ผมและเฮย์สก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปภายในโบสถ์อากาศด้านในเย็นเยียบและอับชื้นกว่าภายนอกราวกับเป็โลกอีกใบที่หมอกเข้าไม่ถึง กลิ่นไม้เก่าคร่ำครึผสมกับกลิ่นกำยานและเทียนหอมฉุนกึกเตะจมูกแสงวูบวาบจากเทียนไขสลัวๆสะท้อนเข้ากับรูปสลักนักบุญที่ใบหน้าบิดเบี้ยวและกะเทาะจากความเก่าแก่ราวกับพวกเขากำลังก้มลงมองผู้มาเยือนด้วยสายตาสมเพชแกมสาปแช่ง
ฝ้าเพดานสูงลิบถูกกลืนหายไปในความมืดมิดจนมองไม่เห็นขื่อคานความโอ่โถงที่มืดดำนั้นให้ความรู้สึกขลังและกดดันจนน่าอึดอัด
“ศรัทธามักจะเริ่มต้นขึ้นในที่ที่แสงสว่างไปไม่ถึงเสมอ...ว่าไหมครับท่านที่ปรึกษา?”
เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังดังมาจากหน้าแท่นบูชาบาทหลวงมาเร็คก้าวออกมาจากเงามืด รอยยิ้มเรียบง่ายยังคงประดับบนใบหน้าแต่ดวงตาของเขากลับดูเหนื่อยล้ากว่าที่เห็นเมื่อเช้า
“ต้องขออภัยที่พ่อต้อนรับพวกท่านในสภาพที่น่าหดหู่เช่นนี้”มาเร็คประสานมือไว้ที่หน้าท้อง “หมู่บ้านแห่งนี้เผชิญกับ 'ความสูญเสีย'มามากเกินพอแล้ว การมาถึงของพวกท่านเปรียบเสมือนแสงเทียนที่ริบหรี่ในคืนที่มืดมิดพ่อหวังว่าท่านจะช่วยปัดเป่าเมฆหมอกแห่งความหวาดกลัวนี้ออกไปได้เสียที”
ผมพยักหน้ารับตามมารยาท“ผมหวังเช่นนั้นครับท่านบาทหลวง แต่ก่อนอื่นผมจำเป็ต้องสำรวจหอระฆังและบริเวณโดยรอบอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยงของเสียงระฆังและเหตุฆาตกรรม”
มาเร็คชะงักไปครู่หนึ่งแววตาไหววูบก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง “หอระฆังงั้นหรือ...สถานที่ที่ชาวบ้านหวาดกลัวที่สุด พ่อเองก็มีกิจของสงฆ์ที่ต้องรีบจัดการต่อคงไม่สะดวกที่จะนำทางพวกท่านด้วยตัวเอง”
เขากวาดมือไปยังเงาดำหลังเสาหินต้นใหญ่ชายวัยกลางคนในชุดภารโรงสีซีดจางเดินก้มหน้าออกมาอย่างเชื่องช้า “นี่คือ อาร์เธอร์เขาอยู่รับใช้โบสถ์แห่งนี้มานานกว่าสิบปีเขาถือกุญแจทุกดอกและรู้จักทุกซอกมุมของที่นี่ดีกว่าใคร เขาจะเป็หูเป็ตาแทนพ่อและนำทางพวกท่านไปทุกที่ที่้าสำรวจ”
มาเร็คโน้มตัวลงกระซิบกับผมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายคำอวยพรปนคำขู่“โปรดระวังฝีเท้าด้วยนะครับท่านที่ปรึกษา... ไม้เก่าๆบนนั้นมักจะส่งเสียงร้องเตือนในสิ่งที่เรามองไม่เห็นเสมอ”
ผมสบตากับบาทหลวงมาเร็คครู่หนึ่งพยายามค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตาคู่นั้นแต่เขากลับถอยหลังกลับเข้าสู่เงามืดของแท่นบูชาอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงความเย็นะเืที่ยังคงอบอวลอยู่รอบตัว
อาร์เธอร์ที่ยืนสงบนิ่งราวกับหุ่นสลักอยู่พักใหญ่เริ่มขยับตัวเขาพยักหน้าให้พวกเราอย่างเงียบเชียบก่อนจะเริ่มเดินนำทางเลี่ยงออกไปทางด้านข้างของโถงโบสถ์
“ตามมาทางนี้ครับท่านที่ปรึกษาสารวัตร...” เสียงของภารโรงชราแหบพร่าและเบาหวิวเขาพาเราเดินมุ่งหน้าไปยังประตูไม้เล็กๆที่ซ่อนอยู่หลังแนวเสาซึ่งเป็ทางขึ้นสู่บันไดวนไม้ที่มุ่งสู่ยอดหอระฆัง
