ตอนที่34 เมืองอู่ฉาง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่จวบจนเมื่อพระอาทิตย์สว่าง หยางน่าก็มองเห็นปลายทางนั้นอยู่รำไร “พวกเราเจอประตูเมืองแล้ว!”
‘…’
“ประเดี๋ยวข้าจะลองไปหาที่พักดูก่อนอย่างน้อยเงินที่มีอยู่ก็คงพอให้พวกเราซื้ออะไรกินได้บ้าง ลู่จิวเ้ามีที่ที่อยากไปหรือไม่”
‘…’
ดวงตากลมโตที่ตื่นเต้นคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็เบื่อหน่ายในทันตาเมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากในหัว“เฮ้อเ้าจะทำเป็ไม่สนใจข้าอีกนานไหม นี่มันชีวิตของเราทั้งคู่นะเอาอย่างนี้ข้าจะเสนอออกมา หากว่าเ้าไม่เห็นด้วยก็แย้งมาแล้วกัน”
‘…’
“หากเ้าไม่รู้จะไปไหน เ้าจะว่าอะไรหรือไม่หากข้าอยากไปเริ่มต้นชีวิตของพวกเราที่เมืองอู่ฉางที่นั่นอยู่ในเขตอำเภอต้นแบบในการดูแลขององค์รัชทายาทแต่เ้าวางใจเถอะข้าจะไม่เปิดเผยตัวตนหรอก ข้าเพียงแค่อยากใช้ชีวิตอยู่ในถิ่นที่คนรักข้าเป็ผู้ฟื้นฟูมันแม้จะอยู่ใกล้กับเขตชายแดน แต่ได้ยินมาว่าที่นั่นกำลังเจริญรุ่งเรืองมีกำแพงหนาคอยคุ้มกันภัย ผู้คนเป็มิตรและที่สำคัญค่าครองชีพถูก เ้าคิดว่าอย่างไร”
‘แล้วแต่เ้า ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่แล้วต่อไปนี้ไม่ต้องมาถามข้า อยากทำอะไรก็ทำไป’
หยางน่าส่ายหัวและถอนหายใจกับตัวเองอย่างเหนื่อยหน่ายใจก่อนจะสะบัดหน้าหนีด้วยความแง่งอน พร้อมประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่เอวและเดินเหยียดไหล่ตรงมุ่งเข้าไปถามรายละเอียดกับชาวบ้านผู้หนึ่งอย่างสุภาพ
แม้ว่านางจะอ่อนด้อยในการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกแต่ทว่าประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมาจากในรั้วในวังทำให้หยางน่ารู้จักทำตัวให้เป็ที่รักและรู้วิธีเข้าหาผู้อื่นเพื่อให้ได้ในสิ่งที่้า
นางเดินเข้าหาผู้คนด้วยท่าทางที่เป็มิตรทั้งยังเอ่ยถามพวกเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟังมุ่งสร้างความประทับใจั้แ่แรกเริ่ม จนในที่สุดยามนี้นางก็ได้ขึ้นมาอยู่บนรถม้าคันหนึ่งโดยการช่วยเหลือจากท่านลุงใจดีผู้หนึ่ง
หยางน่าสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบตัวใหม่นั่งจิบน้ำชาและเหม่อมองภาพทิวทัศน์ด้านนอกด้วยอารมณ์ที่สุนทรีย์มือบางแหวกผ้าม่านตรงหน้าออกแล้วรับสายลมบริสุทธิ์ที่กระทบใบหน้าอย่างแ่เบา
“ลู่จิว เ้าััได้หรือไม่ สายลมในยามฤดูใบไม้ผลิช่างเย็นสบายเหลือเกินนี่แหละความรู้สึกของการมีชีวิต ข้าอยากให้เ้าได้สูดอากาศด้วยตัวเองจังเลยมันรู้สึกดีมากจริงๆ”
‘เหลวไหล อากาศที่ไหนมันก็เหมือนกันหมด’ ลู่จิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งนั้น
“อ๊ะ ดูฝูงสัตว์ตรงนั้นสิ หน้าตาประหลาดยิ่งนัก ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”หยางน่าเบิกตาโตมองดูฝูงสัตว์สี่เท้าเดินย่ำไปตามท้องทุ่งหญ้าสีเขียวขจีอย่างอิสระปากก็เคี้ยวหญ้าอ่อนหมุบหมับและเปล่งเสียงร้องมาทางหญิงสาว
มอ~~~~
“อุ๊ย พวกมันร้องทักทายข้าด้วย!” หยางน่าเบิกตาโตด้วยความตื่นเต้นก่อนจะชะโงกหน้าออกไปแล้วร้องะโ “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันเคี้ยวหญ้าให้อร่อยนะ!”
