธามเตือน
พฤกษ์เกือบหัวเราะ แต่เสียงไม่ออก "ประโยคนี้ควรพูดั้แ่บทแรกของชีวิตผมแล้ว"
ธามเหลือบมองเขา "ยังมีอารมณ์เล่น แปลว่ายังไม่พัง"
"หรือพังจนระบบป้องกันตัวทำงาน"
เมษายื่นถุงมือให้ ธามใช้ผ้าห่อกล่องขึ้นมา รากแห้งหลุดติดขึ้นมาด้วย เสียงมันครูดกับไม้เหมือนเล็บบาง ๆ ขูดพื้น พฤกษ์ได้กลิ่นดินเปียกแรงขึ้นทั้งที่รากแห้งกรอบ
พฤกษ์ไม่ชอบที่คำว่า "อาจ" กลายเป็คำที่ใช้กับชีวิตตัวเองบ่อยขึ้นทุกวัน
ธามถ่ายรูปกล่องจากหลายมุม แต่หน้าจอกล้องมีเงาสีดำเล็ก ๆ เกาะอยู่ตรงขอบภาพเสมอ ไม่ว่าจะขยับมือถือไปทางไหน เงานั้นอยู่หลังไหล่อคิราห์เหมือนคนตัวสูงยืนชิดเกินไป
"คุณเห็นไหม" ธามถาม
อคิราห์มองจอ สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่เส้นเืที่ข้างคอเต้นชัดขึ้น "เห็น"
"มีใครอยู่หลังคุณไหม"
"ถ้ามี ผมคงไม่อยากให้มันอยู่"
เมษาขยับเข้าใกล้พฤกษ์ "เสียงในรากเงียบไปแล้วค่ะ แต่หนูได้ยินเหมือนคนหายใจใต้พื้น"
ธามสบถเบา ๆ "หลักฐานที่เปิดตัวเองได้ น่ารักจริง"
ข้างในบุด้วยผ้าดิบเก่า มีเศษกระจกดำแตกครึ่งวางอยู่บนด้ายขาวอีกเส้นหนึ่ง กระจกหนากว่ากระจกทั่วไป ขอบแตกคมแต่ไม่มีรอยบาดบนผ้า ข้างกันมีป้ายชื่อไม้เล็ก ๆ เขียนด้วยหมึกจางจนอ่านได้เพียงสามตัวแรก
"คุณพฤกษ์"
เขายกมือห้ามทันที "อย่าเรียกซ้ำ"
พฤกษ์ไม่ได้โทษเธอ เขาแค่เห็นตัวอักษรบนป้ายชื่อไหวเบา ๆ ตอนเสียงของเมษาแตะชื่อเขา เหมือนสิ่งที่นอนอยู่ในกล่องขยับฟัง
รอยแหวนใต้ผิวอคิราห์สว่างจาง ๆ
"อย่าแตะ" อคิราห์พูดกับพฤกษ์
พฤกษ์มองเขา "คุณรู้ว่ามันคืออะไร"
"ผมจำกลิ่นได้"
"กลิ่น?"
"กลิ่นคืนที่ผมอยากลืม"
หลายเสียงซ้อนกันในที่มืด เสียงผู้ใหญ่ เสียงเด็ก เสียงชาย เสียงหญิง ทุกเสียงเรียกเพียงครึ่งคำแล้วหยุด เหมือนถูกมือใครปิดปากก่อนพูดจบ พฤกษ์ยืนอยู่กลางห้องโถงเก่าของบ้านวรากุล แต่ผนังสูงกว่าเดิม เงาบนเพดานขยับเป็ลายรากไม้ เทียนเจ็ดเล่มตั้งรอบวงตราบนพื้น
พ่อของเขาอยู่ข้างเด็กชาย ปกรณ์ วรากุลในคืนนั้นยังไม่แก่เท่ารูปสุดท้ายที่พฤกษ์จำได้ แต่ดวงตาลึกเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายคืน มือของพ่อสั่นตอนจับป้ายชื่อไม้
"ถ้าจำชื่อไม่ได้ ลูกยังไม่ต้องรับ" ปกรณ์กระซิบกับเด็ก "มองพ่อไว้ ไม่ต้องฟังใคร"
อีกด้านหนึ่งของวงตรา ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มยืนถือแหวนครึ่งวงสองชิ้น ใบหน้าคมคล้ายภาพเก่าของตระกูลกฤตเมธที่พฤกษ์เคยเห็นในแฟ้ม ธีรัตน์ กฤตเมธ ไม่ได้ดูเหมือนิญญา ไม่ได้ดูเหมือนปีศาจ เขาดูเหมือนคนเป็ ๆ ที่เชื่อว่าตัวเองกำลังทำเื่จำเป็
