วารุตเดินย่ำต๊อกตามรอยรถลากเกวียนมาอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าจะมีสักคันที่เคลื่อนที่แล่นผ่านมา แต่ทว่าเขาเองก็ออกเดินเท้ามาตั้งนานสองนานแล้ว ก็ยังไม่ทันจะเห็นรถเกวียนแล่นผ่านมาเลยสักคัน อย่าว่าแต่รถเกวียนเลย แม้แต่คนเดินสวนทางกันก็ไม่มี เห็นแต่เพียงแมวป่าที่กำลังวิ่งไล่จับกระต่ายน้อย กับลูกกวางสองตัวยืนเล็มหญ้าอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
พอวารุตเดินต่อมาได้อีกสักพักเขาก็โชคดีเจอเข้ากับต้นมะตูม ที่มันมีผลดกสุกเต็มต้นเหลืองอร่าม มีทั้งฝูงไก่และหมู่ฝูงนกน้อยใหญ่พากันมาจิกกินลูกที่มันร่วงลงมาจากต้นแล้วแตกออกแล้วเกลื่อนพื้น เพียงแต่วารุตเขายังไม่มีความคิดที่จะฆ่าสัตว์ปีกเ่าั้มาเป็อาหาร เขาจึงเดินเข้าไปบิดเอาลูกมะตูมสุขเหลืองอร่ามมาสามสี่ลูกด้วยกัน แล้วไปหาที่นั่งพัก ใช้ก้อนหินก้อนเท่ากำปั้นกะเทาะเปลือกของผลของมะตูมให้แตกออก กินเนื้อข้างในที่ััหวานมันกลมกล่อม
แม้จะไม่หอมหวานอร่อยเหมือนกับมะม่วงน้ำดอกไม้ หรือผลไม้ชนิดอื่นๆ แต่วารุตก็รู้สึกดีที่มีอะไรตกถึงท้องใน่ยามบ่ายของวันที่แสงแดดร้อนจ้า
เขาเขมือบมะตูมหมดไปแล้วสองลูกอย่างรวดเร็ว พอกำลังจะกะเทาะกินลูกที่สาม วารุตกลับได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนที่มา เสียง
เอี๊ยดอ๊าด! เอี๊ยดอ๊าด!
เสียงนั้นทำให้วารุตตื่นตัว หัวใจเต้นแรง ในแววตาดูมีความหวัง
วารุตะโโหยงลุกพรวดขึ้น โดยทิ้งก้อนหินและลูกมะตูมที่ยังไม่ถูกกะเทาะเอาไว้เื้ั เขาคิดว่าเสียงที่กำลังเคลื่อนที่มานั้นคือเสียงของรถลากเกวียน และมันก็เป็ไปตามนั้นจริงๆ เพราะวารุตปรากฏเห็นควายหนุ่มสองตัวร่างกายกำยำ ลากจูงรถเกวียนเคลื่อนที่มาตามคลองถนน
เขารีบวิ่งปรี่ถลาเข้าใส่รถเกวียนคันนั้นราวกับว่าตัวเองเห็นกองสมบัติ
“เฮ้ยดูสิ นั่นคนใช่ไหม!”