“แต่รบกวนรอผมประเดี๋ยวครับ”อาร์เธอร์ชะงักเท้าหน้าประตูบานเล็กนั่น พลางผายมือไปทางห้องแคบๆที่ดูเหมือนห้องเก็บของใต้บันได“ผมต้องแวะหยิบตะเกียงที่ห้องทำงานข้างฐานหอระฆังก่อน...ข้างบนนั่นมืดสนิทและฝุ่นหนามากผมเกรงว่าแสงจากตะเกียงของสารวัตรเพียงดวงเดียวอาจจะไม่พอให้พวกท่านมองเห็น 'สิ่ง' ที่กำลังตามหาอยู่”
เขาพาเราเลี่ยงผ่านซอกกำแพงหินเข้าไปยังพื้นที่แคบๆที่กั้นไว้เป็มุมทำงานของภารโรงกลิ่นน้ำมันหล่อลื่นและสนิมเหล็กเตะจมูกทันทีที่ก้าวเข้าไปบนโต๊ะไม้ที่มีรอยถลอกปอกเปิกบอร์นเหลือบไปเห็นห่อผ้าสีแดงผืนหนึ่งวางกองอยู่ท่ามกลางเศษเหล็กและแปรงขัดมันดูเยินและมีคราบน้ำมันสีดำเปื้อนเป็ปื้นใหญ่
"นั่นผ้าอะไรน่ะ?สีสดเชียว" เฮย์สทักตามประสาคนตาไว
"อ๋อ...ผ้าสำลีเก่าๆ น่ะครับสารวัตร ผมเอาไว้เช็ดคราบสนิมค้างปีที่เกาะตามเฟืองระฆังถ้าไม่เช็ดออกเสียงมันจะเพี้ยนจนน่ารำคาญ"อาร์เธอร์หยิบผ้าแดงผืนนั้นขึ้นมาเช็ดมือที่เปื้อนเขม่าของเขาอย่างลนลานก่อนจะยัดมันลงในกระเป๋าเสื้อนอกตัวโคร่ง "ไปกันเถอะครับหอระฆังนี่เดินยากหน่อย"
เขาเริ่มเดินนำพวกเราไปยังบันไดวนไม้ที่มุ่งสู่ยอดหอระฆังผมส่งสัญญาณให้เกียร์บินโฉบขึ้นไปล่วงหน้าเพื่อสำรวจในมุมสูงส่วนผมและเฮย์สเดินตามแรงสั่นของไม้กระดานที่ร้องครวญครางทุกครั้งที่ฝ่าเท้ากดลงไป
เมื่อตะเกียกตะกายขึ้นมาถึงยอดหอระฆังที่อากาศเบาบางและเต็มไปด้วยฝุ่นเขม่าผมก็พบกับระฆังสำริดขนาดมหึมาผิวของมันขรุขระด้วยสนิมเขียวและรอยจารึกโบราณที่ดูเหมือนอักขระสาปแช่งมากกว่าบทสวดมนต์
“ช่วยเคาะระฆังให้ดูหน่อยได้ไหมครับ?” ผมเอ่ยถาม
อาร์เธอร์หน้านิ่งไม่ตอบคำเขาคว้าสายเชือกเส้นหนาแล้วออกแรงดึงผมสังเกตเห็นกล้ามเนื้อแขนภายใต้เสื้อนอกตัวโคร่งนั่นเกร็งแน่นจนเส้นเืปูดโปนเขาต้องใช้แรงมหาศาลในการโยกเ้าสำริดั์นั่นจนตัวโยน จนกระทั่ง...
แก๊งงงง! เสียงระฆังดังก้องออกมาแต่มันกลับแหลมสูงและสั่นพร่าอย่างน่าประหลาดเพี้ยนจากคีย์ต่ำที่ระฆังขนาดนี้ควรจะเป็ฟังดูเหมือนเสียงโลหะขูดไปบนแก้วหูจนสารวัตรเฮย์สต้องรีบเอามืออุดหูพร้อมสบถออกมา
“ให้ตายเถอะ!นี่มันเสียงระฆังหรือเสียงคนแก่สำลักเสมหะกันแน่เนี่ย!” เฮย์สโวยวายพลางแคะหู”
“เสียงมันเป็แบบนี้มาตลอดรึเปล่าครับ” ผมถามอาร์เธอร์โดยพยายามกลั้นขำกับท่าทางของสารวัตร
“เมื่อคืน... ก่อนจะพบศพตอนเช้าเสียงมันแปลกและโหยหวนกว่านี้อีกครับท่านที่ปรึกษา” อาร์เธอร์ตอบเสียงแหบพร่า“มันฟังดูเหมือน... คนกำลังถูกบีบคอ”
“แล้วใครบ้างที่มีกุญแจขึ้นมาบนนี้?”
อาร์เธอร์ส่ายหน้าช้าๆ“ปกติเราไม่ได้ล็อกประตูหอระฆังครับ ใครในหมู่บ้านจะขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น”
เยี่ยมไปเลยครับ... ข้อมูลนี้ช่วยให้งานของผมง่ายขึ้นเยอะเลยเพราะมันหมายความว่าตอนนี้ผู้ต้องสงสัยของผมคือทุกคนในหมู่บ้านั้แ่ยายแก่ที่เดินไม่ไหวยันเด็กทารกที่เพิ่งเกิดหรือแม้แต่แมวจรจัดสักตัวก็อาจจะปีนขึ้นมาทำเสียงระฆังเพี้ยนได้!
