โรงยุทธภัณฑ์มีความคล้ายคลึงกับโรงรับรอง ทั้งขนาดและโครงสร้าง มีอุโมงค์ มีบันใด มีส่วนกลางและส่วนมุม ทว่าทุกอย่างล้วนเป็สีดำ และแสงสีที่ประดับนั้นดูออกส้มบ้างแดงบ้าง ขับบรรยากาศอึมครึมให้มีดูอบอุ่น มีชีวิตชีวา และน่าค้นหา
คนเกือบพันกระจายกันเป็กลุ่ม ๆ พวกที่มาคนเดียวนั้นคือส่วนน้อย
“ไปกันเถิด เพลาเหลือน้อยนัก จำต้องหาของดีให้พี่ก่อน ได้อาวุธปราบผีจักดียิ่ง”
เด็กหนุ่มผมจุกที่กำลังอารมณ์ดีพูดปลุกลุงผมเกรียนให้ตื่นจากภวังค์
“อืม! ลำบากเอ็งแล้ว”
อาทรพูดพลางยิ้ม ๆ แต่ก็แอบเกรงใจเล็กน้อย เพราะอีกฝ่ายดูขยันขันช่วยเหลือดีจริง ๆ
“เื่เล็กน้อย หาของกันเถิด เริ่มจากเขตคลังยุทธภัณฑ์ในเขตหนึ่งก่อนเลย”
ประดิษฐ์ปิดการสนทนาพลางชี้ไปที่มุมโถงหนึ่ง แล้ววิ่งนำไป
อาทรพยักหน้าแล้วรีบเดินตาม สีหน้าแววตาเปลี่ยนเป็มุ่งมั่น
เขตพื้นที่มุมโถงทั้งหกนั้นมีผู้คนยืนเกาะกลุ่มกันเป็หย่อม ๆ ต่างสนทนาและเลือกดูของสำหรับตนเองและพวกพ้อง นั่นเพราะมันไม่มีม้านั่ง โต๊ะ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ แต่กลับดูคล้ายบูทขายคอมพิวเตอร์นับร้อย ทว่าบนแท่นวางคืออาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมด
ทุกแท่นเป็หินอ่อนสีดำทรงสี่เหลี่ยมทึบตัน ส่วนใหญ่จะกว้างและสูงราวหนึ่งเมตร แท่นส่วนน้อยที่ดูแปลกไปนั้นปรับเปลี่ยนตามขนาดและรูปร่างของยุทธภัณฑ์ แต่พื้นผิว้าเจ็ดส่วนของทุกแท่นล้วนถูกยกระดับขึ้นมาหนึ่งคืบเพื่อรองรับตัวยุทธภัณฑ์ ส่วนที่ไม่ถูกยกระดับจะลาดเอียงและแปะป้ายสีเงินบอกรายละเอียดไว้ตรงกลาง ต่ำลงมาจะมีช่องว่างเจาะไว้พอสอดมือ
แถวของแท่นวางอาวุธเหล่านี้มีสิบแถวและแบ่งเป็สองฝั่ง ฝั่งละเกือบร้อยแท่น โดยมีทางเดินกว้างสี่เมตรทอดยาวไปยังอุโมงค์เดี่ยวทรงสี่เหลี่ยมในส่วนลึกสุดของมุมโถงเป็ตัวแบ่ง แท่นฝั่งซ้ายจะเป็ของป้องกัน ฝั่งขวาคือของโจมตี ทุกแท่นเรียงตัวกันเป็แถวหน้ากระดานอย่างมีระบบระเบียบ แต่ละแท่นเว้นระยะห่างแนวขวางครึ่งเมตร ส่วนระยะห่างแนวลึกนั้นเกือบสองเมตร พื้นที่ระหว่างแถวจึงกว้างพอให้คนที่ถือข้าวของพะรุงพะรังเดินสวนกันไปมาได้สบาย
โรงยุทธภัณฑ์ ๑ เขตคลังยุทธภัณฑ์ ๑
อาทรและประดิษฐ์เดินเข้าไปในเขตคลังที่หนึ่ง ทั้งคู่ผ่านทางเข้ามาเพียงหันขวาก็เจอของเรียงราย แถวแรกเป็อาวุธประเภทของมีด้ามมีคม เช่น ดาบ มีด ง้าว
“นั่นมีดหมอใช่รือไม่?”
อาทรชี้ไปยังแท่นที่สองในแถวแรกของฝั่งขวา
“ตาถึง!”
