ภายในกระโจมที่พัก ขุนพลคนอื่น ๆ ต่างพากันประหลาดใจ
คนที่ดึงดูดความสนใจของแม่ทัพใหญ่ได้ไม่ใช่นายกองร้อยหลี่ซิ่น หรือว่าในกองทัพจะมีผู้กล้าคนอื่นปรากฏตัวขึ้นอีก?
หวนอี่ไม่ได้สนใจสีหน้าของพวกเขา เขามองไปที่ชื่อของไป๋จง แล้วไล่สายตาดูจำนวนการตัดศีรษะที่บันทึกไว้ด้านล่าง พลทหารคนหนึ่ง ฆ่าศัตรูติดต่อกันถึงห้าสิบสองคน!
นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
เขาเข้าร่วมกองทัพมาหลายปี แต่ยังไม่เคยเห็นทหารนายใดที่ใช้กำลังส่วนตัวสังหารศัตรูได้มากมายขนาดนี้ เขาจึงหันไปมองตุลาการทหารผู้นั้นโดยสัญชาตญาณ
"เ้าแน่ใจว่าบันทึกไม่ผิดพลาด?"
"เรียนแม่ทัพใหญ่ ผู้น้อยตรวจสอบแล้ว บุคคลผู้นี้ส่งมอบศีรษะห้าหัว และหูขวาอีกสี่สิบเจ็ดข้าง เพื่อนร่วมหมู่ รวมถึงนายกองร้อยหวังหลี ล้วนสามารถเป็พยานได้ขอรับ"
ตุลาการทหารผู้นั้นพยักหน้า ย่อมเข้าใจดีว่าแม่ทัพใหญ่กำลังถามถึงใคร
"อะไรนะ!"
"ห้าสิบสองคน!"
เหล่าขุนพลในขณะนั้นต่างอุทานออกมาด้วยความใ
ในฐานะนายทหาร หาก้าสังหารศัตรูให้เกินห้าสิบคน จำเป็ต้องสั่งการให้พลทหารใต้บังคับบัญชาร่วมรบจึงจะทำได้ แต่พลทหารตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง กลับใช้ความสามารถส่วนตัวสังหารศัตรูได้ถึงห้าสิบสองคน นี่มันสัตว์ประหลาดหรืออย่างไร?
"ดูท่าแคว้นฉินของพวกเรา จะมีผู้กล้าเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว!"
"พรุ่งนี้ให้ประกาศผลงานการรบให้ภายนอกรับรู้ และตรวจสอบให้แน่ชัดว่าไม่มีการรายงานเท็จ"
"ตัวข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าผู้กล้าที่สังหารศัตรูได้ห้าสิบสองคนนั้นเป็ใคร"
หวนอี่โบกมือให้ตุลาการทหารถอยออกไปก่อน เขารู้ดีว่าผลงานการรบของไป๋จงไม่น่าจะมีปัญหา กฎหมายทหารของแคว้นฉินนั้นเข้มงวดมาก หลังจากรวบรวมผลงานการรบแล้วจะมีการประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน และต้องปิดประกาศไว้สามวัน หากไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงจะถือว่าเป็ผลงานการรบที่สมบูรณ์
หากมีใครกล้ารายงานเท็จ ไม่เพียงแต่ผู้รายงานที่ต้องรับโทษ แต่ผู้ที่ช่วยปกปิด ไม่ว่าจะเป็พลทหารในหมู่หรือกองเดียวกัน นายทหารระดับสูง หรือแม้แต่ตุลาการทหารผู้รวบรวมสถิติ ก็ต้องถูกลงโทษตามกฎหมายโทษทัณฑ์ร่วมด้วย
บนสนามรบมีคนสังหารศัตรูเท่าใด ย่อมมีพลทหารนับไม่ถ้วนเป็พยาน จึงเป็การยากที่จะรายงานเท็จ