ผมเดินวนรอบระฆังหนึ่งรอบสังเกตเห็นรอยถลอกใหม่ๆ ที่ขอบสำริด ก่อนจะขอให้อาร์เธอร์พาไปสำรวจจุดอื่นต่อระหว่างนั้นเกียร์บินโฉบลงมาเกาะที่ไหล่แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เกี๊ยะ! นายท่าน้าขื่อหลังคาปกติดีนะ ไม่มีรังนก ไม่มีเงาคน...แต่ข้าเจอคราบโคลนติดอยู่ที่รอยแยกของไม้้าโน่นด้วย กลิ่นเดียวกับที่อยู่บนศพเลย”
ผมหรี่ตามองขึ้นไปบนที่สูงโคลนบนขื่อไม้เนี่ยนะ?ถ้าไม่ใช่ว่าผีดินมีปีกบินขึ้นไปเล่นกายกรรมข้างบนนั่นได้ก็ต้องมีใครบางคนปีนขึ้นไปซ่อนบางอย่างไว้ในที่ที่ไม่มีใครคิดจะมองแน่นอน
ผมพยักหน้าเล็กน้อย “พาเราไปดูห้องเก็บศพหรือใต้ถุนโบสถ์ได้มัยครับผมอยากเห็นที่ที่ ไม่มีใครอยากไปที่สุดในโบสถ์นี้”
อาร์เธอร์ถือตะเกียงนำพวกเราเดินลึกลงไปสู่สุสานใต้ดินบันไดหินนั้นทั้งแคบและชื้นแฉะจนผนังมีมอสสีดำขึ้นปกคลุมกลิ่นดินสาบและกลิ่นอับของซากศพโชยมาปะทะจมูกทันทีที่ถึงโถงล่างแสงไฟจากตะเกียงวูบวาบเผยให้เห็นรอยเท้าเปื้อนโคลนเข้มและรอยลากเป็ทางยาวกระจายอยู่เต็มพื้นดินที่เฉอะแฉะ
ผมเดินสำรวจไปรอบๆจนพบกับบ่อโคลนขังน้ำที่ซึมออกมาจากชั้นหิน เมื่อลองพินิจดูใกล้ๆมันคือโคลนชนิดเดียวกับที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าของศพ้าอย่างไม่ผิดเพี้ยน
“คุณอาร์เธอร์สุสานนี่ก็คงไม่ได้ล็อกกุญแจเหมือนกันใช่ไหมครับ?” ผมถามพลางปัดมือ
“ครับ ปกติเราปล่อยไว้แบบนี้เผื่อมีใครอยากมาเคารพศพญาติพี่น้อง” ภารโรงตอบเสียงซื่อ
เยี่ยมไปเลยครับท่านผู้ดูแล...หอระฆังก็เปิด สุสานใต้ดินก็ไม่ล็อก นี่พวกคุณกำลังเปิดโบสถ์เป็สวนสาธารณะให้คนร้ายมาจัดปาร์ตี้ฆาตกรรมหรือยังไงกัน? ไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์หรือคำสาปหรอกแค่คนธรรมดาที่มีใจอำมหิตสักหน่อยก็เดินเข้าออกไปวางแผนฆ่าคนได้สบายๆ แล้ว
ขณะที่พวกเรากำลังจะเดินผ่านโถงทางเดินมืดสลัวเพื่อกลับออกไปแสงตะเกียงในมืออาร์เธอร์ก็วูบไหวไปกระทบกับมุมอับข้างสุสานใต้ดิน
สายตาของผมสะดุดเข้ากับประตูไม้บานหนึ่งที่ดูแปลกแยกมันหนาหนักและถูกล่ามด้วยโซ่เส้นโตพร้อมแม่กุญแจเหล็กกล้าอย่างแ่าผิดปกติต่างจากประตูบานอื่นที่มักจะถูกทิ้งให้ผุพังตามกาลเวลาแต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดชะงักจริงๆ คือสิ่งที่วางอยู่บนพื้นหน้าประตูบานนั้น
มันคือ ‘กองของเล่นเด็ก’ จำนวนมากมีทั้งตุ๊กตาผ้าเก่าๆ ที่นุ่นทะลักออกมา และม้าไม้แกะสลักที่สีซีดจางของเล่นเหล่านี้ดูเหมือนของโบราณที่ถูกเก็บรักษาไว้แต่กลับมีรอยโคลนที่ยังชื้นแฉะติดอยู่ประปรายรอบๆราวกับเพิ่งมีใครบางคนนำพวกมันออกมาวางทิ้งไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อน
“ห้องนี้ล่ะครับคุณอาร์เธอร์ ทำไมถึงต้องล็อกไว้อย่างหนาแน่นขนาดนี้แล้วของเล่นพวกนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ผมถามพลางจ้องมองรอยโคลนบนพื้น
อาร์เธอร์มีท่าทีอึกอักขึ้นมาทันทีเขาขยับตัวลีบเข้าหาผนังพลางกระซิบตอบ “นั่น...เป็ห้องส่วนตัวของท่านบาทหลวงมาเร็คครับ ท่านจะลงมาที่นี่เพียงลำพังทุกวันและกำชับหนักหนาว่าห้ามใครเข้าใกล้เด็ดขาด มีเพียงท่านเท่านั้นที่ถือกุญแจ...ส่วนของเล่นพวกนั้น ผมเองก็ไม่กล้าไปแตะต้องหรอกครับ”
