หลังจากที่ขึ้นรถม้ามานานกว่าหนึ่งชั่วยามก็เข้าเขตตัวเมือง เดิมทีหากเดินทางด้วยเกวียนจะต้องใช้เวลานานถึงสองชั่วยาม ยังดีที่รถม้าคันหรูของท่านเ้าเมืองวิ่งได้เร็วกว่า พวกเขาจึงใช้เวลาอยู่ในรถม้าไม่นานนัก
“อยากไปเดินซื้อของก่อน หรือจะเข้าไปดูที่ที่ข้าเตรียมไว้ก่อน”
“ไปดูที่ก่อนเถิดเ้าค่ะ อาิยังมิหิวใช่หรือไม่”
“ยังขอยับ น้องยังอิ่มอยู่” มือเล็กลูบพุงกลมๆ ให้พี่สาวดูว่าเขาอิ่มมากเพียงใด
“เช่นนั้นก็ตามข้ามา” โจวอี้หานเดินนำร่างบาง มาจนถึงที่ดินกลางตลาด ที่ดินผืนนี้มีสิ่งปลูกสร้างที่เป็เหมือนร้านบางอย่าง ตัวเรือนมีเพียงชั้นเดียว แม้จะมีฝุ่นผงเกาะจนดูเก่า แต่ลี่มี่คิดว่าตัวเรือนยังคงแข็งแรงอยู่มาก
“ที่นี่เป็ร้านขายยาเก่า เ้าของเดิมย้ายไปอยู่เมืองอื่น เขาจึงขายให้กับข้า แต่ข้ามิรู้จะใช้ทำสิ่งใดจึงได้ปล่อยทิ้งร้างไว้เช่นนี้” ร่างสูงเดินเข้าไปเปิดประตูดูภายในตัวเรือน มือหนายกกระดาษร่างโครงสร้างของตัวเรือนขึ้นมาดู พลางเดินนำสองพี่น้องสำรวจที่ทางภายในร้าน ดูเหมือนว่าสถานที่นี้จะเหมาะแก่การตั้งเป็สำนักแม่หมอเป็อย่างมาก ด้วยเพราะภายในตัวเรือนมีการกั้นห้องขั้นมาอีกชั้น ลี่มี่จึงคิดว่าจะใช้พื้นที่ในตัวเรือนชั้นนอกเป็ที่นั่งรอของผู้ศรัทธา ส่วนพื้นที่ในตัวเรือนชั้นในทำเป็ห้องสำหรับดูนิมิต
“ข้าคิดว่ามิต้องเปลี่ยนสิ่งใดเลยเ้าค่ะ เพียงทำการเพิ่มโต๊ะและเก้าอี้ไว้ตรงพื้นที่ชั้นนอกก็พอแล้ว”
“ได้ ข้าจะจัดการให้ ้าสิ่งใดอีกหรือไม่”
“เอ่อ ขอท่านช่วยเจาะประตูหลังเพิ่มให้ข้าด้วยเ้าค่ะ เผื่อจะใช้เป็ทางออก” พูดคุยเื่ตกแต่งและทำความสะอาดร้านแห่งนี้ได้ไม่นาน ลี่มี่ก็รู้สึกถึงแรงกระตุกจากอาภรณ์ พอก้มมองลงไปก็พบว่าเป็น้องชายขอนางที่กำลังดึงอาภรณ์ของนางเบาๆ
“มีอันใดหรืออาิ”
“ฮัดชิ่ว! น้องเริ่มหิวขึ้นมานิดหน่อยขอยับ แหะๆ” นิ้วป้อมจีบเข้าหากัน ราวกับ้าบอกพี่สาวว่าเขาหิวเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“หึๆ หากว่าน้องชายเ้าหิวแล้วก็พอเท่านี้เถิด ข้าจะให้ช่างรีบมาจัดการให้ภายในเจ็ดวันนี้” อี้หานเห็นเด็กชายหิวก็เอ็นดูไม่น้อย ตัวเขาก็มีบุตรชายอยู่หนึ่งคน แต่รายนั้นทั้งแสบทั้งซน ก่อเื่ไม่เว้นแต่ละวัน
ร่างสูงเดินเข้ามาอุ้มเด็กชายไว้ในอ้อมแขน พลางเอ่ยถามเด็กน้อยว่าอยากทานสิ่งใด แน่นอนว่าเด็กน้อยขี้เขินอายจึงตอบอ้อมแอ้มออกมาว่าอยากได้ถังหูลู่เพียงหนึ่งไม้เท่านั้น