ประดิษฐ์ได้ยินพลันปรี่เข้าไปดูใกล้ ๆ ก่อนจะกล่าวชื่นชมด้วยเสียงตื่นเต้น ปากอ้าตาค้างอยู่ครูหนึ่งจึงหยิบมีดหมอขึ้นมา
มีดทั้งเล่มยาวหนึ่งไม้บรรทัด ตัวมีดสีดำด้านยาวเจ็ดนิ้ว กว้างสองนิ้ว หนาหนึ่งเซนฯ สันหลังมีดโค้งลง แต่ส่วนปลายแหลมเชิดขึ้น ลงอักขระเป็แถวยาวสี่นิ้วสลักไว้ที่กลางใบมีด ส่วนด้ามจับยาวห้านิ้วทำมาจากไม้เนื้อแดงขัดเงา
“ของดี! ข้าเอาเล่มนี้”
เ้าประดิษฐ์กำด้ามมีดกระชับมือ เขาเล็งดูอยู่ทุกมุม ยกขึ้นยกลง ยื่นเข้ายื่นออก ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างเริงร่าพลางสอดมือเข้าช่อง
เมี๊ยว!
ติ๊ง
ครืด ครืด
ทันทีที่เด็กหนุ่มชักมืออกทั้งแท่นหินดำพลันยุบหายไปในพื้น ก่อนจะโผล่ขึ้นมาอีกครั้งพร้อมอาวุธชิ้นใหม่
“ระบบแมวพิมพ์อีกแล้ว! ฮ่าๆ”
ลุงอาทรยืนกลั้นขำจนหนวดกระตุก
“หาต่อ… ประเดี๋ยวก่อน! พี่อ่านอักษรบนป้ายเงินได้รือไม่?”
ประดิษฐ์ชะงักก่อนถาม
“เกือบลืมไปว่าพี่แกเป็มนุษย์โบราณ”
“ได้สิ แต่ช้าหน่อย”
อาทรตอบพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“มันอ่านยากอยู่ อาจเป็เพราะลดทอนรายละเอียดให้เขียนง่าย แต่มันลดจนดูเป็ก้อนสี่เหลี่ยมกันหมด!?”
“เช่นนั้นแล้ว เราแยกกันหาเป็เยี่ยงไร เลือกที่เป็อาวุธอาคมคุณไสยระดับศูนย์”
ประดิษฐ์บอกรายละเอียด
“ระดับศูนย์! มันไม่ต่ำเกินหรอกหรือ?”
ลุงอาทรถามไซ้ด้วยความแปลกใจ
“ต่ำเติ่มกระไร นั่นยอดของดีสำหรับมือใหม่เชียวนะ”
เด็กหนุ่มตอบย้ำการตัดสินใจอย่างขึงขัง
“เอ็งแนะให้ข้าฝึกยุทธ์ไฉนไม่เลือกอาวุธลมปราณ หรือมันปราบผีมิได้?”
ลุงข้าง ๆ ยังคงถามไซ้
“จริงอยู่ที่อาวุธนักอาคมอาศัยเส้นิญญา หากแต่ของระดับศูนย์นั้นมิ้า”
ประดิษฐ์เริ่มอธิบายอย่างใจเย็น
“ยุทธภัณฑ์อาคมเป็ของไสยเวท แค่ท่องคาถามันจักสำแดงคุณไสย อาศัยเพียงมือใหม่สามารถกำจัดพวกผีได้ แต่ระดับถัดไปจักต้องใช้เส้นิญญา และความรู้แจ้งในแก่นแท้ของอักขระ กลับกัน… อาวุธลมปราณของนักยุทธต้องฝึกฝนไปถึงระดับสูง เพื่อกลั่นพลังฟ้าดินมาเปิดทะเลิญญาจึงกำจัดภูตผีได้”
“เข่นนี้นี่เอง แม้ข้าจะไม่ใช่นักอาคม แต่มันเหมาะกับข้าในเพลานี้ ภายหลังข้าฝึกยุทธค่อยใช้ยุทธภัณฑ์ปราณ”
ลุงสรุปความพลางครุ่นคิด
“เป็เช่นนั้นแล… เอาล่ะ! พี่ไล่ดูจากหัวแถวไปท้ายแถว เดี๋ยวข้าจักไล่จากท้ายแถวขึ้นมา”
เด็กหนุ่มพูดพลางเก็บมีดไว้ใต้โค้ท ก่อนจะวิ่งไปส่วนลึกของเขตคลังยุทธภัณฑ์
อาทรมองตามไปก่อนเดินไปดูแท่นที่สอง
[ อาวุธ : สนับมือเหล็กน้ำพี้ ]
[ ประเภท : ยุทธภัณฑ์อาคม ]
[ ระดับ : ๓ ]
“ไม่ใช่”
เขาเดินดูแท่นต่อไป
[ อาวุธ : แส้อาชาสุริยัน ]
[ ประเภท : ยุทธภัณฑ์์ปราณ ]
[ ระดับ : ๔ ]
“นี่ก็ไม่ใช่”
[ อาวุธ : คทาอเวจี ๕๐๐ ]
[ ประเภท : ยุทธภัณฑ์เวทมนตร์ ]
[ ระดับ : ๕ ]
[ ราคา : ๕๐๐ เบี้ย ]
“ใช้ไม่ได้”
“…ไม่ใช่”
“ไม่ใช่!”