ผมขมวดคิ้วพลางขยับเข้าไปใกล้มือขวากำลังจะเอื้อมไปแตะลูกบิดประตูที่เย็นเฉียบเพื่อพิสูจน์รอยโคลน แต่ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเย็นเยือกก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมาจากด้านหลัง
“ท่านที่ปรึกษา...ผมว่าท่านเดินมาไกลเกินความจำเป็แล้วนะครับ”
บาทหลวงมาเร็คยืนนิ่งอยู่ตรงเชิงบันไดแสงเทียนจากด้านหลังทำให้เงาของเขาทาบทับลงบนผนังหินดูใหญ่โตและน่าเกรงขามราวกับั์ปักหลั่นที่เฝ้าขุมทรัพย์
“ห้องนั้นเป็พื้นที่ส่วนตัวสำหรับเก็บสิ่งของทางศาสนาและของบริจาคที่พ่อดูแลอยู่”มาเร็คก้าวลงมาหนึ่งขั้น ดวงตาของเขาดูว่างเปล่าแต่เฉียบคม“รบกวนท่านทั้งสองกลับขึ้นไป้าด้วยครับ หมอกข้างนอกเริ่มหนาแล้วและเรายังมีเื่คดีที่ต้องหารือกันอีกมาก”
เฮย์สขยับเข้ามาใกล้ผมแล้วกระซิบเบาๆ“บอร์น... ตาบาทหลวงนี่ดูน่าสงสัยชะมัด ทำไมต้องทำตัวมีลับลมคมในกับห้องเก็บของบริจาคด้วย”
นั่นสิครับสารวัตร...ถ้าเป็แค่ของบริจาค ทำไมถึงต้องลงมาหา ‘ทุกวัน’และทำไมของเล่นพวกนั้นถึงดูเหมือนเพิ่งมีคนจับต้องในที่มืดๆ แบบนี้
ผมปรายตามองมาเร็คที่ยืนจ้องเราอยู่ไม่วางตาก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ขออภัยครับท่านบาทหลวงพอดีผมเห็นของเล่นพวกนี้แล้วนึกถึงเด็กๆ ในหมู่บ้านน่ะครับ...ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้มีโอกาสเล่นของพวกนี้มานานแล้วเหมือนกันนะครับ”
เกียร์ที่เกาะอยู่บนบ่าเอียงคอมองประตูบานนั้นพลางทำจมูกฟุดฟิด“นายท่าน... ลมที่ลอดออกมาจากใต้ประตูห้องนี้ กลิ่นมันเหมือน...น้ำมันตะเกียงที่เพิ่งดับไปเลย”
ผมเดินตามบาทหลวงมาเร็คกลับขึ้นสู่โถงโบสถ์้าอย่างเลี่ยงไม่ได้แม้เท้าจะก้าวไปตามขั้นบันไดหินที่เย็นเยียบแต่ในใจของผมยังคงวนเวียนอยู่กับห้องที่ถูกล็อกบานนั้น กลิ่นน้ำมันตะเกียงที่เกียร์ััได้บอกชัดเจนว่ามีคนเพิ่งจะออกจากห้องนั้นไปไม่กี่นาทีก่อนที่เราจะลงไปถึงและคนคนนั้นคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากความลับที่บาทหลวงพยายามปกป้องสุดชีวิต
เมื่อกลับขึ้นมาถึงโถงกลางโบสถ์ที่กว้างขวางบรรยากาศกลับยิ่งดูกดดันมากกว่าในอุโมงค์ใต้ดินเสียอีก บาทหลวงมาเร็คเดินนำไปหยุดอยู่กลางทางเดินแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ลอดผ่าน หน้าต่างสีกุหลาบ ทาบลงบนใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาทิ้งอีกซีกหน้าไว้ในเงามืดมิดจนดูน่าเกรงขาม
เขาถอนหายใจยาวราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบก่อนจะหันกลับมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความร้าวราน
“ท่านที่ปรึกษาดัสก์บอร์น...”มาเร็คเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่กลับก้องกังวานในความเงียบ“ที่พ่อต้องขอให้ท่านออกมาจากที่นั่นเพราะพ่อไม่อยากให้ท่านต้องจมอยู่กับอดีตที่ขุดไม่ขึ้นเหมือนคนในหมู่บ้านนี้เหตุการณ์สลดครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกครับ ใน่สิบปีที่ผ่านมา มีคนต้องจบชีวิตลงในลักษณะนี้มาแล้วสองคนศพแรกเมื่อสิบปีก่อน และอีกศพเมื่อแปดปีที่แล้ว”
เฮย์สขมวดคิ้วพลางหยิบสมุดจดขึ้นมา“แล้วทั้งสองศพนั้นมีความเกี่ยวข้องกันยังไงครับท่านบาทหลวง?”