ภายในสามวันที่ปิดประกาศ หากพบว่าผลงานการรบมีปัญหา ย่อมต้องมีคนแจ้งเบาะแส เพราะไม่มีใครอยากถูกลงโทษตามกฎหมายโทษทัณฑ์ร่วม
ตุลาการทหารเองก็มีความรับผิดชอบต่อผลงานการรบ ย่อมต้องตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ หากมีปัญหาจริง ๆ คงไม่ส่งมาถึงหน้าหวนอี่
ขุนพลคนอื่น ๆ ต่างก็คิดเช่นนี้ ในใจจึงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
"ไป๋จง... ไป๋จง!" หวนอี่อ่านชื่อนี้ซ้ำสองรอบเพื่อจดจำ แล้วเขียนรายงานส่งขึ้นไป
เขา้ารายงานผลงานของคนผู้นี้ให้ท่านอ๋องทราบโดยเร็วที่สุด ซึ่งถือเป็ผลงานอย่างหนึ่ง และไม่แน่ว่าอาจเป็การค้นพบขุนพลผู้กล้าให้กับแคว้นฉิน
——
เที่ยงวันถัดมา ณ ลานฝึก
พลทหารที่ไม่ต้องฝึกซ้อมหรือเข้าเวร ต่างมารวมตัวกันที่นี่ ตามกฎแล้ว วันนี้เป็วันที่ปิดประกาศผลงานการรบ ไป๋จงเดินมาถึงลานฝึก เห็นผู้คนเบียดเสียดกันจนเต็มพื้นที่
"พี่ไป๋จง!"
พลทหารที่จำเขาได้ต่างพากันเข้ามาทักทาย บางคนทำด้วยความเลื่อมใสในผู้แข็งแกร่ง บางคนทำด้วยความอิจฉาในตัวไป๋จง
"สวัสดีทุกคน!"
ไป๋จงโบกมือตอบรับ จากนั้นเห็นหวังหลีเดินตรงมา จึงประสานมือกล่าวว่า "นายกองร้อยหวัง!"
"นายกองร้อยหวัง!"
พลทหารคนอื่น ๆ ต่างทำความเคารพพร้อมกัน หวังหลีพยักหน้าเล็กน้อย แล้วรอการประกาศผลงานการรบเช่นเดียวกับพวกเขา
ครู่ต่อมา ตุลาการทหารปรากฏตัวขึ้นที่ลานฝึก และสั่งให้คนนำผ้าผืนใหญ่มายึดติดกับแผ่นไม้ บนผืนผ้านั้น เต็มไปด้วยตัวอักษรที่เขียนไว้อย่างหนาแน่น
นั่นคือจำนวนการสังหารศัตรูของเหล่าทหารแต่ละนาย แต่ไม่ได้เรียงตามจำนวนที่ฆ่าได้ ทว่าเรียงตามกองที่สังกัด
ตัวอย่างเช่น พลทหารของกอง ก.1 จะอยู่ด้านหน้าสุด ตามด้วยกอง ก.2 ทหารเก่าเห็นจนชินตาแล้ว แต่ทหารใหม่รวมถึงไป๋จงต่างเฝ้ารอด้วยความตื่นเต้น
"การรบเมื่อวานนี้ ได้รวบรวมผลงานการรบเสร็จสิ้นแล้ว จะปิดประกาศไว้ที่นี่เป็เวลาสามวัน หากมีข้อโต้แย้ง ให้รีบรายงานทันที หากปกปิดไม่รายงาน จะต้องรับโทษตามกฎหมายรับโทษร่วมกัน! หากมีคนหนึ่งในกองปกปิด ทั้งกองต้องรับโทษตามกฎหมายรับโทษร่วมกัน!"
ตุลาการทหารมองไปยังฝูงชนและประกาศเสียงดัง พลทหารทั่วไปส่วนใหญ่ไม่อ่านหนังสือไม่ออก ตุลาการทหารจึงอ่านตามผ้าประกาศด้วยเสียงอันดัง "กอง ก.1 นายกองหมวดเวินผิง สังหารศัตรูสองคน"
"กอง ก.1 พลทหารเกาเฉิง สังหารศัตรูหนึ่งคน"
...