“ไม่ใช่ !!”
เวลาล่วงเลยไปพักหนึ่งแล้ว อาทรหน้าดำคร่ำเครียด เขายังคงเดินดูแท่นแล้วแท่นเล่า จนเข้าแถวที่สองก็ยังไม่พบสิ่งที่้า ตอนนี้เขาเริ่มร้อนใจขึ้นมาแล้ว
“ขอมีดหมอ ตะกรุด เหล็กไหล ยันต์ พระเครื่อง หรือของกสิณ จะอะไรก็ได้ ยิ่งเร็วยิ่งดี!!”
“เ้าหาเจอหรือไม่?”
อาทรเอ่ยขึ้นเมื่อเดินมากับเด็กหนุ่ม
“หาได้มีไม่”
ประดิษฐ์ตอบเสียงนิ่งพลางส่ายหน้า
“!! ยังเหลืออีกห้าเขต และยังมีโรงยุทธภัณฑ์ ๒ ๓ ๔ ๕”
เด็กหนุ่มชะงักไปชั่วขณะเมื่อเห็นว่าคนข้าง ๆ คล้ายมีความกังวล จึงพูดถึงโอกาสให้ลุงใจชื้นขึ้น
“แต่บางอันมีราคา ข้ามาตัวเปล่าจักทำเช่นไร?”
ลุงอาทรถามขึ้น
“เป็เื่นี้นี่เอง”
ประดิษฐ์เข้าใจแล้วว่าลุงกังวลอะไร จึงพูดขึ้นพลางยักคิ้วหลิ่วตา
“อย่าได้กังวลไป ข้าให้หยิบยืมได้ ครั้นออกรบจบศึกจักมีเบี้ยเลี้ยง เมื่อนั้นพี่ค่อยจ่ายหนี้ข้า แต่อาวุธเริ่มต้นมักจักไร้ราคาค่าเบี้ย ทุกคนคว้าไปใช้ในศึกได้ ถึงเพลาจะมีคนมาเรียกคืน”
“ขอบใจเ้า… ไปกันเถิด”
อาทรพูดพลางรีบเดินนำหน้าเพื่อไปยังเขตคลังยุทธภัณฑ์ถัดไป หลายปัญหาคลายลงแล้ว แต่เขายังคงร้อนรนเพราะกลัวตายในโลกจริง
“ประเดี๋ยวก่อน! เสื้อผ้าตรงนั้นดูเข้าที ไร้ระดับแต่นับว่าเป็ของดีเช่นกัน”
ประดิษฐ์พูดรั้งคุณลุงไว้ที่ทางเข้าออกของเขตเดิม ก่อนจะรีบวิ่งไปฝั่งซ้ายแล้วยกชุดโค้ทดำมาทั้งชุด พริบตาเดียวก็กลับมายื่นให้ลุงอาทรแล้ว
เสื้อโค้ทดำตัวใหญ่ยาวคลุมระดับเข่าพอดี และมีหมวกทรงแบนสีเทา เสื้อด้านในเป็เสื้อแขนกุดคอเต่าสีเทา เนื้อผ้าหนาและยืดหยุ่น ที่อกขวาปักอักขระขอมสีดำเป็แนวตั้งหลายแถว ดูรวมกันขนาดและรูปร่างเหมือนฝ่ามือหรือลูกไฟ ส่วนกางเกงขายาวเป็ผ้าหนาแข็งสีน้ำดำ และมีรองเท้าทหารหนังสัตว์สีดำ
ชุดนี้คือเครื่องแบบพลทหารของฟรีเริ่มต้น เป็รุ่นผลิตจำนวนมากสำหรับพลทหารชาย วางคู่กับของพลทหารหญิง วัตถุดิบและสีของวัสดุบางชิ้นอาจต่างกันไปบ้างไปตามสาย แต่คุณภาพนั้นไม่ต่างกัน จะเห็นชุดพวกนี้อยู่ทุกเขตคลังของโรงยุทธภัณฑ์ ชุดหนึ่งออกไปชุดใหม่แทนที่
“พี่ไปสวมใส่ในอุโมงค์นั่น”
เขาพูดพลางชี้เข้าไปที่อุโมงค์เดี่ยวทรงสี่เหลี่ยมในมุมลึกสุด มันอยู่ปลายทางเดินหลักตรงกลางของเขตคลังนี้
“ได้ๆ”
อาทรพยักหน้ารับมาแล้ววิ่งปรี่เข้าไปในอุโมงค์
