ครอบครัวลุงใหญ่ไม่เพียงแต่ยึดครองที่ดินของพ่อไปเท่านั้น พวกเขายังขูดรีดอาสามเยี่ยงทาส โดยไม่ให้ค่าตอบแทนแม้แต่เฟินเดียว
ในชาติก่อน เสียวเสวี่ยได้ยินมาว่า หลังจากนั้นป้าสะใภ้ใหญ่ก็เ้ากี้เ้าการคอยแนะนำแม่ม่ายลูกติดคนหนึ่งให้แต่งงานกับอาสาม ผู้หญิงคนนั้นเป็ญาติห่างๆ ทางฝั่งบ้านเดิมของป้าสะใภ้ใหญ่ และมีนิสัยใจคอร้ายกาจถอดแบบกันมา หล่อนพาลูกติดสองคนมาแต่งงานกับอาสามผู้ซื่อบื้อที่กำลังจนตรอก ไม่ใช่เพราะความรัก แต่เพื่อหวังจะใช้งานเขาเป็วัวงานฟรีๆ ต่างหาก
อาสามแต่งงานกับแม่ม่ายคนนั้นได้ไม่ถึงห้าปีก็เสียชีวิต ตอนที่จากไป อายุยังไม่ถึงสี่สิบปีด้วยซ้ำ ชาวบ้านต่างลือกันให้แซ่ดว่า แม่ม่ายคนนั้นทั้งทุบตีทั้งด่าทออาสามสารพัด ตัวหล่อนและลูกติดสองคนได้กินเนื้ออิ่มหมีพีมัน ส่วนอาสามได้กินแต่น้ำแกงใสๆ หนำซ้ำบางมื้อน้ำแกงก็ยังตกไม่ถึงท้อง ไม่เพียงเท่านั้น แม่ม่ายคนนั้นยังสวมเขาให้อาสามอย่างหน้าไม่อาย เคยถูกอาสามจับได้คาหนังคาเขามาแล้วด้วย
เื่ราวอัปยศเหล่านี้ เสียวเสวี่ยได้ยินมาจากปากเพื่อนบ้านในหมู่บ้าน ทุกคนต่างพากันเวทนาชะตากรรมของอาสามอย่างที่สุด
กลับมาที่ปัจจุบัน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสองพี่น้องหลินหงเหมยที่กำลังอ้าปากแบมือขอของกินจากเธออย่างหน้าด้านๆ ความรู้สึกในใจของเสียวเสวี่ยสับสนปนเปไปหมด ใจหนึ่งอยากจะตบสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียเดี๋ยวนี้ แต่ติดตรงที่ร่างกายยังเป็เพียงเด็กแปดขวบ เรี่ยวแรงแค่นี้คงไม่มีปัญญาไปทวงคืนความยุติธรรมอะไรได้ ทุกอย่างต้องวางแผนระยะยาว ค่อยเป็ค่อยไปอย่างใจเย็น
เสียวเสวี่ยฉีกยิ้มให้หลินหงจวินที่กำลังจ้องของกินในมือเธอตาเป็มัน “ที่บ้านฉันมีของอร่อยเยอะแยะเลยล่ะ แต่ว่านะ จะให้กินฟรีๆ คงไม่ได้หรอก เธอกับพี่หงเหมยต้องทำงานแลกให้บ้านฉันก่อน ถ้าไม่เต็มใจทำ ก็เชิญกลับไปได้เลย”
ไม่ทำงานแล้วยังหวังจะกินแรงคนอื่นฟรีๆ? ฝันไปเถอะ!