"ปกรณ์ คุณถ่วงเวลาเรามานานพอแล้ว" ธีรัตน์พูด "ผู้รับฝากต้องตอบรับคืนนี้"
"เขายังเด็ก"
"คำสาปไม่รอให้เด็กโต"
เสียงผู้หญิงดังจากหลังเสา "คำสาปไม่เคยขอให้ใช้เด็กด้วย"
"ชื่อผิดจะเปิดประตูผิดบาน" ลลิตาพูด "คุณไม่ได้แก้ฝากราก คุณกำลังทำให้สิ่งที่อยู่ข้างในเรียนรู้ทางออก"
ธีรัตน์หันไปมองเธอ "คุณเป็แค่ผู้คุมผนึก ไม่ใช่เ้าของมัน"
"เพราะไม่มีใครควรเป็เ้าของมัน"
"คุณบอกว่าเด็กคนอื่นจะไม่ต้องเข้าไปในวง" อคิราห์วัยสิบเก้าพูดกับธีรัตน์ "ถ้าผมเป็ภาชนะชั่วคราว"
ธีรัตน์ยกแหวนขึ้น "ใช่"
"และเด็กคนนั้นจะไม่ต้องจำชื่อ"
ปกรณ์เงยหน้าทันที "คุณไม่ได้บอกผมเื่นี้"
ธีรัตน์ไม่มองเขา "เพราะคุณมัวแต่ปกป้องลูกจนลืมคนอื่น"
ปกรณ์พุ่งเข้าไป แต่เส้นรากดำจากพื้นตรึงข้อเท้าเขาไว้ เด็กชายในวงสะดุ้ง ป้ายชื่อในมือปกรณ์หล่นลงบนพื้น หมึกบนป้ายไหลเป็คำว่า พฤ... แล้วหยุดเหมือนมีใครตัดตัวอักษรที่เหลือทิ้ง
ลลิตาก้าวเข้าหาวงตรา "อย่าสวมแหวนครบวง"
ธีรัตน์ประกบแหวนสองครึ่งเข้ากับนิ้วของอคิราห์
อคิราห์วัยสิบเก้าหอบ เขาพยายามถอดแหวนออก แต่นิ้วมีเืซึม แหวนเหมือนฝังเข้าใต้ผิว
"ปิดประตู" ปกรณ์ะโ "ลลิตา ปิดเดี๋ยวนี้"
"ต้องมีชื่อรับผลแทน" ธีรัตน์พูด แต่เสียงเขาเปลี่ยนไปในคำท้าย ต่ำกว่าเดิม ลึกกว่าเดิม "ต้องมีคนตอบ"
ลลิตาหน้าซีด "นั่นไม่ใช่เสียงคุณ"
"ชื่อเป็ประตูที่ง่ายที่สุด" มันพูด "มนุษย์เปิดปากเรียกกันทั้งชีวิต"
เด็กชายในวงตราร้องไห้เงียบ ๆ ปกรณ์คลานเข้าไปหาเขาทั้งที่รากรัดข้อเท้า เืซึมผ่านถุงเท้า
"มองพ่อ" ปกรณ์พูดซ้ำ "อย่าตอบ"
อคิราห์วัยสิบเก้าส่ายหน้าแรงเหมือนพยายามไล่เสียงในหัว "อย่าใช้เด็ก"
"งั้นเ้าตอบแทน"
วงตราบนพื้นเปิดออกเหมือนน้ำดำแยกจากกัน รากพุ่งขึ้นพันร่างคนนั้น เสียงกรีดร้องสั้นมาก สั้นจนยิ่งน่ากลัว แล้วคนคนนั้นหายไป เหลือเพียงด้ายขาวตกลงบนพื้นและเืกระเด็นใส่มืออคิราห์
ปกรณ์ใช้จังหวะที่วงตราปั่นป่วนคว้าป้ายชื่อขึ้นมา เขากัดปลายนิ้วตัวเอง เขียนทับตัวอักษรบนป้ายด้วยเื แล้วกดป้ายลงกับเศษกระจกดำ
"จำผิดเสีย" ปกรณ์กระซิบ "จำฉัน จำชื่อที่ไม่ครบ จำทางที่ปิดแล้ว อย่าจำลูกฉันครบ"
ลลิตาหันมามองเขา "คุณกำลังปิดเขาด้วย"
"ผมรู้"
"เขาจะเสียความทรงจำ"
"ดีกว่าเสียตัวเขา"
"คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเด็กไปตลอดชีวิต"
ปกรณ์ร้องไห้โดยไม่มีเสียง "คืนนี้ผมไม่มีทางเลือกที่ไม่ผิด"
"ปิดชื่อหนึ่ง ก็เปิดแผลหนึ่ง"
อคิราห์ตัวจริงขืนร่างตัวเองจนเืไหลจากจมูก "ไม่"
"ลืม" พ่อพูด "จนกว่าจะมีทางแก้ที่ไม่ต้องให้ลูกตอบ"
