ตอนที่ 12 วางแผน (1)
ยามราตรีสายลมหนาวเย็น ซ่งจื่อเฉินกำชับเป็พิเศษให้คนมัดกระโจมแน่นขึ้นอีกหน่อย ทว่ายังคงเป็ห่วงว่ามู่ชิวจะหนาว ประคองเขานอนบนเตียงพลางดึงตัวเข้ามาไว้ในอ้อมกอด พร้อมทั้งช่วยห่มผ้าให้อย่างเอาใจใส่ “ตัวเ้าเย็นขนาดนี้...ถ้าหนาวก็บอกข้า พรุ่งนี้จะให้พวกเขาเอาผ้าห่มมาเพิ่มอีกหนึ่งผืน”
“ไม่ใช่กระหม่อมที่หนาว แต่เป็เพราะพระวรกายท่านอ๋องอบอุ่นเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวยิ้มพลางตอบ ตบหลังเบาๆ ปลอบโยนคนข้างกาย จากนั้นก็อมยิ้มพลางพูดหยอกล้อ “ความเยาว์วัยช่างดียิ่ง ยามที่ไฟในกายโชติ่ ร่างกายก็ไม่ต่างจากเตาไฟขนาดย่อม...”
“เ้าแก่กว่าข้าไม่กี่ปี ทำอย่างกับแก่ชราแล้วเสียอย่างนั้น”
ซ่งจื่อเฉินอดหัวเราะไม่ได้ กอดแน่นยิ่งขึ้น จุมพิตหน้าผากของมู่ชิวอย่างแ่เบา น้ำเสียงแหบแห้งเจือไปด้วยความคลุมเครือ “ที่ไฟในกายข้าโชติ่ไม่ใช่เพราะเ้าหรอกรึ...เ้าต้องรักษาตัวให้หายโดยเร็ว จากนั้นพวกเราก็จะได้อยู่ด้วยกันอย่างสบายใจแล้ว”
“ท่านอ๋อง...”
ใบหน้าของมู่ชิวขึ้นสีเืฝาดอย่างควบคุมไม่ได้ เขากระแอมเล็กน้อย สายตาเบือนหนีไปด้านข้าง “ชันษาเท่านี้มากน้อยย่อมมีบ้างที่อดไม่ได้ อันที่จริงท่านอ๋องก็ไม่จำเป็ต้องอดกลั้นให้มากเกินไป...แม้กระหม่อมจะอยู่กับท่านอ๋องไม่ได้ แต่...”
ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกซ่งจื่อเฉินประทับจูบอย่างกะทันหัน หยุดคำพูดที่เหลืออยู่ให้กลับเข้าไป จุมพิตของคนข้างกายเร่าร้อนเหมือนร่างกายของเขา แผ่ซ่านไปทุกอณูอย่างไร้เหตุผล เจือด้วยลมหายใจรุกเร้าพานให้หัวใจสั่นไหว คล้ายพละกำลังที่สะกดแรงขัดขืนแทบจะเพียงพอให้ฉีกร่างกายของเขาออกเป็ชิ้นๆ สุดโต่งเหลือคณา ทว่าเต็มไปด้วยความทะนุถนอม ความรู้สึกที่เก็บซ่อนอยู่ในส่วนลึกแทบทำให้เขาหายใจไม่ออก
จุมพิตอันแสนยาวนาน จนกระทั่งดวงตาของมู่ชิวเริ่มพร่ามัว ในที่สุดซ่งจื่อเฉินถึงปล่อยเขา ล้มลงข้างกันอย่างหมดแรง ทั้งสองคนต่างหายใจหอบ ไม่มีใครเหลือแรงพูดไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ทันใดนั้นซ่งจื่อเฉินก็พลิกตัวโอบคนข้างกายที่ไม่รู้จักหลาบจำเข้ามากอดแน่น “มู่ชิว ห้ามเ้าพูดเช่นนี้อีก...จำได้หรือยัง”
มู่ชิวไม่ตอบทันทีแบบที่เห็นได้ยาก แรงบีบรัดที่แขนและความรั้นในน้ำเสียงประหนึ่งคมดาบที่ทิ่มแทงเข้าไปในอกของเขาจนลึก บิดเกลียวอย่างไร้ความปรานี ทำให้เขาเ็ปเสียจนหายใจไม่ออก ใจหนึ่งของเขาก็อาลัยอาวรณ์ความอบอุ่นเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากปล่อยไป อีกใจหนึ่งกลับ ยากที่จะสะกดกลั้นความรู้สึกผิดในความเห็นแก่ตัวที่แสนอ่อนแอของตัวเอง ไม่กล้าคิดว่าหากวันหนึ่งเขาไม่อยู่แล้ว ท่านอ๋องของเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
ผ่านไปสักพักยังไม่ได้ยินเสียงตอบจากมู่ชิว ในใจของซ่งจื่อเฉินก็เริ่มกระวนกระวาย หันไปมองคนข้างกายทันทีเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้นกลับถูกมู่ชิวเป็ฝ่ายจู่โจมเข้ามากอดก่อน น้ำเสียงอ่อนโยนที่ทำให้เขาสบายใจมาตลอดเวลานี้กลับทำให้เขาอดรู้สึกหนาวเย็นถึงกระดูกไม่ได้ “ท่านอ๋อง อย่าเอาแต่พระทัย...”