มันเป็อุโมงค์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสูงสี่เมตรที่ลึกสุดลูกหูลูกตา ภายในล้วนเป็หินดำเรียบเนียน กลางเพดานประดับท่อแสงส้มแดงตลอดแนว สองฟากผนังมีห้องหินซ่อนเนียนเรียงเป็แถวเหมือนในหนังไซไฟ ประตูของแต่ละห้องมีเส้นแสงเล็ก ๆ สีแดงขวางตรงกลาง ซึ่งจะมืดลงเมื่อมีคนเข้าไปทดสอบอาวุธและลองชุดป้องกัน
ไม่นานลุงอาทรก็ออกมาจากอุโมงค์ เครื่องแบบเกษตรกรถูกเปลี่ยนเป็ชุดพลทหารของที่นี่แล้ว
“ใส่สบายอยู่ แต่ไม่รู้ระดับจะเลื่อนขึ้นไหม”
เขายืนจับรอยตึงรอยยับพลางครุ่นคิดอยู่หน้าอุโมงค์ ก่อนจะเดินไปหาเ้าประดิษฐ์ที่หน้าทางเข้าออกเขตคลังยุทธภัณฑ์
ขณะที่อาทรเดินมาถึงกลางเขตคลังยุทธภัณฑ์ พลันเห็นเด็กหนุ่มกำลังยืนคุยกับชายฉกรรจ์สองคนที่หน้าทางเข้าออกจึงหยุดยืนดูอยู่ห่าง ๆ
คนแรกคือชายผิวดำผอมเพียวสูงสองเมตร ผมหยิกยาวคลุมหน้าเค้าคล้ายหมอผีแอฟริกัน สวมโค้ทดำชุดดำแต่หมวกแบนสีแดงเข้มเหมือนเืดำ ด้านหลังสะพายไม้ท้าวเวทมนตร์สีน้ำตาลแดง ซึ่งหัวของมันติดอัญมณีสีม่วงเม็ดใหญ่
อีกคนผมบลอนด์ผิวขาวชาวยุโรป แท้จริงเป็สาวสวยแกร่งสูงร้อยเก้าสิบเซนฯ ร่างกายกำยำล่ำสันจนใครเห็นก็ว่าแมน สวมชุดคล้ายลุงอาทรแต่ตัวใหญ่กว่า และหมวกแบนเป็ผ้าสีบานเย็น แบกดาบใหญ่สีเงินเงาไว้ด้านหลัง
“…ให้เป็ไปตามนั้น” ประดิษฐ์กล่าว เสียงแหลมสูง
“ข้าจักกล่าวต่อคนของข้า” ชายร่างโย่งพูด เสียงทุ่มต่ำ
“หมวดข้าก็เช่นกัน” หญิงล่ำสันเอ่ยสมทบ เสียงกลางหวาน
กล่าวจบคนทั้งสามก็ตะเบะท่าวันทยหัตถ์ให้แก่กัน ก่อนชายร่างโย่งและหญิงล่ำสันจะวิ่งหายไปในฝูงชนกลางลานห้องโถง
“คำพูดโบราณ แฟชั่นปัจจุบัน เทคโนโลยีล้ำๆ เห็นเท่าไรก็ไม่รู้สึกชิน”
อาทรคิดขณะกำลังเดินมาหาเด็กหนุ่ม
โรงยุทธภัณฑ์ ๑ ทางเข้าออกเขตคลังยุทธภัณฑ์ ๑
ตอนนี้คนในโถงมีถึงเกือบสองพันคนแล้ว มันดูหนาตากว่าเดิมเป็เท่าตัว ยิ่งเป็ลานกลางยิ่งมีคนพลุกพล่านเป็พิเศษ
“เหมือนคนจะแน่นขนัดขึ้นหรือเปล่า? คนแบบเดียวกับข้า”
อาทรเอ่ยขึ้น เขาสังเกตเห็นคนสวมชุดแปลก ๆ เริ่มทยอยมาเดินดูอุปกรณ์ต่าง ๆ กันมากขึ้น พวกเขาล้วนมีคนในชุดเครื่องแบบทหารโค้ทดำเดินมาด้วย
“ใช่ คนแบบข้าก็เช่นกัน เห็นว่ามีคนมาจากต่างยุคสมัยมากขึ้นกว่าปกติจึงเข้าช่วยเหลือ ทั้งทำด้วยใจและเพื่อเลื่อนยศ ซึ่งประเมินผลงานจากสถิติส่วนตัวและสถิติทั้งกองร้อย”
เด็กหนุ่มพูดเสริม
“มีเหตุผล แบบนี้พอเข้าใจได้ ว่าแต่ยศนี่ดูอย่างไรรึ?”