มอ~~~~
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับจากฝูงสัตว์สี่เท้าแล้วหยางน่าก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน นางเพิ่งเคยทำเื่ไร้สาระโดยไม่สนใจสายตาของผู้ใดเช่นนี้เป็ครั้งแรกต้องยอมรับเลยว่าชีวิตที่เป็อยู่นี้ทำให้นางรู้สึกมีอิสระและสนุกมากอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
หญิงสาวหัวเราะคิกคักอยู่เพียงลำพังและโบกมือทักทายผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างเป็มิตรเสียงหัวเราะของนางดังใสกังวานเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขไร้ซึ่งความกังวลใจโดยแท้จริง
‘พระชายา เ้าเลิกทำตัวงี่เง่าเช่นนี้สักทีเถอะประเดี๋ยวผู้อื่นจะหาว่าเ้าสติไม่ดีเอาได้’
“ชิ เ้านี่มันไม่มีอารมณ์สุนทรีย์บ้างเลย บรรยากาศที่นี่ไม่เหมือนที่วังหลวงเลยสักนิดอีกอย่างข้าก็เพิ่งเคยออกมาเที่ยวข้างนอกเพียงลำพังเป็ครั้งแรกตื่นเต้นมากหน่อยจะเป็อะไรไป อยากรู้แล้วสิว่าเมืองที่อยู่ภายใต้การดูแลของซางฉีจะเป็อย่างไรบ้าง...”
ยามนี้หยางน่าทำตัวไม่เหมือนหญิงสาวที่มีชะตาน่ารันทดเลยสักนิดเดิมทีนางควรจะกังวลในชีวิตที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่นั่งจิบน้ำชาและดื่มด่ำกับของว่างเลิศรสในมืออย่างเพลิดเพลินเช่นนี้หนำซ้ำปากก็ไม่ลืมส่งเสียงเจื้อยแจ้วพูดกับตัวเองอยู่เพียงลำพังท่าทางของนางดูมีความสุขและสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา
คนขับรถม้าที่อยู่ด้านหน้าชำเลืองมองหญิงสาวหน้าตาสะอาดหมดจดที่นั่งพูดอยู่คนเดียวไม่ยอมหยุดนั้นแวบหนึ่งแล้วอดส่ายหน้ากับตัวเองไม่ได้
‘เฮ้อ ยังสาว ยังสวย ไม่น่าสติฟั่นเฟืองเลย...’
