เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่หน้าบ้านของเขา บางครั้งก็เงยหน้ามองท้องฟ้าครุ่นคิดถึงโลกกว้างภายนอกหมู่บ้าน เด็กหนุ่มคนนี้มีนามว่าจางจิ่ว มีบิดาชื่อจางฮุย ส่วนมารดาของเขาเสียชีวิตไปตั้งเเต่เมื่อห้าปีกอนเเล้ว
บิดาของเขาเป็ชาวนาคนธรรมดาคนหนึ่งในหมู่บ้านซุยเซียง บิดาของเขามีพี่ชายที่ทำงานอยู่ในเมืองอั่นฉาง คอยทำงานเป็คนดูเเลร้านค้าให้สำนักหยางหย่ง
พี่ชายของบิดาเขาหรืออาสามของเขาชอบพาเขาไปเดินเที่ยวในเมืองอยู่หลายครั้ง ที่เป็เเบบนี้เพราะจางจิ่วค่อนข้างที่จะเป็เด็กฉลาด อาสามจึงตั้งใจจะพาเขาไปฝากให้สำนักหยางหย่งทดสอบเข้าสำนัก
พรุ่งนี้เขาก็จะอายุครบสิบเเปดเเล้ว อาสามของเขาบอกว่าต้องรอให้อายุครบสิบเเปดก่อนถึงจะมีสิทธิ์เข้าทดสอบ เเละก็เป็วันพรุ่งที่เขาต้องจากบ้าน เขาอยากใช้วันนี้กับบิดาของเขาให้ดีที่สุด
คิดได้เเบบนั้นเขาก็เดินออกไปช่วยบิดาเกี่ยวข้าวในทุ่งนา งานเกี่ยวข้าวที่เเสนลำบากเเละหน้าเบื่อ กลับเป็ความทรงจำที่เขาจะจดจำไม่มีวันลืม
รุ่งเช้าวันถัดมาก็ถึงเวลาที่เขาต้องจากหมู่บ้านไป อาสามรออยู่หน้าบ้านเขานั่งรถลากมาเหมือนทุกครั้ง ตอนนี้เขารู้สึกหวั่นๆ
เขา้าออกไปท่องโลกกว้าง อยากออกไปจากหมูบ้านเเห่งนี้ เเต่เขาก็ไม่อยากจากบิดาที่คอยดูเเลเขามาตั้งเเต่เด็ก เขายังไม่ได้ตอบเเทนบุญคุณท่านเลย เเต่ตอนนี้เขากลับต้องเเยกจาก
ตอนนี้เขามีสองทางที่ต้องเลือก คนที่นั่งอยู่ในบ้านคือบิดาที่เลี้ยงเขามา ส่วนข้างนอกคือโลกที่เขาค่อยฝันถึงอยู่ทุกวันคืน
เขาหันไปทางอาสามที่รออยู่หน้าบ้าน มองมาทางเขาด้วยความค้านหวัง เขาหันกลับเข้าไปในบ้านบิดามองมาทางเขาด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ เเล้วเขาก็ตัดสินใจได้
เขายกเท้าขึ้นมา เท่าของเขาเหมือนจะเดินเข้าบ้าน ขณะที่เท้าของเขากำลังจะเเตะพื้น
"นั่นเ้าจะทำอะไรนะหันหลังกลับไปซะ!! ถ้าเ้าเป็ลูกผู้ชายก็ต้องเดินตามความฝันของตัวเองสิ!! เดินไปให้สุดห้ามหยุดเด็กขาดห้ามหยุดน่ะเข้าใจไหม.."