อาทรถาม
“มันอ่านคลื่นิญญาแล้วปรับตราที่แขนเสื้อโค้ทตามเ้าของ ของพี่พลทหารกำลังสำรองเป็ขีดสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเงิน ของข้าสิบเอกเป็สามบั้งทอง!”
เ้าประดิษฐ์ตอบพลางยกแขนขึ้น อีกมือชี้ไปที่แขนเสื้อโค้ทพลางส่งยิ้มภูมิใจ ก่อนจะทุบอกพูดต่ออย่าฮึกเหิม
ตึก ตึก ตึก
“กองร้อย ๕๒๒ ผลงานดีไม่มีใครตายมาห้าครั้งซ้อนแล้ว รักษาสถิติอีกไม่นานวันคงได้เลื่อนยศกันทั้งกอง!”
“หากฉันไปตาย ไม่กลายเป็การขัดขวางอนาคตของคนทั้งกองร้อยหรอกหรือ!?”
อาทรมองเด็กหนุ่มแล้วเริ่มรู้สึกผิด
“ไปดูเขตสองกันเถอะ! เ้าสองคนนั้นบอกข้าว่ามันอยู่ฝั่งซ้ายของเขตนั้น มันเป็ปลอกแขนที่ทำจากกระดูกสัตว์ร้าย เราแยกกันหา ถ้าเจอแล้วเรียกข้า”
เด็กหนุ่มยิ้มตอบก่อนจะบอกแผนการอย่างกระตือรือร้น
“ได้…”
ลุงอาทรยังไม่ทันตอบรับเต็มคำ ปราดเดียวเด็กหนุ่มก็วิ่งไปอยู่ทางเข้าเขตสองแล้ว เขาจึงได้แต่ยืนยิ้มขณะที่รู้สึกอึดอัดในใจ
“ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าฉันกำลังสร้างความลำบากให้แต่ก็ยังเต็มใจช่วย…ขอโทษนะเ้าหนุ่ม ฉันจำเป็ต้องตายให้เร็วที่สุดจริง ๆ”
“ถ้าฉันมีทางเลือกอื่นก็คงดี น่าเสียดายที่ความตายคือทางเลือกสุดท้าย”
โรงยุทธภัณฑ์ ๑ เขตคลังยุทธภัณฑ์ ๒
เ้าหนุ่มประดิษฐ์และลุงอาทรกำลังเดินดูเครื่องป้องกันที่พวกเขาตามหา เด็กหนุ่มวิ่งพรวดไปยังแท่นส่วนท้าย ๆ ส่วนลุงหนวดเดินพึมพำอ่านป้ายไปทีละแท่นในแถวหน้าตามแผน
“ปลอกแขนกระดูกสัตว์… จะใช่อันนี้ไหมนะ?”
ลุงอาทรหยุดดูอยู่ครู่หนึ่งตอนกลางแถว
[ เครื่องป้องกัน/อาวุธ : ปลอกแขนพยัคฆ์ซุ่ม ]
[ ประเภท : ยุทธภัณฑ์อาคม ]
[ ระดับ : 0 ]
“ประดิษฐ์ !! มาดูอันนี้หน่อย”
คุณลุงส่งเสียงไปทางท้ายแถวด้านหลัง ก่อนจะรีบก้มโค้งขอโทษเพราะส่งเสียงดังจนถูกสายตานับร้อยจดจ้อง
“ไหนดูซิ!”