หยางน่าใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่วันจนในที่สุดนางก็มาถึงเมืองที่นางเฝ้าใฝ่ฝันว่าจะได้มาสักครั้งในชีวิตถึงแม้นางไม่อาจอยู่ร่วมกับคนรักได้ทว่าขอเพียงแค่ได้อยู่ในเมืองที่เขาลงทุนแรงกายและใจเพื่อฟื้นฟูมันมานานหลายปีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
นางอยากมาดูให้เห็นว่าตลอดเวลาที่ซางฉีมาประจำการอยู่ในอำเภอนี้ได้พัฒนาเมืองชนบทที่ห่างไกลความเจริญเหล่านี้เป็เช่นไรแล้วบ้าง ส่วนที่นางเลือกเมืองอู่ชางก็เป็เพราะว่าเป็เมืองที่คนรักของนางพูดถึงบ่อยที่สุด
เมื่อยามที่เดินผ่านพ้นประตูเมืองเข้าไปหยางน่าก็แทบอยากจะถอนคำพูดว่าที่นี่เป็เมืองห่างไกลความเจริญทิ้งไป ถึงแม้เมืองอู่ฉางจะไม่เจริญเฟื่องฟูเหมือนอย่างเมืองหลวงแต่ก็ดูเจริญก้าวหน้าและคึกคักกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มากนัก
หยางน่าคลี่รอยยิ้มที่งดงามออกมาดวงตาของนางเป็ประกายฉ่ำน้ำแวววาวมือบางยกขึ้นกุมอกและมองดูภาพความเจริญตรงหน้าด้วยความภาคภูมิใจในตัวของคนรัก
คิดถูกแล้วจริงๆที่เลือกมาที่นี่ อย่างน้อยนางก็ตายตาหลับแล้ว
ฉับพลันนั้นก็มีเสียงของพ่อค้าคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า“เอ่อ...แม่นางหากว่าเ้าไม่ซื้อของข้าเช่นนั้นก็ขยับไปหน่อยเถิด เ้ายืนบังร้านค้าของข้าอยู่”
เสียงนั้นทำให้หยางน่าสะดุ้งใเล็กน้อยและฟื้นคืนสติกลับมาก่อนจะหันไปเห็นพ่อค้าแผงหาบเร่ที่อยู่ด้านหลัง ดูเหมือนว่าเขาจะขายโจ๊กสินะ...
พอนึกถึงอาหารท้องของนางก็เริ่มร้องขึ้นมาในทันทีหยางน่าจึงยิ้มกลับไปและบอกว่า “เถ้าแก่ ข้าขอโจ๊กหนึ่งชามเ้าค่ะ”
พอได้ยินคำเรียกขานที่สุภาพและนุ่มนวลเช่นนั้นพ่อค้าโจ๊กก็หน้าแดงทันที เขาโบกมือไปมาเล็กน้อย “ไอ้หยาแม่นางไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น มาเถอะข้าจะทำโจ๊กอร่อยๆ ให้เ้า”
“ขอบคุณเถ้าแก่” หยางน่าคงรอยยิ้มแ่เบาที่มุมปากอยู่เสมอนางมองนู้นมองนี่ด้วยความสนใจ พอเถ้าแก่เห็นแม่นางน้อยดูแปลกที่แปลกทางจึงได้เอ่ยถามขึ้นมา“แม่นางน้อยเป็คนต่างถิ่นรึ”
“เ้าค่ะ ข้าตั้งใจว่าจะมาลงหลักปักฐานที่นี่ ไม่ทราบว่าข้าพอจะหาบ้านเช่าผ่านคนกลางที่ใดได้บ้างเ้าคะ”
“จะหาบ้านรึ เช่นนั้นก็ลองไปถามคนแถวตรอกหลิวชุนดูผู้คนที่นั่นน่าจะให้คำแนะนำเ้าได้ดี”
“ขอบคุณเถ้าแก่มากนะเ้าคะ จริงสิเถ้าแก่ ข้าสังเกตเห็นว่าเมืองของพวกท่านดูเจริญรุ่งเรืองไม่เหมือนกับที่เคยได้ยินว่าห่างไกลจากความเจริญเลยนะเ้าคะที่นี่ดูน่าอยู่มากๆ เลย”