“ชาวบ้านทุกคนปักใจเชื่อว่าเป็คำสาป”มาเร็คทอดถอนใจ “เพราะผู้ตายทั้งสองคนนั้นเป็คนต่างถิ่นที่ไม่มีความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เลยพวกเขาเอาแต่ขุดคุ้ย... พยายามค้นหา อะไรบางอย่าง รอบๆ บริเวณโบสถ์จนสุดท้ายคำสาปจากหอระฆังก็มาพรากิญญาพวกเขาไป”
ขุดดินเนี่ยนะจะโดนคำสาป? ถ้าการขุดดินทำให้คนตายได้จริงพวกชาวนาคงสูญพันธุ์กันไปหมดโลกแล้วครับท่านบาทหลวง สิ่งที่พวกเขาขุดหาต่างหากคือ‘ชนวนเหตุ’ ที่แท้จริง ไม่ว่ามันจะเป็ทองคำ โบราณวัตถุหรือหลักฐานความผิดบางอย่างที่ใครบางคนฝังมันไว้ลึกพอๆ กับความลับของหมู่บ้านนี้
“ถ้าพวกคุณยังสงสัยอะไรเพิ่มเติมทำไมไม่ลองไปถามชาวบ้านดูดูล่ะครับพวกเขาน่าจะเล่าถึงความพิโรธของหอระฆังได้ดีกว่าพ่อ”บาทหลวงมาเร็คเอ่ยปิดท้ายพลางผายมือเป็เชิงส่งแขกอย่างสุภาพแต่ั์ตาคู่นั้นกลับนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำที่ซ่อนพายุไว้เบื้องล่าง
ผมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินนำเฮย์สออกมาจากโบสถ์ทิ้งความเย็นเยือกและกลิ่นกำยานที่แสนอึดอัดไว้เื้ัทันทีที่พ้นเขตประตูไม้บานั์และก้าวเข้าสู่ม่านหมอกที่เริ่มหนาตัวเกียร์ก็ขยับปีกขยุกขยิกอยู่บนบ่าแล้วหันมาจ้องหน้าผมทันที
“เกี๊ยะ! นายท่านตาบาทหลวงนั่นโกหกหน้าตายชัดๆ!” นกฮูกจักรกลกระซิบเสียงแหลม“ข้าััได้ว่าลมหายใจของเขาตอนพูดเื่ ขุดหาของมันสั่นเหมือนคนที่กำลังซ่อนสมบัติไว้ใต้เตียงเลย”
“ฉันรู้แล้วเกียร์...”ผมพึมพำพลางมองกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ไกลๆเงาของพวกเขาในสายหมอกดูเหมือนปีศาจที่กำลังเริงระบำ “คดีนี้เริ่มจะเปลี่ยนจากเื่ผีสางกลายเป็เื่ของ ความโลภ ที่ถูกฉาบด้วยศรัทธาเข้าไปทุกที”
ผมหยุดเดินชั่วครู่หันไปทางสารวัตรเฮย์สที่กำลังเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแม้ลมจะหนาวจัด “สารวัตรครับ...ผมว่าเราควรไปหาคนที่น่าจะ รู้อะไรมากกว่าที่ควรจะรู้ กันหน่อยดีกว่า”
“นายหมายถึงผู้เฒ่าอีเรนหรือเด็กหญิงที่ชื่อดารา” เฮย์สถามพลางกระชับปืนข้างกาย
“นั่นคือเป้าหมายต่อไปครับแต่ก่อนจะไปฟังความจริงจากปากคนเป็...”ผมเบนสายตาไปทางแสงตะเกียงที่วูบวาบอยู่ตรงบันไดหินทางขึ้นโบสถ์“เราควรไปฟังสิ่งที่ ‘คนตาย’ พยายามบอกเราเป็ครั้งสุดท้ายก่อน”
ผมและเฮย์สสาวเท้ากลับไปยังจุดที่เ้าหน้าที่กำลังล้อมรั้วตรวจสภาพศพอย่างละเอียดแสงตะเกียงเริ่มสว่างวาบขัดแย้งกับท้องฟ้าที่มืดสลัวลงร่างของผู้ตายยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับรอคอยให้ใครสักคนขุดคุ้ยความจริงออกมาจากกองโคลนที่แปดเปื้อน
“ได้อะไรเพิ่มเติมบ้างไหม?”ผมถามเสียงเรียบขณะก้มลงมองร่างที่เริ่มแข็งทื่อของผู้ตายซึ่งดูน่าสลดใจยิ่งกว่าเดิมเมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟจ้า
“มีครับท่านที่ปรึกษา”
เ้าหน้าที่ชันสูตรเงยหน้าขึ้นจากร่างที่ไร้ิญญาพลางใช้ปากคีบค่อยๆ ชี้ไปที่รอยแผลฉกรรจ์ “ผลการตรวจเบื้องต้นพบว่าผู้ตายถูกของแข็งไม่มีคมกระแทกเข้าที่ท้ายทอยอย่างแรงจนสลบคาที่ก่อนจะเสียชีวิตอย่างทรมานจากการขาดอากาศหายใจ...เพราะมีโคลนจำนวนมากอุดตันอยู่ในจมูกและลึกเข้าไปถึงในลำคอครับ”
เขามองรอยโคลนที่แห้งกรังตัดกับิัที่ซีดเผือดแล้วขมวดคิ้ว“แต่ที่น่าปวดหัวที่สุดคือเื่ 'เวลาการตาย' ครับท่านความเย็นจัดของหมอกประกอบกับโคลนที่พอกทับร่างกายเอาไว้เสมือนเกราะน้ำแข็งมันทำให้อุณหภูมิศพลดลงเร็วกว่าปกติจนสูตรการคำนวณพื้นฐานใช้ไม่ได้เลยผมบอกไม่ได้จริงๆ ว่าเขาตายมาแล้วสามชั่วโมง หรือั้แ่มื่อวานกันแน่...”