“เสียวเสวี่ย! นี่เธอพูดบ้าอะไรน่ะ!?” หลินหงเหมยมองเสียวเสวี่ยราวกับมองตัวประหลาด เธอรู้สึกว่าคำพูดของเสียวเสวี่ยเมื่อครู่ ฟังดูไม่เหมือนภาษาคนปกติที่คุยกันเลย
เสียวเสวี่ยจ้องกลับด้วยแววตาจริงจัง “ฉันพูดจริง! เธอกับหงจวินไม่ได้ช่วยงานอะไรบ้านฉันเลย ทำไมเดินเข้ามาเฉยๆ แล้วจะได้กินของอร่อยล่ะ? คุกกี้ที่พวกเธอกินไปเมื่อกี้ แม่ฉันซื้อมาฝากนะ แถมยังเป็คุกกี้นมแคลเซียมอย่างดี ของนอกแบบนี้ แถวบ้านเราหาซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“เสียวเสวี่ย! เราเป็ครอบครัวเดียวกันนะ! พูดจาแล้งน้ำใจแบบนี้ได้ยังไง?” หลินหงเหมยโวยวาย
เสียวเสวี่ยแค่นเสียง “เหอะ” “ฉันก็พูดภาษาคนชัดเจนอยู่นี่นา ขนาดภาษาคนง่ายๆ ยังฟังไม่รู้เื่ มิน่าล่ะ ถึงได้สอบได้ที่โหล่ตลอดศก!”
หลินหงเหมย “...”
การถูกเสียวเสวี่ยจี้ใจดำเื่สอบได้ที่โหล่ ต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ เปรียบเสมือนการถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางสี่แยก หลินหงเหมยรู้สึกหน้าชาและเจ็บแสบไปหมดด้วยความอับอาย
ถึงหลินหงเหมยจะนิสัยแย่ แต่เด็กสิบขวบก็ยังมียางอายอยู่บ้าง เื่ผลการเรียนห่วยแตกคือแผลเป็ที่เธอไม่อยากให้ใครสะกิดมากที่สุด และเป็เื่ที่น่าขายหน้าที่สุดในชีวิต
เมื่อถูกเสียวเสวี่ยเหยียบตาปลาเข้าเต็มแรง หลินหงเหมยก็ไม่มีหน้าจะอยู่เสนอหน้าต่อได้อีก เธอกระชากแขนหลินหงจวิน เดินหน้ามุ่ยกระฟัดกระเฟียดออกจากบ้านไปทันที
รอจนสองพี่น้องตัวแสบเดินไปไกลลับตา หลินกั๋วผิงก็เดินเข้ามาหาลูกสาว สีหน้าเคร่งเครียด “เสียวเสวี่ย เมื่อกี้ลูกทำเกินไปกับพี่หงเหมยเขานะ เขาทำอะไรให้ลูกเจ็บช้ำน้ำใจนักหนาเหรอ? ยังไงเขาก็เป็พี่สาวลูกนะ ถึงเขาจะทำตัวไม่น่ารักไปบ้าง แต่ลูกก็ควรให้อภัยและอะลุ่มอล่วยให้เขาหน่อย ลูกเป็ลูกโทน ไม่มีพี่น้องแท้ๆ หงเหมยกับหงจวินก็เปรียบเสมือนพี่สาวน้องชายที่ใกล้ชิดที่สุดของลูกแล้ว ลูกต้องหัดเข้ากับพวกเขาให้ดีๆ สิ”
“พ่อคะ! พวกเขาเป็แค่ลูกพี่ลูกน้อง แถมยังนิสัยเสียขนาดนั้น! หลายปีมานี้ครอบครัวป้าสะใภ้ใหญ่เอาแต่จ้องจะเอาเปรียบครอบครัวเรา ถ้าเรายังยอมก้มหัวเงียบอยู่แบบนี้ พวกเขาก็จะคิดว่าเราโง่ เป็หมูในอวยให้เขาเชือด แล้วก็จะยิ่งได้ใจมาข่มเหงเราหนักขึ้นไปอีกนะคะ!