“ก็แน่นอนสิ ต้องยกความดีความชอบให้องค์รัชทายาท หากไม่มีเขา เมืองอู่ฉางของพวกเราก็คงจะไม่เจริญถึงขนาดนี้ข้าล่ะอยากจะให้เขาอยู่ต่ออีกสักร้อยปี น่าเสียดายที่เขาต้องกลับเมืองหลวงเสียก่อน”
หยางน่าเท้าคางฟังเถ้าแก่เล่าวีรกรรมของคนรักด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจราวกับกำลังนั่งฟังนิทานอยู่ก็มิปานดวงตาของนางฉายแววรักและเทิดทูนอย่างลึกซึ้งมีบางครั้งที่นางถึงกับปรบมือในจังหวะสำคัญที่เถ้าแก่เหล่ามาจวบจนเมื่อเื่ราววีรกรรมที่น่าตื่นเต้นนั้นจบลงหยางน่าจึงลุกขึ้นจ่ายเงินและกล่าวลา
หญิงสาวเดินถามทางจากผู้คนจนกระทั่งมาถึงตรอกที่เถ้าแก่ผู้นั้นเอ่ยถึงบริเวณรอบข้างมีท่านป้าและท่านลุงหลายคนแขวนป้ายรับจัดหาบ้านอยู่นี่เป็ครั้งแรกที่หยางน่าต้องมาเดินเลือกบ้านเช่าด้วยตัวเอง แม้จะรู้ตัวดีว่าเงินที่มีอยู่นั้นคงจะไม่พอแต่นางก็อยากลองมาสำรวจราคาบ้านเช่าที่เมืองแห่งนี้ดูก่อนแล้วค่อยวางแผนต่อไปในอนาคต
“คุณหนู ท่านสนใจที่พักแบบไหนหรือโรงเตี๊ยมอะไรสอบถามข้าได้นะเ้าคะ”เสียงของหญิงวัยกลางคนที่ถามอย่างสุภาพดึงดูดความสนใจของหยางน่าทันที
เมื่อเห็นท่าทางอีกฝ่ายดูมีมารยาททั้งยังเอ่ยวาจาได้ไพเราะเสนาะหูยิ่งนักหยางน่าก็เทใจไปที่หญิงวัยกลางคนผู้นั้นทันที ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลไปว่า“ท่านป้าพอดีข้าเป็คนต่างถิ่น ้าจะหาบ้านพักในเมืองสักหลังท่านป้าพอจะแนะนำให้ข้าได้หรือไม่”
“คุณหนูมาคนเดียวรึ หรือว่ามากับครอบครัว ข้าจะได้เลือกสรรบ้านให้ถูกต้อง”ป้าจางยิ้มและเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างสุภาพ
“มีข้าแค่คนเดียว ข้า้าบ้านพักหลังเล็กสำหรับอาศัยเพียงลำพังที่สำคัญเลยคือต้องมีความปลอดภัยเป็อันดับแรก” หยางน่าตอบกลับไปตามตรงประการแรกนางรู้ตัวดีว่ายามนี้ฐานะของนางไม่เหมือนเมื่อก่อน การจะอยู่ในบ้านหลังใหญ่หรือมีบ่าวรับใช้คอยดูแลนั้นย่อมเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอนดังนั้นแค่บ้านหลังเล็กๆ ก็พอแล้ว
ประการที่สองหลังจากที่คราวก่อนเกือบถูกชายผู้นั้นขืนใจหยางน่าจึง้าบ้านที่มีความปลอดภัยเป็อันดับแรก
เมื่อได้ยินอย่างนั้นท่านป้าจางก็ยิ้มรับทันทีก่อนจะพ่ายมือ “คุณหนูเชิญทางนี้ข้าจะพาท่านไปชมสถานที่เอง”