กลับกันเด็กหนุ่มนั้นกระโตกกระตาก แถมยังวิ่งลัดเลาะเบียดคนนู้นทีคนนี้ที มาถึงก็ยืนยิ้มแล้วยกของขึ้นมายื่นให้ลุงอาทรโดยไม่สะทกสะท้าน
“นี่แหละของดี เป็ทั้งเครื่องป้องกันและอาวุธโจมตี รุกรับพร้อมสรรพ ใส่เลยๆ”
ปลอกนี้ทำจากกระดูกสีขาวสะอาด มีหัวกะโหลกเสือใหญ่เท่าฝาหม้อเชื่อมติดไว้ เมื่อสวมแล้วมันจะปกคลุมข้อนิ้วมือถึงปลายศอกพอดี ส่วนหน้าจะอยู่ที่หลังมือ ส่วนท้ายกะโหลกจะอยู่ที่ศอก
“มันไม่มีจารึกอักขระอะไรเลยรึ?”
อาทรยังไม่สวมมัน แต่กลับถามด้วยความสงสัย เขากระทั่งพลิกส่องดูด้านใน
“อ๋อจริงสิ พี่มิอาจมองเห็น! อาจารย์ที่ปลุกเสกเขาจารอักขระด้วยน้ำมัน มิได้แกะสลักหรือเขียนทับด้วยรงควัตถุใดๆ… !!!"
เด็กหนุ่มพูดขยายความแต่อยู่ ๆ ก็หยุดไป ก่อนจะพยักหน้าสองสามครั้งแล้วพูดต่อ
“ิญญายุทธภัณฑ์บอกว่ามันช่วยให้ผู้ใช้เร้นกายและลอมโจมตี แต่ต้องท่องคำบริกรรม…”
วูมมม วูมมม
“…พท ธบต… ธมง บต… สังคะ บต…”
[“สมรภูมิแดนประจิม เรียกระดมพล กองร้อย ๕๒๑ กองร้อย ๕๒๒ สู้ิญญาร้ายชั้นผีระดับสามเ้าค่ะ”]
เด็กผมจุกยังพูดไม่ทันจบ พลันมีเสียงระบบท่อแสงและผู้ประกาศหญิงดังขึ้น มันกลบเสียงแหลมเล็กของเด็กหนุ่มแทบทั้งหมด
“เอ็งพูดว่ากระไรนะ!?”
อาธระโถาม พร้อมเอามือเอียงหูฟัง
เ้าประดิษฐ์เองก็เอาของมือประกบโข่งเตรียมะโกรอกหูตาลุงผมเกรียน
[“สมรภูมิแดนประจิม เรียกระดมพล กองร้อย ๕๒๑ กองร้อย ๕๒๒ สู้ิญญาร้ายชั้นผีระดับสามเ้าค่ะ”]
“พท ธบต… ธมง บต… สังคะ บต…”
วูมมม วูมมม วูมมม
แม้อีกฝ่ายจะยืนะโอยู่ข้างหูอาทรก็ยังได้ยินไม่ชัด เพราะจังหวะมันเหมาะเจาะกับเสียงประกาศอีกครั้งพอดี พร้อม ๆ กับเสียงชาร์จลำแสงส่งตัว
วื้ง
ทันใดนั้นก็มีลำแสงจากเพดานยิงลงมาที่ตัวประดิษฐ์ และมี่หนึ่งที่เสียงของเด็กหนุ่มไม่ขาดหาย จึงรีบพูดประโยคหนึ่งก่อนทั้งร่างจะถูกลำแสงส่งไป
“…อยู่ให้ห่างจากแสงสีแดง!”
มันเป็ถ้อยคำสุดท้ายจากปากของเด็กหนุ่ม ถ้อยคำเดียวที่พอจะให้ลุงจับใจความได้
“!? เห้ยๆ เดี๋ยว!”
ลุงอาทรชะงักงันอยู่ครู่หนึ่ง ขณะนั้นเองลำแสงมากมายก็สาดไปทั่วโถงใหญ่แห่งนี้ บังคับผู้คนให้ไปรบก่อนเวลา
วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง
วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง
พริบตาต่อมาก็เกิดเป็ภาพบรรยากาศยิ่งใหญ่ตระการตา คล้ายงานเทศกาลดนตรีผสมยี่เป็ง ทุกคนในโรงยุทธภัณฑ์ถูกลำแสงส่งตัวพาหายไป รวมถึงคุณลุงด้วย
ขอแค่อยู่ในค่าย ๖๔ ไม่มีใครหนีระบบพ้น