“หึๆ เอาเพียงหนึ่งไม้เองหรือ ข้าซื้อให้สองไม้ดีหรือไม่”
“ขอบพระคุณขอยับ” ลี่มี่เห็นน้องชายเข้ากันดีกับชายหนุ่มก็นึกไม่ชอบใจขึ้นมา แม้จะเป็เื่ดีที่ท่านเ้าเมืองเอ็นดูน้องชายของนาง แต่นางก็รู้สึกเหมือนถูกแย่งความรักจากน้องชายไปทีละนิดๆ
“อะแฮ่ม! พี่สาวเ้าอยู่ทางนี้นะอาิ” ลี่มี่เอ่ยแขวะน้องชายที่เดินตามท่านเ้าเมืองต้อยๆ ราวกับลูกสมุน
“พี่มี่เอ๋อร์ยีบเดินขอยับ เดี๋ยวจะหยงทางเอาได้”
“หึๆ รีบเดินเข้า หากหลงทางข้าไม่กลับมารับนะ” สายตาคมเต็มไปด้วยความขำขัน ยิ่งเห็นเช่นนั้นลี่มี่ยิ่งขัดใจ ร่างบางรีบเดินกระฟัดกระเฟียดตามร่างสูงไป พลางแวะซื้ออาหาร ขนม และของใช้ต่างๆ ไปให้ท่านยายด้วย
“รอข้าประเดี๋ยว ข้าอยากแวะซื้อขนมไปให้บุตรชาย” เมื่อได้ยินคำว่าบุตรชายจากปากร่างสูง ลี่มี่ถึงกับหน้าถอดสี หากว่าท่านเ้าเมืองมีบุตรชาย ย่อมต้องมีฮูหยินเป็ตัวเป็ตนแล้ว เื่ราวในภาพนิมิตก็มิสมควรเป็เช่นนั้นมิใช่หรือ
“ข้าได้ขนมมาแล้ว อ่อ เ้าคงต้องไปที่เรือนของข้าก่อนนะ วันนี้ข้านัดหมายท่านผู้ช่วยและหัวหน้ามือปราบมาพูดคุยเื่คดี อยากให้เ้าได้รับฟังด้วย”
“ข้ายินดีเ้าค่ะ” ลี่มี่หยุดคิดเื่ภาพนิมิต เห็นทีหลังจากจบเื่คดีแล้ว นางคงต้องหนีให้ห่างท่านเ้าเมือง ระหว่างนี้ก็คงต้องรักษาระยะห่างเอาไว้บ้าง ว่าเพียงเท่านั้นทั้งสามคนก็ขึ้นรถม้ากลับเรือนท่านเ้าเมืองทันที
“กว้างใหญ่มากขอยับ” ตากลมของเด็กน้อยกวาดมองไปทั่วบริเวณ ในเขตเรือนท่านเ้าเมืองมีทั้งเรือนหลัก เรือนรับรองแขกบ้านแขกเมือง เรือนเล็ก และเรือนของบ่าวรับใช้ ทิวทัศน์โดยรอบก็น่าอยู่ไม่น้อย มีไม้ดอกไม้ประดับปลูกเรียงราย มองไปทางใดก็ดูสวยสดงดงาม ทั้งที่ท่านเ้าเมืองมิเหมือนกับพวกชมชอบดอกไม้เลยสักนิด แต่กลับมีดอกไม้ประดับประดาอยู่เต็มเรือน เห็นทีฮูหยินของท่านเ้าเมืองจะดูแลใจใส่ เื่ภายในเรือนไม่น้อย
พอคิดถึงเื่นี้ นางก็อดรู้สึกผิดต่อฮูหยินท่านเ้าเมืองมิได้ เื่ราวในนิมิต ยิ่งทำให้ลี่มี่คิดหนัก ว่าสิ่งที่นางตัดสินใจนั้นถูกต้องแล้วหรือ นางควรอยู่ใกล้ท่านเ้าเมืองเช่นนี้หรือไม่
“ฮูหยินท่านอยู่ที่ใดหรือเ้าคะ ข้าจะเข้าไปคำนับและแนะนำตัว ข้าเกรงว่าท่านพาข้ามาเช่นนี้จะเกิดความเข้าใจผิดเอาได้”
“ฮูหยินอันใดของเ้า”
“ก็ฮูหยิน ที่หมายถึง ภรรยาอย่างไรเ้าคะ เข้าใจยากที่ใดกัน หน้าตาท่านก็ดูฉลาดหลักแหลม เหตุใดยังไม่เข้าใจอีก”