คุณย่าเคยบอกหนูว่า ตอนที่แม่ยังอยู่ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็คอยยุยงให้แม่กับคุณย่าทะเลาะกัน หลายครั้งที่แม่หาเื่ทะเลาะกับคุณย่า ก็เพราะป้าสะใภ้ใหญ่เป่าหูนี่แหละค่ะ คุณย่าสั่งนักสั่งหนาให้หนูระวังตัว ให้ตีตัวออกห่างจากครอบครัวป้าสะใภ้ใหญ่ไว้ คุณย่ารู้ดีว่าพ่อกับอาสามเป็คนใจดีหัวอ่อน บางเื่ต่อให้รู้เขาก็ไม่กล้าทำอะไร”
ใจจริงเสียวเสวี่ยอยากะโบอกความจริงอันโหดร้ายในอนาคตให้พ่อฟังใจจะขาด แต่มันเหลือเชื่อเกินไป พ่อคงหาว่าเธอบ้าแน่ๆ แถมจะพาลใกลัวไปด้วย เลยจำต้องอ้างคำสั่งเสียของคุณย่ามาเป็เกราะกำบังต่อไป
หลินกั๋วผิงตั้งใจฟังลูกสาวจนจบ เขานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วเอ่ยขึ้น “พ่อรู้ว่าป้าสะใภ้ใหญ่ของลูกทำเื่ไม่เข้าท่าไว้เยอะ แต่หงเหมยกับหงจวินยังเป็เด็กนะลูก เสียวเสวี่ย พ่อแค่อยากให้มีคนรักและเอ็นดูลูกให้มากๆ เพราะพ่อคงอยู่ปกป้องลูกไปตลอดชีวิตไม่ได้ หงเหมยกับหงจวินถึงจะไม่ใช่พี่น้องคลานตามกันมา แต่ยังไงก็สายเืเดียวกัน มีปู่คนเดียวกัน วันข้างหน้าถ้าพ่อไม่อยู่แล้ว อย่างน้อยพวกเขาก็อาจจะพอเป็ที่พึ่งพาอาศัยกันได้ ลูกเป็ผู้หญิง พอแต่งงานออกไปแล้ว ถ้าไม่มีญาติพี่น้องฝั่งบ้านเดิมคอยหนุนหลัง เวลาถูกรังแกที่บ้านสามี ลูกจะหันหน้าไปพึ่งใคร?”
เขาจะมาพูดเื่ซีเรียสพวกนี้กับลูกสาววัยแปดขวบทำไมกันนะ หนทางยังอีกยาวไกลกว่าลูกจะโตเป็สาว แต่นี่คือความกังวลลึกๆ ในใจของคนเป็พ่ออย่างหลินกั๋วผิง เขาตั้งมั่นแล้วว่าจะไม่แต่งงานใหม่ จะขอทุ่มเทดูแลลูกสาวไปชั่วชีวิต เพราะเขากลัว กลัวว่าถ้ามีแม่เลี้ยง ลูกสาวจะต้องลำบากเหมือนที่เขาเคยเจอ
แม่ของเขาเองก็เป็แม่เลี้ยงเหมือนกัน แม้ในใจหลินกั๋วผิง แม่จะเปรียบเสมือนเ้าแม่กวนอิมที่ทั้งอ่อนโยนและจิตใจดี แต่ถึงจะเป็อย่างนั้น การปฏิบัติต่อลูกในไส้กับลูกเลี้ยงก็ยังแตกต่างกันอยู่ดี
“พ่อคะ หนูเข้าใจเจตนาของพ่อค่ะ แต่พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ โตขึ้นหนูจะดูแลตัวเองให้เข้มแข็ง แล้วหนูก็จะดูแลพ่อกับอาสามให้สุขสบายด้วยค่ะ”
เสียวเสวี่ยเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คุณย่าสอนหนูว่าพึ่งูเา ูเาก็ถล่มได้ พึ่งคน คนก็หนีจากได้ หลินหงเหมยกับหลินหงจวิน หนูไม่เคยไว้ใจพวกเขาเลยค่ะ คนพรรค์นั้นยังสู้พวกลูกพี่ลูกน้องทางฝั่งคุณป้าใหญ่ไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยทางนั้นเขาก็ยังจริงใจกับหนูมากกว่า”
เด็กหญิงขมวดคิ้วมุ่น เลียนแบบท่าทางเคร่งขรึมของคุณย่า “คุณย่ายังบอกอีกว่า ดูเด็กตอนสามขวบ ก็รู้ยาวไปจนแก่ หลินหงเหมยกับหลินหงจวินั้แ่เล็กจนโต เอาแต่จ้องจะเอาเปรียบ ี้เีสันหลังยาว งานการไม่ช่วย โตไปคนแบบนี้ก็ไม่เจริญหรอกค่ะ มีแต่จะเป็ตัวถ่วง หนูไม่อยากเกลือกกลั้วกับคนพรรค์นี้หรอกค่ะ”
ถ้อยคำฉะฉานและสุขุมเกินวัยของลูกสาว ทำเอาหลินกั๋วผิงอึ้งไป เขาเริ่มรู้สึกว่าในฐานะพ่อ เขาอาจจะมองโลกได้ไม่ทะลุปรุโปร่งเท่าลูกสาวเสียแล้ว
ลูกสาวได้รับการอบรมสั่งสอนจากแม่ของเขามาเป็อย่างดี แม่มักจะเปรยเสมอว่าเสียวเสวี่ยเป็เด็กมีบุญวาสนา ถ้าแม่ยังอยู่ แม่คงจะมอบความรักความอบอุ่นให้หลานสาวได้มากกว่านี้ และคงฟูมฟักให้แกเติบโตเป็ไม้งามที่แข็งแกร่ง ที่หลิวกุ้ยหลานพูดก็มีส่วนถูก ลูกสาวทั้งฉลาดและหน้าตาดีขนาดนี้ ขืนให้อยู่กับพ่อจนๆ อย่างเขาต่อไป จะเป็การทำลายอนาคตแกหรือเปล่านะ?