เสียงหนึ่งตะเบ่งขึ้นอย่างกระตือรือร้น มีชายคนหนึ่งรีบชะเง้อหน้าออกมาดูจากช่องว่างที่เหมือนกับหน้าต่างของรถเกวียน
“เออ เหมือนจะเป็คนแฮะ สงสัยจะตาฝาด”
เขาเอ่ยตอบอีกฝ่ายอย่างไม่มั่นใจในสายตาตัวเอง
จึงมีเสียงเข้มทุ้มเอ่ยออกความเห็นเสริมขึ้นมาอีกคน
“จะมีผู้คนมาเที่ยวเดิน ในป่าลึกขนาดนี้ได้ยังไงกัน เ้าคงจะตาฝาดแหงๆ ”
เ้าของเสียงเข้มทุ้มนั่งชันเข่าอยู่ในรถเกวียน ไม่ได้ชะเง้อออกมาดูตามคำเชิญชวนของผู้คนเ่าั้
“หรือว่า จะไม่ใช่คนขอรับ”
เสียงแหลมเล็กเอ่ยเสริมอีกคน ขณะที่เขากำลังกระเสือกกระสนลุกขึ้นเพราะอยากรู้อยากเห็น
เสียงพูดเหล่านี้เป็บทสนทนาของกลุ่มคนที่นั่งอยู่บนรถเกวียนคันนั้น โดยที่พวกเขามีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสี่คน มีหนึ่งคนที่ยังนั่งชันเข่าอยู่ในตัวเกวียน ส่วนอีกสามคนโผล่หน้าออกมาดูด้วยความสงสัย และแล้วสิ่งที่พวกเขาปรากฏเห็นอยู่ไม่ไกลนั้นก็คือ
ชายใส่เสื้อสีแดงเืหมู นุ่งห่มโจงกระเบนสีกรมธาตุ บนบ่าสะพายกระเป๋าย่ามสีดำ กำลังวิ่งหน้าตาตื่นพลางโบกไม้โบกมือหย็อยๆ ให้กับพวกเขา
“เป็คนจริงๆ นะนั้น”
หนึ่งในสามคนเอ่ยขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ พวกเขาแน่ใจแล้ว ว่าสิ่งที่วิ่งอยู่ตรงหน้านั้นคืุ์
“ดูเหมือนว่าเขาจะขอความช่วยเหลือจากเรานะ”
เสียงเข้มทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ส่วนตัวของเขา ออกไปนั่งอยู่บนหลังควายั้แ่ตอนไหนก็ไม่รู้
วารุตยืนหายใจหอบโรยแรง แต่เขาก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เมื่อรถเกวียนคันนี้จอดอยู่ตรงหน้าเขาจนได้
“เด็กงั้นหรือ”
เ้าของเสียงเข้มทุ้มของชายที่นั่งอยู่บนหลังควายทักท้วง
วารุตกำลังทำท่าเหมือนจะพูด แต่เขายังไม่ทันได้เปล่งเสียงเพราะมัวแต่หายใจ ชายทั้งสามคนจึงะโลงมาจากรถเกวียน
“เ้าเป็ใครกัน พ่อหนุ่มน้อย”
ชายที่ดูท่าว่าจะมีอายุมากที่สุดในคนกลุ่มนี้ เ้าของเสียงเข้มทุ้ม ที่ตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนหลังควายเอ่ยถาม
วารุตที่ยังเหนื่อยหอบ หายใจออกมาทางปาก พลางกลืนน้ำลายลงลำคออึกใหญ่ก่อนที่เขาจะตอบว่า
“ข้ามาจากเมืองมันตรายาขอรับ”
“เมืองอะไรข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
ชายร่างสูงโปร่งเอ่ยแทรก
“เมืองทางทิศเหนือ อยู่ไกลจากแคว้นของเรามากพอสมควร”
ชายร่างผอมเสียงแหลมเล็กให้ข้อมูลในสิ่งที่เขาพอจะรู้
“เหตุใดเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
ชายวัยกลางคนเ้าของเสียงเข้มทุ้มเอ่ยถามย้ำอีก แทนความในใจของคนทุกคน ซึ่งวารุตเองก็ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ข้า้าไปยังป่ามรกตขอรับ”
คำตอบของวารุตทำเอาชายทั้งสี่คนหันหน้ามองตากันปริบๆ ต่างก็มีท่าทางฉงนสงสัยไม่น้อย จนกระทั่งหนึ่งในสี่คน ชายร่างสูงโปร่งแจกแจงและสันนิษฐานเรียงลำดับเหตุการณ์ขึ้นมาว่า