“เ้ากล้าถึงขั้นด่าว่าข้าโง่งมอย่างนั้นหรือ หึ! เป็เ้าต่างหากที่โง่งม ข้ามิมีฮูหยิน มิมีภรรยา ข้าจึงถามเ้าว่าฮูหยินอันใด” คำตอบของชายหนุ่มทำให้ลี่มี่หน้าสลดขึ้นมา จนลืมว่าตนเองพึ่งถูกด่าว่าโง่งม
หรือว่าฮูหยินของท่านเ้าเมืองจะสิ้นลมไปแล้ว น่าสงสารยิ่ง อยู่กับบุตรชายเพียงสองคนหรือนี่
“เ้าหยุดใช้สายตาเวทนามองข้าเสียที มันมิได้เป็ดังที่เ้าคิด” เมื่อถูกร่างสูงจับได้ลี่มี่ก็รีบปรับอารมณ์ทันที คนตรงหน้าคงมิอยากให้ผู้ใดมาสงสารตนเอง
“ข้าเสียใจด้วยนะเ้าคะ เื่ฮูหยินของท่าน”
“เสียใจอันใดอีก เ้าคิดเพ้อเจ้ออันใด”
“ก็ที่ฮูหยินของท่านสิ้นลมและทิ้งบุตรชายไว้ให้ คงจะเหนื่อยมากใช่หรือไม่เ้าคะ ข้าเข้าใจดีว่าเลี้ยงเด็กมิง่ายเลยสักนิด” เื่ราวแสนรันทดที่ออกจากปากร่างบาง ทำเอาอี้หานถึงกับกุมขมับ นางมิได้ฟังเขาเลยหรืออย่างไร
“หยุดคิดเพ้อเจ้อ ข้ายังมิได้แต่งฮูหยิน ส่วนเื่บุตรชาย เขาเป็บุตรของพี่ชายข้า บิดาและมารดาของเขาสิ้นลมไปแล้ว ข้าจึงรับเขามาเป็บุตรบุญธรรม” อี้หานเอ่ยเล่าเื่ราวของบุตรชายให้กับหญิงตรงหน้าฟัง เพราะเื่นี้มิใช่ความลับ ผู้คนต่างก็รู้ว่าแท้จริงแล้ว โจวหวังเยี่ยนมีศักดิ์เป็หลานของเขา
“อะแฮ่ม เป็เช่นนั้นหรอกหรือ” ใบหน้าน่ารักขึ้นสีแดงระเรื่อ หากใบหน้าของนางเป็กระจก บัดนี้คงแตกเกลื่อนจนมิเหลือชิ้นดี ใครจะไปคิดว่าเื่ราวจะเป็เช่นนี้เล่า
“คิกๆ พี่มี่เอ๋อร์อายหยือ” นี่อย่างไร น้องชายตัวดีคงรักนางมากกระมัง จึงได้ย้ำเื่ราวขึ้นมาอีก
โจวอี้หานเดินนำลี่มี่และลี่ิเข้ามาในเขตเรือนหลัก สองพี่น้องก็ตกเป็ที่สนใจทันที บ่าวรับใช้ในเรือนท่านเ้าเมืองต่างซุบซิบกันว่า ลี่มี่อาจจะเข้ามาเป็ฮูหยินหรือไม่ก็อนุของท่านเ้าเมือง
“ท่านพ่อ กลับมาแล้วหรือขอรับ” เด็กน้อยร่างสมส่วนรีบเข้ามาออดอ้อนบิดา แต่คนเป็พ่อกลับรู้ทัน
“หึๆ ไปก่อเื่อันใดมาอีกเล่า”
“ข้ามิได้ก่อเื่เสียหน่อย สาวใช้ผู้นั้นลื่นตกในสระเอง คิกๆ …แล้วนั่นผู้ใดกันขอรับ” หวังเยี่ยนมองไปด้านหลังก็พบเข้ากับหญิงสาวและเด็กน้อยที่หน้าตาคุ้นๆ แต่ก็มิได้เอ่ยทักทายผู้ใด ตามวิถีของคุณชายผู้ถือตัว ต่างจากเด็กชายตัวกลมที่กระตุกชายเสื้อของลี่มี่ยิกๆ ทั้งยังส่งยิ้มหวานไปให้คุณชายใจดีที่เคยซื้อถังหูลู่ให้ตั้งห้าไม้
“อ่า ที่แท้ก็เป็บุตรชายท่านเ้าเมืองนี่เอง ถึงว่าล่ะ” ลี่มี่กับหวังเยี่ยนจ้องตากันเขม็ง มิมีใครยอมใคร