ในภวังค์ความคิดนั้นเอง เสียงะโของหลินกั๋วอันก็ดังแว่วมาจากหน้าบ้าน “เสียวเสวี่ย! เสียวเสวี่ย! ออกมาเร็วเข้า! มาดูซิว่าอาสามได้อะไรดีๆ กลับมาฝาก!”
เสียวเสวี่ยตาลุกวาว รีบวิ่งถลันออกไป “อาสาม! จับกระต่ายได้เหรอคะ!?”
หลินกั๋วอันยิ้มแก้มปริ “เสียวเสวี่ยของอาฉลาดจริงๆ! คราวนี้อาไม่เพียงแต่ดักกระต่ายตัวเป้งได้หนึ่งตัวนะ แต่ยังโชคดีไปเจอรังลูกกระต่ายป่าในพงหญ้าอีกครอกนึงแน่ะ! มีตั้งห้าตัว! ดูทรงแล้วน่าจะเพิ่งเกิดได้แค่สิบกว่าวันเอง”
การขึ้นเขาครั้งนี้ หลินกั๋วอันกวาดรางวัลใหญ่กลับมาเพียบ กับดักที่วางไว้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดักกระต่ายป่าตัวอ้วนพีได้หนึ่งตัว แถมแจ็คพอตแตก ได้ลูกกระต่ายป่าตัวน้อยกลับมาทั้งครอก
กระต่ายพวกนี้ถ้าขุนให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ รับรองว่าจะเป็เมนูเด็ดชั้นยอด! จะเอาไปย่างเกลือหอมๆ ทำลูกชิ้นเนื้อกระต่ายเด้งๆ ตุ๋นซีอิ๊วรสเข้มข้น หรือจะนึ่งสมุนไพร แค่คิดก็น้ำลายสอ!
“ว้าว! ลูกกระต่ายน่ารักจังเลยค่ะ!” เสียวเสวี่ยอุทานเสียงหลง เธอจำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้เห็นก้อนขนปุยนุ่มนิ่มน่ารักแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว ลูกกระต่ายแต่ละตัวตัวกลมดิ๊ก ขนปุยฟูฟ่อง พออุ้มใส่มือก็ััได้ถึงไออุ่นนุ่มนิ่ม
โดยธรรมชาติ กระต่ายป่ามักจะมีขนสีเทากลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ลูกกระต่ายพวกนี้จึงไม่ได้ดูขาวจั๊วะน่ารักเหมือนกระต่ายเลี้ยง แต่นั่นก็ไม่ได้ลดทอนความน่าเอ็นดูของพวกมันลงเลยแม้แต่น้อย
หลินกั๋วอันหากรงเก่าๆ มาใส่ลูกกระต่ายพวกนี้ไว้ชั่วคราว แล้ววานให้เสียวเสวี่ยไปเด็ดใบผักกาดขาวสดๆ มาป้อนพวกมัน ส่วนเ้ากระต่ายตัวใหญ่อ้วนพีตัวนั้น แน่นอนว่าชะตากรรมของมันคือลงหม้อ เพื่อกลายเป็มื้อค่ำแสนอร่อย!