บอร์นหรี่ตาลงมองโคลนพวกนั้น“นั่นแหละครับคือประเด็น... ฆาตกรไม่ได้แค่้าฆ่า แต่เขายังรู้จักวิธีใช้ 'ธรรมชาติ'ของหมู่บ้านนี้มาอำพราง่เวลาที่เขาลงมือเพื่อสร้างหลักฐานที่อยู่ที่สมบูรณ์แบบให้กับตัวเอง”
“มีอย่างอื่นอีกไหม?”ผมถามต่อ สายตาจับจ้องไปที่มือของผู้ตาย
เ้าหน้าที่หยิบเศษผ้าขนาดเล็กที่ถูกเก็บไว้ในขวดแก้วออกมาให้ดู“ที่ซอกเล็บของผู้ตายมีเศษผ้าสีแดงติดอยู่ครับน่าจะติดมาตอนที่เขากำลังตะเกียกตะกายพยายามคว้าตัวคนร้าย หรือไม่ก็กระชากอะไรบางอย่างก่อนจะหมดสติ”
ผมรับเศษผ้านั้นมาพินิจดูใกล้ๆเนื้อผ้าค่อนข้างหยาบแต่มันสีแดงสดจนสะดุดตา
“สีแดงสด... เหมือนสีของดอกป๊อปปี้หรือไม่ก็...” ผมเว้นจังหวะพลางหันไปมองม่านหมอกข้างนอก“...สีของชุดประกอบพิธีกรรมทางศาสนาโบราณ”
“ในหมู่บ้านที่ชาวบ้านคลั่งลัทธิและกลัวคำสาปแบบนี้ใครจะกล้าใส่สีที่เด่นสะดุดตาขนาดนี้กันครับท่านที่ปรึกษา?” เฮย์สขมวดคิ้ว“นอกจากว่ามันจะเป็ส่วนหนึ่งของ ‘ความลับ’หรือปีศาจในตำนานที่พวกชาวบ้านหวาดกลัวกัน”
ผมมองเศษผ้านั้นอีกครั้งมันแดงสดเกินกว่าจะเป็เสื้อผ้าปกติที่ชาวบ้านหรือคนทำงานจะใส่กันความเป็ไปได้มีเพียงสองอย่าง ไม่มันเป็ชุดของพวกที่แอบทำพิธีลึกลับในป่าหมอกก็ต้องเป็ของสำคัญที่ถูกซ่อนไว้ในห้องล็อกบานนั้น
ผมส่งเศษผ้าคืนให้เ้าหน้าที่ก่อนจะหันไปกำชับเฮย์ส“ผมได้เบาะแสพอสมควรแล้วสารวัตร ผมจะเริ่มจากการไปคุยกับผู้เฒ่าอีเรนก่อนบางทีความทรงจำตลอดสิบปีของเขาอาจจะมีกุญแจสำคัญที่บอกเราได้ว่า ‘คำสาป’นี้มันเริ่มต้นขึ้นจากความแค้นของใคร ส่วนสารวัตร...”
“ฉันจะอยู่คุมสถานการณ์ที่นี่ต่อเอง”เฮย์สพยักหน้าพลางกวาดสายตาคมกริบมองผ่านม่านหมอกสีเทาไปรอบๆ “ชาวบ้านเริ่มจะรวมตัวกันอีกแล้วแม้จะเป็ตอนกลางวันแต่หมอกที่หนาขนาดนี้ก็ทำให้มองเห็นหน้ากันได้ยากฉันต้องกันคนไม่ให้เข้ามาทำลายหลักฐานเพิ่มและจะลองเช็กดูว่ามีใครหายตัวไปใน่ที่เสียงระฆังดังขึ้นเมื่อครู่ไหม”
“ระวังตัวด้วยครับสารวัตร...”ผมเอ่ยเตือนพลางมองดูเงาร่างของชาวบ้านที่ยืนตะคุ่มๆ อยู่ห่างออกไป “ในหมู่บ้านนี้ลมมันไม่ได้พัดเอามาแค่ความหนาว แต่มันพัดเอาความเกลียดชังที่ถูกสะสมไว้มาด้วย”
ผมแยกตัวออกมาจากความวุ่นวายบริเวณโบสถ์ก้าวเท้าไปตามถนนดินที่ขรุขระมุ่งหน้าสู่ท้ายหมู่บ้าน ยิ่งเดินลึกเข้าไปเสียงฝีเท้าของตัวเองก็ยิ่งดังชัดเจนในความเงียบสงัดแสงแดดที่ควรจะสว่างไสวกลับถูกม่านหมอกบดบังจนเหลือเพียงแสงสีเทาหม่นที่ชวนให้อึดอัดบ้านไม้หลังเก่าของผู้เฒ่าอีเรนตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่ปลายสุดของเส้นทางท่ามกลางหมอกที่ดูจะหนาทึบกว่าจุดอื่นราวกับมันจงใจปกป้องความลับบางอย่างไว้
บนระเบียงที่ชื้นแฉะด้วยละอองหมอกผมเห็นชายชรานั่งอยู่บนเก้าอี้โยกที่ส่งเสียง เอี๊ยดอ๊าด เป็จังหวะสม่ำเสมอในมือของเขาถือหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าที่กระดาษเริ่มเป็สีเหลืองเขาจ้องมองมันผ่านแสงสลัวของวันอย่างเลื่อนลอย