เขากลับมาที่ห้องทำงานของปกรณ์พร้อมเสียงหอบของตัวเอง
เศษกระจกดำยังอยู่ในมือ ถุงมือขาดเป็รอยยาวตรงปลายนิ้ว เืของเขาซึมออกมาแตะผิวกระจก
"พฤกษ์!" ธามคว้าข้อมือเขา "มองผม คุณกลับมาแล้ว"
เมษาร้องไห้เงียบ ๆ อยู่ข้างโต๊ะ เธอคงเห็นบางส่วนผ่านเสียง เพราะเครื่องบันทึกเล่นเสียงซ้อนวุ่นวาย เสียงเทียนดับ เสียงเด็กสะอื้น เสียงผู้หญิงเตือนซ้ำว่าอย่าสวมแหวนครบวง
"ถ้าคุณกลัวผมตอนนี้" อคิราห์พูดเสียงต่ำ "ผมไม่โทษคุณ"
แต่ภาพเืบนมืออคิราห์วัยสิบเก้ายังติดอยู่ในตา และภาพเงาที่ยิ้มก่อนร่างจริงยังติดอยู่ตรงท้ายทอย ความกลัวไม่ได้เชื่อฟังเหตุผล มันเกิดก่อนคำอธิบายเสมอ
"อย่าเพิ่งสรุปอะไรจากนิมิต" ธามแทรกเข้ามา เสียงเขาแข็งกว่าปกติ "โดยเฉพาะนิมิตจากวัตถุที่ศัตรูอาจใช้บิดข้อมูลได้"
"มันไม่ได้บิดทั้งหมด" พฤกษ์พูด
"ผมไม่ได้บอกว่าทั้งหมด ผมบอกว่าอย่าให้มันเลือกจังหวะที่คุณจำได้แทนคุณ"
ธามดึงเศษกระจกออกจากมือพฤกษ์อย่างระวัง แล้ววางลงบนผ้าดิบ เขาหยิบป้ายชื่อขึ้นมาดูใกล้ ๆ โดยไม่แตะตัวอักษร
"นี่ไม่ใช่แค่ป้ายชื่อ" ธามพูด "เหมือนทะเบียน"
รายชื่อเก่าหลายชื่อถูกขีดทับด้วยหมึกซีด บางชื่อมีเพียงอักษรต้น บางชื่อมีวันที่กำกับที่ตรงกับแฟ้มคนหายซึ่งพวกเขาเคยเห็นในบทก่อน ๆ
เมษายกมือปิดปาก "เหยื่อ..."
"ไม่ได้ถูกฆ่าแค่เพื่อปิดปาก" ธามพูด "พวกเขาถูกใส่เข้าไปในระบบพิธี"
ข้างชื่อวิเชียรเขียนว่า
ตอบผิด / ใช้ซ้ำไม่ได้
ห้องเงียบลงอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่เพราะบ้านกลั้นหายใจ
แต่เพราะคนเป็ทุกคนในห้องเข้าใจพร้อมกันว่า ฆาตกรไม่ได้เพียงทดสอบพิษหรือกลิ่นดอกไม้ มันกำลังซ้อมให้คนตายตอบชื่อแทนใครบางคน
เมษากระซิบ "แล้วชื่อหนูล่ะ"
ไม่มีใครตอบได้
กระจกดำบนผ้าดิบสั่นเบา ๆ
อคิราห์ถอยห่างจากโต๊ะทันที พฤกษ์หันไปหาเขาโดยสัญชาตญาณ แต่หยุดตัวเองก่อนเรียกชื่อ
ดีแล้ว
หรือแย่แล้ว
เขาไม่รู้
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากกระจก
เป็เสียงธีรัตน์
แต่หลังจากนิมิต พฤกษ์รู้แล้วว่าเสียงนั้นอาจไม่เคยเป็ของธีรัตน์ทั้งหมด
"พวกเ้าตามหาคนตายผิดคนมานาน"
ธามยกเครื่องบันทึกเข้าใกล้ แต่ไฟสีแดงดับทันที
กระจกดำสะท้อนเพดานห้องทำงาน ทั้งที่มันควรสะท้อนใบหน้าคนที่ก้มอยู่เหนือมัน เงาในกระจกค่อย ๆ รวมตัวเป็ปากสีดำบนพื้นผิวแตก
"ธีรัตน์เป็ชื่อแรกที่ข้าขโมย" เสียงนั้นพูด
พฤกษ์รู้สึกว่าป้ายชื่อไม้ในกล่องขยับเอง
"ไม่ใช่ชื่อสุดท้าย"
ตัวอักษรบนป้าย "พฤ..." เข้มขึ้นทีละนิด เหมือนมีคนจุ่มพู่กันในเืแล้วกำลังจะเขียนต่อ
เสียงในกระจกลากคำแรกออกมาเบามาก
"พฤ..."