“เอาแต่ใจก็ช่าง ต่อให้เ้าโกรธ มีเพียงเื่นี้ที่ข้าไม่มีทางฟังเ้า”
ซ่งจื่อเฉินโอบรัดมู่ชิวแน่น สองแขนแทบจะควบคุมการสั่นอันเกิดจากแรงที่ลึกซึ้งจนเกินไปไม่ได้ ทว่ากลับไม่ยอมปล่อยแม้สักนิด “ชีวิตนี้ข้า้าเพียงเ้า เมื่อก่อนข้าทำผิดไว้มากมาย มู่ชิว เ้าให้โอกาสข้าได้ชดเชย เ้าต้องให้ข้าได้ชดเชยมันทีละนิด มิเช่นนั้นชีวิตนี้ข้าคงไม่สบายใจ...เ้าเข้าใจหรือไม่”
องค์ชายน้อยที่เมื่อก่อนโอบเข้ามากอดได้อย่างง่ายดายยามนี้เติบโตโดยสมบูรณ์แล้ว แรงกอดนั้นรัดเสียจนเขาหายใจไม่ถนัด ร่างกายรู้สึกเ็ปเป็ระลอก มู่ชิวกลับยังคงไม่ผลักคนตรงหน้าออก เขา้าบางสิ่งบางอย่างย้ำเตือนให้ตัวเองจดจำเื่พวกนี้ จดจำความเ็ป ความยินดี ความขมขื่นอันแสนเร่าร้อนเหล่านี้ ต่อให้ในอนาคตต้องสูญเสียทั้งหมดนี้ไปอีกครั้งก็ยังคงมีพละกำลังมากพอที่ช่วยประคองเขาเอาไว้ได้ ทำให้เขามีความกล้าพอที่จะเดินไปสู่จุดหมายปลายทางซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วอย่างกล้าหาญ
เมื่อสบสายตากับดวงตาเคร่งขรึมราวกับเก็บซ่อนความรู้สึกอันหนักหน่วงที่ไม่อาจสลายไป ทันใดนั้นมู่ชิวก็ยิ้มออกมา เป็ฝ่ายจุมพิตคนข้างกายอย่างแ่เบา หลับตาพลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจำได้แล้ว”
ก็แค่พยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป เขาชินแล้วกับการบังคับตัวเองให้ทำเื่ที่ดูเหมือนยากจนสำเร็จ และก็มักจะสำเร็จอยู่เสมอราวกับปาฏิหาริย์ ครั้งนี้แค่ต้องบังคับตัวเองให้มีชีวิตอยู่นานอีกหน่อย ก็ต้องทำสำเร็จให้ได้เช่นกัน
ทันใดนั้นซ่งจื่อเฉินก็ตัวสั่น มองคนในอ้อมกอดด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ยกมุมปากเล็กน้อย แต่แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
หลายวันต่อมาเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างปกติ เป็เพียงการเดินทัพวันแล้ววันเล่า แม้ระหว่างทางจะขลุกขลักไปบ้าง ทว่ามู่ชิวที่ไม่มีเื่ให้กังวลใจอีกในที่สุดร่างกายก็เริ่มดีขึ้น ถือเป็เื่เดียวที่ทำให้ซ่งจื่อเฉินดีใจท่ามกลางการเดินทัพอันแสนเหี่ยวเฉา
มองใบหน้าของคนผู้นี้ที่มีเืฝาดมากขึ้นทุกวัน ในที่สุดแต่ละวันก็กินได้เป็กิจจะลักษณะมากขึ้น ยามโอบกอดคล้ายมีเรี่ยวแรงมากขึ้น ซ่งจื่อเฉินโล่งใจอย่างแท้จริงเป็ครั้งแรกนับั้แ่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
พวกเขาเพิ่งออกจากเขตปินโจว ระยะทางไปถึงชายแดนยังเหลืออีกเดือนกว่า ตลอดเส้นทางสงบราบรื่นไร้เหตุ ในที่สุดความตึงเครียดของเขาก็ผ่อนคลายลงบ้าง ใช้เวลา่กลางวันที่อากาศพออบอุ่นหาม้าเชื่องมาขี่เดินเล่นไปกับมู่ชิว มู่ชิวจะได้สูดอากาศมากหน่อย ซ้ำยังเป็ผลดีต่อร่างกาย