พลทหารในลานฝึกต่างจดจ่อสายตาไปที่ตุลาการทหาร ตั้งใจฟังอย่างยิ่ง เพราะเกรงว่าผลงานการรบของตนจะผิดพลาด
ผู้ที่ได้ยินชื่อตนเองต่างพากันตื่นเต้นดีใจ ผลงานการรบ คือสิ่งที่พลทหารแคว้นฉินปรารถนามากที่สุด
เมื่อมีผลงานการรบ ก็จะได้บรรดาศักดิ์ ได้รับที่ดิน เงินเดือน รวมถึงคนรับใช้ และสถานะทางสังคมก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือบรรดาศักดิ์สามารถสืบทอดให้ลูกหลานได้ สามัญชนที่ใช้ชีวิตอยู่ชั้นล่างของสังคม สามารถเปลี่ยนโชคชะตาของตนเองได้ผ่านผลงานการรบ
ไป๋จงมองดูท่าทางของพวกเขา ในใจก็รู้สึกว่าการที่แคว้นฉินสามารถกวาดล้างหกแคว้นได้นั้นไม่ใช่เื่ไร้เหตุผล ระบบบรรดาศักดิ์ตามผลงานการรบที่ซางยางทิ้งไว้ ได้กระตุ้นความกระตือรือร้นของทหารทั่วไปอย่างเต็มที่ เปลี่ยนกองทัพแคว้นฉินให้กลายเป็กองทัพหมาป่าและเสือ
การประกาศของตุลาการทหารยังคงดำเนินต่อไป
"กอง ข.3 นายกองร้อยหลี่ซิ่น สังหารศัตรูเก้าคน!"
ไป๋จงได้ยินชื่อที่คุ้นเคย 'หลี่ซิ่น' ไม่ใช่ขุนพลแคว้นฉินที่ภายหลังนำทัพสองแสนนายไปปราบแคว้นฉู่ ในตอนแรกได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่อง แต่ต่อมาชางผิงจวินทรยศแคว้นฉิน ทำให้ถูกโจมตีทั้งหน้าและหลัง จนสุดท้ายพ่ายแพ้แก่เซี่ยงเยียนหรอกหรือ
เขายังเป็หนึ่งในขุนพลชื่อดังของแคว้นฉินใน่ปลายยุคจ้านกั๋วด้วย ที่แท้ตอนนี้เขาเป็เพียงนายกองร้อย ไป๋จงไม่คิดเลยว่าหลี่ซิ่นจะอยู่ในกองทัพเดียวกับตน และดูเหมือนว่าฝีมือจะไม่เลวเลยทีเดียว
'สังหารศัตรูเก้าคน!'
พลทหารคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้เื่ราวของไป๋จง เมื่อได้ยินจำนวนนี้ต่างพากันอุทานด้วยความทึ่ง รู้สึกว่านี่ต้องเป็จุดสูงสุดของการสังหารศัตรูด้วยตัวคนเดียวในกองทัพนี้แน่ ๆ
"ศึกก่อนฆ่าได้เจ็ด ครั้งนี้เก้า! นายกองร้อยหลี่นี่เก่งขึ้นทุกวันเลยนะ!"
"นายกองร้อยหลี่ช่างกล้าหาญยิ่งนัก!"
"จากพลทหารเลื่อนขั้นเป็นายกองร้อย นายกองร้อยหลี่ใช้เวลาเพียงครึ่งปี อีกครึ่งปีข้างหน้า หากไม่ใช่ผู้บังคับการค่ายทหาร ก็คงเป็จวินโหวแล้ว"
นายกองร้อยคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลี่ซิ่น ต่างพากันชื่นชมและประจบประแจง
ไม่นานก็มีคนถามว่า "ลูกน้องที่นายกองร้อยหลี่นำทัพ ครั้งนี้สังหารศัตรูได้ห้าสิบคนแล้วใช่หรือไม่?"