ได้ยินเเบบนั้นเขาก็สะดุ้งเก็บเท้ากลับมาเเล้วมองหน้าบิดาของตน เขาเห็นบิดาของเขานั่งอยู่ตรงนั้น บิดาของเขายังคงเข้มแข็งเหมือนที่เขาเคยเห็นอยู่ตลอด
เห็นเเบบนั้นเขาก็วางใจ บิดาพูดขนาดนี้เเล้วจะไม่ไปก็ยังไงอยู่ เขามองหน้าบิดาของเขาเป็ครั้งสุดท้าย เเล้วหันหลังเดินจากไปไม่หันกลับไปอีก
เขาเดินมาถึงตรงหน้าอาสาม"ข้าพร้อมเเล้ว"อาสามมองหน้าเขา"งั้นก็ไปกันเถอะ"จากนั้นเขาเเละอาสามก็ขึ้นไปนั่งบนรถม้า"กลับเมือง"
"การทดสอบจะจัดขึ้นในอีกสองเดือน ระหว่างนี้เ้าก็พักอยู่ที่ร้านค้าของข้าก่อนก็เเล้วกัน"
อาสามหันมาพูดกับเขา ในดวงตาของเขามีเเต่ความค้าดหวัง ถ้าจางจิ่วสามารถเข้าเป็ศิษย์ของสำนักหยางหย่งได้ เขาอาจจะได้รับการเลื่อนตำเเหน่งก็ได้ จากนั้นอาสามบอกเขาว่าต้องไปทำธุระที่เมืองอื่น จึงพาเขาไปฝากไว้ที่ร้านพร้อมเอาหนังสือมาให้เขาอ่านขณะที่พักอยู่ที่
หนังสือส่วนใหญ่เป็หนังสือที่ถูกเขียนโดยนักปราชญ์ที่ชอบอ้างเื่ปรัชญาไร้สาระ เเต่เขาก็ยังอ่านเพราะเขาเป็พวกที่ชอบอ่านหนังสือ หนังสือสำหรับเขาก็เหมือนกับหญิงสาวคือมีเสน่ห์เเละทำให้หลงไหล
ตลอดสองเดือนที่เขาอยู่ที่นี่เขาไม่ได้เอาเเต่อ่านหนังสืออย่างเดียว มาอาศัยที่ของเขาก็จำเป็ต้องช่วยงานบ้างเป็บางครั้ง งานส่วนใหญ่ที่เขาทำคือการเป็เด็กเสิร์ฟอาหารที่ชั้นสอง ส่วนอาสามก็กลับมาตั้งเเต่หนึ่งเดือนก่อน เเละตอนนี้ก็ครบสองเดือนแล้ว
วันนี้อาสามจะพาเขาไปทำการทดสอบ สำนักหยางหย่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนักเดินทางด้วยรถม้าเพียงครึ่งวันก็ถึงเเล้ว
ที่สำนักหยางหย่งตอนนี้มีเหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวมารวมกันอยู่ที่นี่ พวกเขามาที่นี่เพื่อทำการทดสอบ เด็กหนุ่มหลายคนดูมีความมั่นใจพวกเขาฝึกมาอย่างลำบากเพื่อวันนี้
จางจิ่วยืนอยู่ท้ายกลุ่มตอนนี้เขาตัวคนเดียวอาสามเเค่มาส่งเขาเท่านั้น ตอนนี้คงจะกลับไปเเล้วคงไม่รอรับเขากลับหรอก ถ้าเขาล้มเเหลวเเล้วอาสามของเขาจะมาสนใจเขาอีกทำไม ถ้าทดสอบไม่ผ่านเขาก็คงต้องเดินกลับบ้านเองกลับไปช่วยบิดาของเขาทำนาเหมือนที่ควรจะเป็
เขามองไปข้างหน้าเห็นเด็กหนุ่มเด็กหญิงที่เเต่งตัวดูดีมีฐานะ ร่างกายของพวกเเขาเเข็งเเรงมาก คงจะเป็เพราะพวกเขาฝึกฝนมาสำหรับการทดสอบในวันนี้ เเต่เขาก็ยังเห็นเด็กที่เหมือนกับเขาอยู่บ้างเขาสามารถรู้ได้จากการเเต่งตัว เเต่ก็มีอยู่เเค่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่จะเป็ลูกคนมีฐานะซะมากกว่า
"เงียบได้เเล้ว!! วันนี้ข้าเป็ผู้คุมสอบ การสอบจะมีเเค่หนึ่งอย่างนั่นคือการเดินตามอุโมงนี้ไปจนกว่าจะถึงทางออก!!"