ทั้งสองเดินผ่านถนนสายใหญ่ไปยังย่านการค้าที่แสนคึกคักบริเวณนั้นอยู่ละแวกใกล้เคียงกับจวนที่ว่าการนับว่ามีความปลอดภัยอย่างถึงที่สุด “บ้านที่ท่านเห็นตรงหน้าเป็ของขุนนางท่านหนึ่งยามนี้เขาได้เลื่อนขั้นไปรับราชการยังต่างเมืองจึงมีความประสงค์ที่จะขายบ้านอีกทั้งบ้านหลังนี้ยังมีคุณสมบัติตรงตามที่คุณหนู้า ที่นี่อยู่ระแวงเดียวกับจวนที่ว่าการย่อมไม่มีโจรร้ายคนใดกล้าก่อเื่แถวนี้แน่”
หยางน่าเดินดูบริเวณหน้าบ้านหลังเล็กที่มีรั้วรอบขอบชิดเป็อย่างดีที่สำคัญตั้งอยู่ใกล้กับตลาดและจวนที่ว่าการ ทำเลสะดวกและปลอดภัยเช่นนี้คงจะราคาไม่น้อยแน่ดังนั้นนางจึงลองถามหยั่งเชิงไปว่า “บ้านหลังนี้ราคาเท่าไหร่รึ”
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายสนใจเช่นนี้แล้วป้าจางก็ยิ้มและรีบเอ่ยทันทีว่า “หนึ่งพันตำลึงเ้าค่ะ”
“อะไรนะ! นะ...หนึ่งพันตำลึงเชียวรึ” หยางน่าเอ่ยออกมาด้วยความใ นางไม่คิดว่าบ้านพักในเมืองแห่งนี้จะมีราคาสูงถึงขนาดนี้
พอเห็นอีกฝ่ายดูใขนาดนี้ป้าจางก็ลอบถอนหายใจแล้ว เดิมทีนางเห็นอีกฝ่ายดูท่าทางไม่เลวแม้จะอยู่ในชุดหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาทว่ากลิ่นอายสูงส่งและท่าทางการเดินที่ดูงดงามราวกับได้รับการฝึกฝนมาจนทำได้อย่างเป็ธรรมชาตินั้นทำให้ป้าจางนั้นรู้สึกว่าสตรีผู้นี้จะต้องมีฐานะไม่ธรรมดาแน่บางทีนางอาจจะเป็คุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ที่ปลอมตัวมาก็เป็ได้
แต่พอเห็นสีหน้าตื่นใในยามที่ได้ยินจำนวนเงินเพียงแค่หนึ่งพันตำลึงท่านป้าจางก็เผยแววตาที่ผิดหวังออกมาทันที ก่อนจะเอ่ยถามอย่างปลงๆ ไปว่า “ข้าเข้าใจว่าสำหรับคนต่างถิ่นเช่นท่านคงจะคิดว่าเมืองอู่ฉางของเราเป็เมืองชนบทที่ห่างไกลความเจริญเพราะอยู่ติดกับชายแดนในอดีตภัยาทำให้เมืองของพวกเรานั้นยากจนมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบ้านราคาหนึ่งพันตำลึงแค่หนึ่งร้อยตำลึงก็แทบจะไม่มีใครที่มีกำลังซื้อมากพอ”
“ทว่านับั้แ่ที่องค์รัชทายาทมาประจำการที่นี่พระองค์ก็ได้ฟื้นฟูเมืองของพวกเราให้เจริญรุ่งเรืองมากกว่าที่เคยวิถีชีวิตความเป็อยู่ของเราก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากจึงไม่แปลกหากว่าราคาบ้านเรือนจะสูงขึ้นตามกำลังซื้อของพวกเราแม้พวกเราจะเจริญก้าวหน้าไม่เท่าเมืองหลวงแต่ก็นับว่าเจริญกว่าเมืองโดยรอบนี้ยิ่งนัก”
“ดังนั้นหากว่าเ้ามีเงินอย่างต่ำไม่ถึงหนึ่งร้อยตำลึงละก็...” ท่านป้าจางหยุดชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะคลี่รอยยิ้มที่ดูงดงามและเืเย็นในคราเดียว“เช่นนั้นก็ไสหัวไปซะ! เสียเวลาข้าจริงๆเลย น่ารำคาญ!”
.
.
.