“ใช่ ข้าเป็บุตรชายของท่านพ่อ เ้ากลัวข้าขึ้นมาแล้วสินะ” เด็กชายเชิดหน้าขึ้นอย่างถือตัว
“พอๆ พ่อมิเคยสอนให้เ้าอวดอ้าง ถือตนเช่นนี้ พวกเขาเป็แขกของพ่อ กล่าวขออภัยเสีย” อี้หานเข้มงวดกับบุตรชายเื่นี้มาก เขารู้ดีว่าตนเองมิค่อยมีเวลาให้บุตรชายจนหวังเยี่ยนซุกซนและไม่ยอมฟังผู้ใดเช่นนี้ ยังดีที่เด็กน้อยยังเชื่อฟังเขาอยู่บ้าง แต่ก็ยังดื้อรั้นตามประสาเด็กๆ
“แต่ท่านพ่อ- ข้าขออภัย” หวังเยี่ยนมิพอใจสักนิด เขาทั้งโมโหและเสียหน้า แต่ก็มิอยากทำให้ท่านพ่อเห็นเขาเป็เด็กไม่ดี จึงได้ยอมเอ่ยขออภัย
“เก่งมาก เด็กดีของพ่อ อย่างไรพ่อต้องฝากอาิไว้กับเ้า พาเขาไปเล่นด้วย อย่าได้กลั่นแกล้งเขาเล่า มิเช่นนั้นพ่อจะมิให้เ้าออกจากเรือนเจ็ดวัน พวกเ้าดูแลคุณชายทั้งสองให้ดี อย่าให้เกิดเื่ร้ายแรง”
“ขอรับ ข้าจะดูแลแขกของท่านพ่ออย่างดี มานี่สิเ้าเด็กขี้แย ข้าจะพาไปเล่น” หวังเยี่ยนกวักมือเรียกเด็กขี้แยที่เขาเคยพบที่ตลาด ครานั้นเพียงถังหูลู่หล่นเด็กน้อยผู้นี้ก็ร้องไห้โยเย
ลี่ิเงยหน้ามองพี่สาวครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าพี่สาวพยักหน้าอนุญาต ขาเล็กก็เดินตามหวังเยี่ยนไป
“บุตรชายท่านจะไม่แกล้งน้องข้าใช่หรือไม่ เจอกันคราวก่อนก็ทำน้องข้าร้องไห้” ลี่มี่เอ่ยถามชายหนุ่มอย่างมิได้จริงจังนัก คราก่อนเห็นได้ชัดว่าคุณชายก็เป็เด็กดีอยู่ไม่น้อย ทั้งท่านเ้าเมืองยังกำชับกับคุณชายและบ่าวรับใช้ไว้แล้ว นางจึงวางใจ
“เคยเจอกันเมื่อใดหรือ” เมื่อชายหนุ่มถาม ลี่มี่จึงเอ่ยเล่าเื่ราวให้เขาฟังระหว่างรอให้คนที่ท่านเ้าเมืองนัดไว้มาถึง
รอเพียงไม่นานพ่อบ้านจางก็นำทางบุคคลสามคนเข้ามาที่ศาลากลางสวน เดิมทีอี้หานคิดจะอยู่พูดคุยกันในเรือนหลัก แต่ลี่มี่เป็หญิงจึงคิดว่ามิสมควรนักหากว่าจะให้อยู่ร่วมกับชายในที่ลับตา เขาจึงได้เปลี่ยนมาเป็ศาลาแทน ทั้งเขายังไว้ใจคนในเรือนว่าจะมิปากสว่าง
ลี่มี่มองสำรวจผู้ที่พึ่งเดินเข้ามาใหม่สามคน แต่ละคนแนะนำตนเองให้ลี่มี่ได้รู้จัก คนแรกผู้ช่วยท่านเ้าเมืองหรงจี และหัวหน้ามือปราบฉือกงซึ่งนางเคยพบแล้ว ส่วนอีกคนเป็ท่านหมอประจำเมืองซูโจว นามว่า ฟ่งอู๋