“ป่ามรกตในตอนนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากผืนป่าที่อื่นเลย ที่เ้าคิดอยากไปที่นั่น ข้าขอเดาเลยว่าเ้าจะต้องอ่านมาจากหนังสือสัตว์ซาตานอย่างแน่นอน ใช่ไหม”
วารุตพยักหน้าสัปหงกอย่างไร้เดียงสา
“และเ้าก็้าที่จะออกล่าสัตว์ซาตานอีกด้วย ใช่ไหม”
วารุตสัปหงกเป็หนที่สอง
หลังจากนั้นชายร่างสูงโปร่งก็ร่ายยาวต่อ
“หนังสือสัตว์ซาตานที่เ้าอ่านมันถูกเขียนมาแล้วกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปี ในตอนนั้นป่ามรกตถือเป็สถานที่ที่อันตรายที่สุด แต่ก็ยังเป็สถานที่ที่มีผู้คนเดินทางไปเยอะที่สุดเช่นเดียวกัน ทว่าในปัจจุบันมันไม่ได้เป็อย่างนั้น เพราะที่ผ่านมากว่าสองทศวรรษ ไม่มีการพบเห็นสัตว์ซาตานในเขตพื้นที่ของป่ามรกตมานานแล้วกว่ายี่สิบปี จึงทำให้คนส่วนใหญ่ปักใจเชื่อว่าสัตว์ซาตานมันได้สูญสิ้นสูญพันธุ์ไปแล้ว แน่นอนนั้นเป็ความเชื่อของคนส่วนใหญ่ แต่มันก็จะมีบ้างบุคคลแบบเ้า เหล่าเด็กหนุ่มหรือกลุ่มนายพรานที่มีโอกาสได้อ่านหนังสือทั้งสามเล่มนั้น ต่างก็ปรารถนาที่จะเดินทางไปยังที่นั่นสักครั้ง แต่ผลลัพธ์มันก็ออกมาเหมือนเดิมก็คือ ไม่มี”
วารุตยืนนิ่ง กำลังใช้ความคิดปะติดปะต่อถ้อยคำ จู่ ๆ ชายร่างผอมน้ำเสียงแหลมเล็กก็เอ่ยเสริมขึ้นมา
“ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่สัตว์ซาตานก็ยังไม่สูญสิ้นไปเสียทั้งหมดหรอกนะ ยังมีบุคคลที่เป็ผู้ถือครองสัตว์ปีศาจเ่าั้อยู่ ยกตัวอย่างเช่น พวกตระกูลที่สูงส่งเรืองอำนาจหรือเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย แน่นอนรวมไปถึงพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินหลายๆ พระองค์อีกด้วย ต่างก็มีสัตว์ซาตานไว้ในกันทั้งนั้น เพื่อที่จะป้องกันภัย ทั้งจากภายในและภายนอก”
ชายร่างผอมอธิบายร่ายยาวให้วารุตฟัง วารุตพยักหน้าสัปหงกเหมือนว่าเขากำลังคิดภาพตาม ชายร่างผอมคนเดิมได้เอ่ยถามวารุตต่ออีกว่า
“ว่าแต่เ้าเคยเห็นสัตว์ซาตานหรือเปล่า”
วารุตพยักหน้าอีกครั้ง แต่ในหนนี้เขาเปล่งเสียงตอบกลุ่มคนเ่าั้ด้วย “เคยเห็นขอรับ ข้าเคยเห็นม้าลายกับเสือโคร่ง”
คำตอบนี้ของวารุตทำเอาชายทั้งสี่คนมีท่าทีผงะใ
“เสือโคร่งเหรอ โอ้! ไม่อยากจะเชื่อ พวกเราเคยเห็นแค่กระรอกและไก่งวง”
วารุตหน้าตาฉงน
“ก็เสือโคร่งเป็สัตว์ที่แข็งแกร่ง ถือว่าเป็กำลังรบที่สุดยอดเลยทีเดียว” ชายร่างสูงโปร่งอธิบาย
ทว่าวารุตเองก็ยังไม่หายงงงวยอยู่ดี และโทนเสียงเข้มทุ้มก็เอ่ยโพล่งขึ้นมา
“ข้าว่าพลังกัดของมันคงจะบดกระดูกควายได้อย่างสบายๆ เลยล่ะ พวกเ้าว่าไหม”
“ข้าเห็นด้วย อยากจะเห็นเป็บุญตาสักครั้งจัง เสือโคร่งที่เป็สัตว์ซาตาน”
“มันคงจะสังหารช้างตัวโตเต็มวัยได้อย่างไม่ยากเย็น”
พวกเขาทั้งสามคนต่างพากันเพ้อพรรณนาถึงสัตว์ซาตานที่ตนไม่เคยเจอ