มีเสียงดังมาจากทางด้านหน้า เขามองตามเสียงไป เป็ชายชราคนหนึ่งบอกว่าเขาเป็ผู้คุมสอบ พร้อมชี้ไปที่อุโมงเเล้วอธิบายกติกาของการสอบ
"นี่ก็สายมากเเล้ว พวกเ้าเขาไปทดสอบเถอะ"ชายชราเงยหน้ามองท้องฟ้าเมื่อเห็นว่าเที่ยงมากเเล้วจึงกล่าวออกมา
จากนั้นเหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวก็ทยอยเดินเข้าอุโมงไป เห็นผู้เข้าทดสอบเดินเข้าไปเกือบหมดเเล้วเขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไป เขาหันหลังกลับไปดูเห็นพวกศิษย์พี่ประมาณสิบคนเดินตามหลังมา คงจะมาค่อยดูคนที่เดินไม่ไหวเเล้วพาออกไป
เขาเดินมาประมาณสามถึงสี่ชั่วโมงเเล้วเเต่ยังไม่เห็นทางออก ตลอดทางมีคนที่เหนื่อยเดินไม่ไหวล้มอยู่บนพื้นส่วนใหญ่จะเป็คนที่เเต่งตัวมอมเเมมเหมือนกันกับเขา พอมีคนล้มศิษย์พี่ข้างหลังก็จะรีบเดินไปช่วย ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ
ตอนนี้เขาหยุดนับเวลาไปเเล้วเขารู้สึกเเค่ว่ามันนานมากเเล้ว เเต่เดินยังไงก็ไปไม่ถึงสักที่ ตอนนี้เด็กที่ดูมีฐานะหลายคนเริ่มลงไปคลานบนพื้น ข้างหน้าของเขามีผู้ทดสอบอยู่อีกประมาณสิบคน
คนที่เดินนำหน้าอยู่ตอนนี้เขามีร่างกายเเข็งเเรงดูจากกล้ามที่เป็มัดๆของเขา เเต่ตอนนี้เขาก็เริ่มเหนื่อยมากเเล้วเช่นกัน
จางจิ่วที่เดินตามหลังมาอย่างไม่ยอมเเพ้ สภาพของเขาดูอ่อนล้า เขาเเทบจะเดินไม่ไหวอยู่เเล้ว เขาเดินมาได้ขนาดนี้เป็เพราะเเรงใจล้วนๆ ความฝันของเขาที่เคยฝันว่าจะได้ออกไปท่องโลกกว้าง เขาต้องพยายามให้มากกว่านี้
"ข้าไม่ยอมหรอก!!"เขาะโออกมา เเต่ไม่มีใครสนใจ พวกเขาเอาเเต่ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป มีเเต่พวกศิษย์พี่ข้างหลังเท่านั้นที่มองมาที่เขาด้วยความชื่นชม พวกเขาก็เคยผ่านจุดนี้มาก่อนกว่าจะได้มาเป็พวกเขาในทุกวันนี้
ตุบ.....
จางจิ่วล้มลงไปคุกเขาลงกลับพื้น ศิษย์พี่ที่เดินอยู่ข้างหลังเห็นเเบบนั้นก็จะเดินเขาช่วย"ข้ายังไหว!....ข้ายังไหว"จางจิ่วปฏิเสธความช่วยเหลือ ศิษย์พี่ที่ได้ยินเเบบนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร เเล้วหันหลังเดินกลับไปอยู่ที่เดิม
จางจิ่วพยายามลุกขึ้นมาด้วยเเรงทั้งเขามี เขาลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง จากนั้นก็ออกเดินต่อตลอดทางมีคนล้มลงไปมากขึ้น พวกที่ล้มมองมาทางเขาด้วยความหมดหวัง ขาของพวกเขามันชาไปหมดเเล้ว เเต่จางจิ่วคนที่ดูร่างกายอ่อนเเอเเละมอมเเมมกว่าพวกเขากลับยังเดินได้ต่อ
"พลังใจสุดยอดจริงๆ ที่สมารถก้าวข้ามขีดจำกัดได้ในเวลาเเบบนี้"ศิษย์พี่คนหนึ่งกล่าวขึ้น"เเต่พลังเเค่นี้ยังไม่สามารถผ่านการทดสอบนี้ได้หรอก เขายังอ่อนเเอเกินไป เขาไม่ได้รับการฝึกที่ดีเมื่อตอนยังเด็ก ถึงจะมีเเรงใจที่ดีเเต่พร์เเละพื้นฐานก็เป็สิ่งจำเป็เหมือนกัน"
"ปล่อยให้ฟ้าลิขิตเถอะ"ศิษย์ที่ท่าทางเงียบขรึมกลับกล่าวออกมา เขาเองก็ช่วยอะไรไม่ได้กฎก็ต้องเป็กฎ"เเต่ถึงเเม้เขาจะไม่ผ่านการทดสอบเเต่เขาจะต้องติดศิษย์รับใช้เเน่นอน"
ศิษย์รับใช้คือคนรับใช้ของสำนักมีเงินเดือนให้ งานที่ต้องทำก็คือ ตัดไม้ตัดฟืน ทำอาหาร ดูเเลสวนสมุนไพรเเละอื่นๆตามที่สำนักมอบหมาย
"ยังไม่ได้เริ่ม....ข้าก็จะเเพ้เเล้วหรือ"ตอนนี้จางจิ่วเขาเดินตอไม่ไหวเเล้ว เขาหมดเเรงที่จะไปต่อเเล้ว
ตุบ....