"ห้าสิบคนพอดี!" หลี่ซิ่นได้ยินคำประจบเ่าั้ ก็ยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจเล็กน้อย
"เสียชีวิตกี่คน?" มีคนถามด้วยความอยากรู้
"สิบคน!" หลี่ซิ่นตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
นายกองร้อยเ่าั้พอได้ยินเช่นนั้น สายตาที่มองหลี่ซิ่น นอกจากความเลื่อมใสแล้ว ยังมีความอิจฉาอย่างแรงกล้า
'ฆ่าศัตรูได้ห้าสิบนาย ทว่าต้องแลกด้วยชีวิตทหารสิบนาย'
นายทหารบรรดาศักดิ์ระดับต้าฟู หากนับจำนวนการสังหารศัตรูสุทธิหลังจากหักลบจำนวนผู้เสียชีวิตฝ่ายตนเองแล้ว ต้องมีจำนวนสามสิบสามคนขึ้นไป จึงจะสามารถเลื่อนขั้นเลื่อนบรรดาศักดิ์ได้
หลี่ซิ่นมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์นี้ น่าจะสามารถเลื่อนขั้นเป็ผู้บังคับกองห้าร้อย ซึ่งสามารถปกครองคนได้ห้าร้อยคน
ตามกฎหมายทหาร หากจำนวนพลทหารฝ่ายตนที่เสียชีวิต มีมากกว่าจำนวนศัตรูที่สังหารได้ทั้งหมด ถือว่าทุกคนมีความผิด
ในหมู่เดียวกัน หากมีผู้เสียชีวิตหนึ่งคน ต้องสังหารศัตรูให้ได้สองคนจึงจะนับเป็ผลงานการรบ ในฐานะนายทหาร หากในสนามรบไม่ได้สังหารศัตรู ถือเป็โทษปะา ต้องถูกตัดศีรษะ
นายทหารจำนวนมากที่ไม่มีความสามารถในการบัญชาการ จึงต้องจมปลักอยู่ระดับล่างตลอดชีวิต หรือบางคนที่เลื่อนขั้นขึ้นไปอย่างกะทันหัน สุดท้ายก็มักจะถูกลดตำแหน่งลดบรรดาศักดิ์ หรือแม้กระทั่งต้องโทษปะา
"ครั้งนี้นายกองร้อยหลี่ต้องได้เลื่อนขั้นเป็ผู้บังคับกองห้าร้อย และได้รับบรรดาศักดิ์กวานต้าฟูขั้นที่หกแน่ ๆ น่าอิจฉาจริง ๆ "
นายกองร้อยอีกคนกล่าวขึ้น
หลี่ซิ่นกล่าวว่า "พวกเ้าไม่ต้องคิดมาก วันหน้าก็สามารถเลื่อนขั้นเลื่อนบรรดาศักดิ์ได้เหมือนข้า"
พวกเขาได้แต่ยิ้มขื่น ใครจะมีพลังที่ผิดมนุษย์แบบหลี่ซิ่นกัน ในกองทัพนี้แค่ไม่ถูกลงโทษก็ดีมากแล้ว สถิติการสังหารศัตรูเก้าคน ในค่ายทหารแห่งนี้ ไม่น่าจะมีใครทำลายได้
"ข้าเองก็แค่โชคดี..."
หลี่ซิ่นตั้งใจจะถ่อมตัวอีกสักสองประโยค แต่ยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเสียงของตุลาการทหารขัดจังหวะเสียก่อน
"กอง ข.8 พลทหารไป๋จง สังหารศัตรูห้าสิบสองคน!"
ตุลาการทหารยังคงกังวลว่าผลงานการรบจะมีปัญหา เมื่ออ่านถึงชื่อของไป๋จง จึงตั้งใจะโเสียงดังเป็พิเศษ เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้ยิน
รอยยิ้มของหลี่ซิ่นพลันแข็งค้างในทันที