“เื่คดีฆาตกรรมต่อเนื่องเริ่มขึ้น เมื่อพบศพหญิงสาวถูกฟันและแทงด้วยของมีคม ทั้งยังกรีดใบหน้าจนเละเทะ คราแรกพวกข้าคิดว่าจะเป็ความแค้นส่วนตัว แต่ยังมิทันได้ตัวคนร้ายก็มีอีกคดีเกิดขึ้น ซึ่งมีาแในบริเวณเดียวกันกับคนก่อนหน้า มาจนบัดนี้ก็ปาเข้าไปสี่ศพแล้ว หญิงที่ท่านเห็นในนิมิตของท่านเ้าเมืองเป็คนที่สี่ พึ่งจะตายไปเมื่อวันก่อน” ผู้ช่วยเ้าเมืองหรงจีเอ่ยเล่าเื่คดีฆาตกรรมให้กับหญิงสาวตรงหน้าฟัง
“รู้อยู่แล้วว่านางจะตาย เหตุใดท่านมิป้องกัน”
“ข้าให้ทหารลาดตระเวนแล้ว แต่มิเป็ผล ยามที่ทหารไปเจอนางถูกทำร้ายสาหัส ข้าจึงส่งตัวไปให้ฟ่งอู๋รักษา แต่นางก็สิ้นใจไป” อี้หานเองก็เจ็บใจไม่น้อยที่รักษาชีวิตสตรีผู้นั้นไว้มิได้ ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนมีหญิงสาวไปถึงสี่ศพ จากฆาตกรเพียงคนเดียวกัน
“อาการของสตรีผู้นั้นสาหัสมาก ข้าส่งนางไปให้อาจารย์เหลียง อาจารย์ของข้าช่วยรักษาแล้ว แต่ก็ไม่รอด” หมอหนุ่มที่มีนามว่าฟ่งอู๋เอ่ยขึ้นอย่างจนใจ
“ส่วนเื่ความเชื่อมโยงกันของเหยื่อ ข้าหาไม่พบเลยขอรับ รู้เพียงว่าเหยื่อแต่ละคนจะเป็หญิงสาวที่แต่งกายวาบหวิว สองในสี่คนเป็หญิงคณิกา ส่วนเื่เวลาการลงมือมักจะเป็่กลางคืน ่พลบค่ำ และ่เช้ามืดที่ปลอดผู้คนขอรับ” ฉือกงเอ่ยรายงานสิ่งที่ท่านเ้าเมืองสั่งให้เขาทำ
“ฆาตกรเพียงคนเดียว เหตุใดช่างหาตัวยากเย็นนักนะ” ท่านหมอฟ่งอู๋เอ่ยบ่นอย่างหัวเสีย
“แล้วจากนี้พวกท่านมีแผนอย่างไร จะให้ข้าช่วยเื่ใดบ้าง” ลี่มี่เห็นว่าทุกคนมุ่งมั่นในเื่คดีความ นางก็อยากทำตนให้เป็ประโยชน์บ้าง ในเมื่อนางได้รับประโยชน์จากท่านเ้าเมืองไม่น้อย นางก็อยากกระทำตนให้เป็ประโยชน์
“ข้าจะให้เ้าถามเื่ราวจากชาวบ้าน ข้าได้ข่าวมาว่าบางคนเคยเห็นคนร้ายมาแล้ว แต่กลับมิยอมแจ้งทางการ พวกเขาคงจะกลัวว่าจะถูกทำร้าย และข้าอยากให้ช่วยเตือนพวกเขาให้ระมัดระวังตัว”
“ได้เ้าค่ะ” ลี่มี่พยักหน้าให้ท่านเ้าเมืองอย่างจริงจัง แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังเคร่งเครียด ท่านหมอฟ่งอู๋กลับมีท่าทีแปลกๆ จนถูกท่านเ้าเมืองเอ็ด
“ฟ่งอู๋เ้าเป็อันใด ยุกยิกๆ อยู่นั่น นั่งนิ่งๆ บ้างได้หรือไม่”
“ก็ข้าสงสัยน่ะสิ เ้าดูนิมิตแม่นจริงหรือ ดูให้ข้าได้หรือไม่ ข้าอยากรู้ว่าเมื่อใดข้าจะได้แต่งฮูหยินเสียที” ฟ่งอู๋ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ลี่มี่ จนนางใ ผละออกแทบไม่ทัน
โป๊ก!!! ม้วนกระดาษกระทบลงบนศีรษะของท่านหมอดังลั่น จนคนถูกตีถึงกับร้องโอดครวญ ส่วนผู้ที่ตีน่ะหรือ…ก็คงมิพ้นท่านเ้าเมืองซูโจว
“ใกล้เกินไปแล้ว”