“ขออภัยที่มารบกวนกลางวันแสกๆแบบนี้นะครับท่านผู้เฒ่า” ผมกล่าวทักทายพลางหยุดยืนห่างจากเขาในระยะที่สุภาพ
เขาลดหนังสือพิมพ์ในมือลงช้าๆเผยให้เห็นใบหน้าที่เหี่ยวย่นและดวงตาที่ดูเหมือนจะมองทะลุผ่านตัวผมไปยังอดีตอันไกลโพ้น
“มันเป็ความจริงหรือครับ...ที่เขาว่าหมอกพวกนี้เริ่มหนาขึ้นจนมองไม่เห็นความจริงมาั้แ่วันที่ระฆังนั่นเริ่มส่งเสียงเพี้ยนเมื่อสิบปีก่อน?”ผมเปิดประเด็นอย่างใจเย็น
อีเรนละสายตาจากกระดาษแผ่นนั้นแล้วพยักหน้าช้าๆ“ใช่แล้ว... สมัยก่อนที่นี่อากาศแจ่มใส เห็นยอดเขาได้ชัดเจน แต่มันเริ่มจะขุ่นมัวลงเรื่อยๆก็เมื่อสิบปีที่แล้วนี่แหละ พร้อมๆ กับข่าวลือเื่คำสาปนั่น”
ผมขยับเข้าไปใกล้ขึ้น“บาทหลวงบอกว่ามีคนตายในลักษณะเดียวกันนี้เมื่อ 10 ปี และ 8 ปีที่แล้ว พวกเขาเป็ใครครับ”
“คนต่างถิ่นน่ะ”อีเรนตอบพลางพ่นลมหายใจออกทางจมูก “สองคนนั้นเข้ามาอยู่ได้ไม่นานก็เอาแต่ป้วนเปี้ยน ขุดๆ ค้นๆ หาอะไรบางอย่างแถวโบสถ์ชาวบ้านบอกว่าพวกเขาโดนคำสาปเล่นงานแต่คนแก่อย่างฉันไม่เคยเชื่อเื่พรรค์นั้นหรอก”
“ทำไมถึงไม่เชื่อล่ะครับ”
“ไม่มีทางเป็ไปได้หรอกที่แค่เข้าไปขุดดินที่โบสถ์แล้วจะตายด้วยอาถรรพ์”อีเรนแค่นหัวเราะเสียงแหบ “ถ้าดินที่นั่นมันอาถรรพ์จริงป่านนี้เ้าอาร์เธอร์ภารโรงที่คลุกดินคลุกฝุ่นอยู่ที่นั่นมาสิบปีคงลงหลุมตามไปนานแล้ว”
“แล้วศพเมื่อเช้านี้ล่ะครับเขาเป็ใคร?”
“พ่อค้าจากเมืองอื่นน่ะมาอยู่ที่นี่ได้แค่สองสามวันเอง” อีเรนตอบ “คงจะไปขุดเจออะไรที่ ‘ไม่ควรเห็น’เข้าอีกล่ะมั้ง”
ผมขมวดคิ้วพลางนึกถึงเสียงระฆัง“แล้วเื่เสียงระฆังล่ะครับ มันเพี้ยนแบบนี้มาั้แ่ต้นเลยหรือ”
“เปล่าเลย...แต่ก่อนเสียงมันดังกังวานใสไปถึงตีนเขา” ผู้เฒ่าเริ่มขยับตัวอย่างเคร่งขรึม“มันเพิ่งจะมาเพี้ยนบิดเบี้ยวเอาเมื่อสิบปีที่แล้วนี้เอง ตอนแรกชาวบ้านก็สงสัยให้เ้าภารโรงขึ้นไปตรวจดูอยู่หลายรอบ แต่มันก็บอกว่า ปกติ ทุกครั้งพอเสียงมันเพี้ยนถึงขีดสุดศพแรกก็โผล่มา ตอนนั้นคนยังครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อจนกระทั่งศพที่สองโผล่มานั่นแหละ ยายป้าเอลดาก็ป่าวประกาศทันทีว่านี่คือคำสาปของหอระฆัง!หลังจากนั้นทุกคนก็ปิดหูปิดตาและก้มหัวให้ความหวาดกลัวั้แ่นั้นมา”
สรุปว่ายายป้าเอลดาเป็คนวางรากฐาน‘ทฤษฎีคำสาป’ เป็คนแรก
ผมจ้องมองแววตาของผู้เฒ่าอีเรนพลางนึกถึงท่าทางแปลกๆ ของเขาตอนที่จ้องมองบาทหลวงมาเร็คเมื่อเช้า “ผมเห็นคุณมองบาทหลวงมาเร็คด้วยสายตาเป็กังวล...มีอะไรในใจหรือเปล่าครับ”
อีเรนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะทอดสายตามองออกไปที่ความว่างเปล่าในม่านหมอก “ไม่มีอะไรหรอกท่านที่ปรึกษา...ฉันแค่รู้สึกเป็ห่วงและสงสารเขาเท่านั้นชายคนนั้นแบกรับอะไรไว้มากกว่าที่พวกเราเห็นเยอะ”