จางจิ๋วล้มลงไปนอนกองกับพื้น เเต่เขายังไม่หยุดเขายังมีเเขน เขาใช้เเขนเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
ครืด....ครืด....ครืด.....
"พอเถอะ ร่างกายของเ้าไปต่อไม่ไหวเเล้ว"ศิษย์พี่ที่เห็นเเบบนั้นก็รีบเดินเข้าไปพยุงเขาขึ้น"เดี๋ยวข้าจะพาเ้าออกไปจากที่นี้"กล่าวเสร็จก็พาเขาเดินทะลุพนังอุโมงออกมา
จางจิ่วเงียบตอนนี้ร่างกายของเขาอ่อนล้าไปหมดสองขาสั่นไม่หยุด ตอนนี้เขาคิดว่าเขาคงหมดหวังเเล้ว คงต้องกลับไปทำนาเกี่ยวข้าวกับบิดาของตน
ตอนเเรกเขาก็คิดที่จะเดินกลับบ้านเเต่ศิษ์พี่ที่พาเขาออกมาบอกว่าให้เขารอฟังผลประกาศก่อน เเละตอนนี้เขารอมาเเล้วประมาณสามชั่วโมง ตอนนี้ผู้เข้าร่วมการทดสอบมารวมตัวกันที่ลานฝึกของสำนักเเล้ว ผลการทดสอบกำลังจะถูกประกาศ
"ข้าคงสอบไม่ติดเเน่นอน"จางจิ่วยืนอยู่ท้ายกลุ่มเหมือนครั้งที่แล้ว เขาคิดว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางสอบติดเเน่นอน
"เอาละการทดสอบก็จบลงไปเเล้ว ตอนนี้ถึงเวลาประกาศผล อันดับหนึ่งถึงสิบจะได้เข้าเป็ศิษย์ฝ่ายนอกบองสำนักหยางหย่ง เเละยังมีคนที่เป็กรณีพิเศษนั้นก็คือศิษย์นับใช้ คงไม่ต้องบอกก็รู้ใช้มั้ยว่าศิษย์รับใช้คืออะไร "
ชายชราที่เป็ผู้คุมสอบกล่าวออกมา เพราะเหตุนี้จึงทำให้จางจิ่วรู้สึกว่าตนยังมีโอกาส เป็เเค่ศิษย์รับใช้ทำงานในสำนักก็ยังดี รายได้ยังมากกว่าทำนาเกี่ยวข้าวเสียอีก อย่างน้อยเขาก็อาจไม่ต้องลำบากมากนัก
"อันดับที่หนึ่ง อู๋ฟาน"
อันกับที่สอง จี๋หงอิง
"..........."
"..........."
"อันดับที่สิบ มู่หลง"
ชายชรากล่าวประกาศรายชื่ออันดับที่หนึ่งถึงสิบจนครบเเล้ว ต่อไปก็เป็รายชื่อของศิษย์รับใช้
"ต่อไปจะเป็รายชื่อของศิษย์รับใช้ ทางเราจะรับศิษย์รับใช้ครั้งละห้าคนเท่านั้น"
"คนเเรก จางจิ๋ว"
"........"
"........"
"........"
"........"
"ศิษย์ฝ่ายในต้องตามข้าเข้าไปในสำนัก ส่วนศิษย์รับใช้ข้าจะให้ศิษย์พี่ของเ้าพาไปที่พักหลังสำนัก อี้ฝานเ้าพาพวกเขาอ้อมไปที่พักคนใช้หลังสำนัก"
ชายชรากล่าวบอกศิษย์ใหม่เเละสั่งให้พวกเขาทั้งห้าตามศิษย์พี่ไปที่พักหลังสำนัก