‘สงสาร’ งั้นเหรอ? เป็คำที่น่าสนใจมากสำหรับใช้เรียกบาทหลวงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในหมู่บ้านถ้าผู้เฒ่าอีเรนไม่ได้หมายความว่าบาทหลวงกำลังป่วยหนักเขาก็คงหมายความว่าบาทหลวงกำลังติดอยู่ในคุกที่ตัวเองสร้างขึ้นมานั่นแหละ
“ถามคำถามสุดท้ายครับ”ผมรั้งจังหวะไว้ “นอกจากเื่ระฆังต้องสาปแล้วที่หมู่บ้านนี้ยังมีเื่เล่าแปลกๆ อย่างอื่นอีกไหม”
อีเรนขมวดคิ้ว รอยยิ้มจางๆหายไปกลายเป็ความเคร่งขรึม เขาโน้มตัวลงมากระซิบราวกับกลัวว่าหมอกข้างนอกจะแอบฟัง
“ถ้าจะมีเื่ประหลาด...ก็คงเป็เื่ หัวขโมยในเงามืด ล่ะมั้งครับท่านที่ปรึกษา แต่มันก็นานมาแล้วั้แ่ก่อนที่ระฆังโบสถ์จะเริ่มส่งเสียงโหยหวนเสียอีก...”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเล่าต่อ “ทุกๆคืนที่มีหมอกลงจัด ของเล่นของเด็กๆ ในหมู่บ้านจะหายไปอย่างปริศนาไม่ใช่ของมีค่าอะไรหรอกครับ เป็เพียงตุ๊กตาผ้าเก่าๆ หรือม้าไม้แกะสลักที่ดูไร้ราคาแต่น่าแปลก... ในเช้าวันต่อมา ตรงจุดที่ของเล่นหายไป จะมี ‘ก้อนขนมปัง’วางทิ้งไว้ให้เสมอ ราวกับเป็การแลกเปลี่ยนของบางอย่างกับสิ่งที่มีชีวิต”
อีเรนหันไปมองทางโบสถ์ด้วยสายตาหวาดระแวง“ชาวบ้านบางคนเชื่อว่ามันคือิญญาของเด็กที่หลงทางในสุสานใต้ดินพวกเขาขโมยของเล่นไปเพื่อแก้เหงาและวางขนมปังทิ้งไว้เพื่อบอกว่าพวกเขายังวนเวียนอยู่ที่นั่น... แถวๆประตูบานที่ถูกล็อกไว้ไม่ให้ใครเข้านั่นแหละครับ”
ภาพประตูบานที่ถูกล็อกใต้โบสถ์ซึ่งผมเหลือบเห็นกองของเล่นเด็กวางระเกะระกะอยู่เื้ัผุดขึ้นมาในหัวทันทีนี่ไม่ใช่เื่ผีที่มาขโมยของเล่นเพื่อแก้เหงาแน่ๆ แต่มันคือการ ‘แลกเปลี่ยน’อย่างเป็รูปธรรมของใครบางคนที่ยังติดอยู่ในโลกของเด็กหรืออาจจะเป็ใครบางคนที่ถูกขังลืมไว้ในความมืดมาตลอดสิบปี!
“เกี๊ยะ! นายท่าน! ข้าว่าไอ้เื่ขนมปังนี่มันมีกลิ่นตุๆนะ!” เกียร์กระพือปีกพลางขยับจงอยปากเหล็กของมัน“ยายป้าเอลดาเป็เ้าของโรงสีใหญ่ที่สุดในแถบนี้ใช่ไหม? โรงสีก็ต้องมีแป้งแป้งก็ต้องทำขนมปัง! มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยแล้วมั้งเกี๊ยะที่ของขวัญจาก‘ผีขโมยของเล่น’ จะเป็ผลิตผลหลักจากโรงสีของนางแบบนี้!”
“คิดได้ดีนี่เกียร์”ผมเอ่ยชมพลางก้าวเท้าฝ่าม่านหมอกที่เริ่มหนาตัวขึ้นทุกที“ของเล่นหายไปโผล่ในห้องที่ถูกล็อกข้างสุสานใต้ดินของบาทหลวงมาเร็คแต่ก้อนขนมปังกลับส่งกลิ่นอายมาจากโรงสีของเอลดา...”
ผมหยุดเดินชั่วครู่ หันกลับไปมองยอดหอระฆังที่เลือนรางในความมืด“ความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวระหว่างบาทหลวงผู้ถือกุญแจกับเ้าของโรงสีผู้ปากท้องของชาวบ้าน...บางทีสิ่งที่ซ่อนอยู่ในม่านหมอกนี้ อาจไม่ใช่คำสาป แต่เป็ 'พันธสัญญา'บางอย่างที่แลกมาด้วยเืและของเล่นเด็กก็ได้”
เป้าหมายต่อไปของผมคือโรงสีของเอลดาผมอยากรู้ว่า ‘คำสาป’ ที่เธอพ่นออกมาไม่หยุดปากนั้นแท้จริงแล้วถูกอบออกมาจากเตาเดียวกับขนมปังพวกนั้นหรือเปล่า