ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    12 ใกล้ชิดสาวงาม

    หลังจากได้ฟังชายหนุ่มกล่าว  แม่นางฉินทำท่าครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนจะเอ่ยกับตัวเองเบาๆ              “ ถ้าจำไม่ผิด เฟเวอริทน่าจะแปลว่าชื่นชอบ ส่วนเลดี้ก็คือผู้หญิง  คุณชายเสียมหลอบอกว่าผู้หญิงที่ชื่นชอบคือฉินอี้เซียน...ฉินอี้เซียน เอ๊ะ ตัวข้าเองนี่นา”               ฉินอี้เซียนถึงกับตกใจระคนดีใจที่คุณชายเสียมหลอเอ่ยปากบอกว่านางคือผู้หญิงที่เขาชอบ ในขณะที่คุณชายซ่งกลับรู้สึกแค้นใจอย่างที่สุด ที่นอกจากจะต้องพ่ายแพ้การประลองให้บัณฑิตไร้ชื่อนามว่าเสียมหลอหลงแล้ว ยังต้องพ่ายแพ้ในสนามรักให้กับศัตรูหัวใจคนนี้อีกด้วย               แท้จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่นาน หลังจากที่เสมอกันในการประลองตอบคำถามรอบแรก  ซ่งติงได้แอบกระซิบให้สมุนผู้หนึ่งไปแจ้งมามา(แม่เล้า)  ให้ตามแม่นางฉินอี้เซียนมาเพื่อเป็นผู้ช่วยให้เขาเอาชนะคู่แข่ง  ด้วยการกำหนดกติกาทั้งการประลองบทกวีและแข่งทักษะด้านภาษาอิงหยี่ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าตนเองถนัด และมั่นใจว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน             แต่นึกไม่ถึงว่าบัณฑิตไร้อันดับผู้นี้กลับสามารถพูดภาษาอิงหยี่ได้ แถมยังพูดได้เก่งกว่าแม่นางฉินซึ่งถือว่าเป็นครูสอนภาษานี้ให้กับเขาอีกด้วย ถือว่าเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายเป็นอย่างมาก            “ คุณชายเสียมหลอ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วนที่ต้องไปจัดการ เอาไว้โอกาสหน้าเราค่อยประลองกันใหม่ ข้าขอตัว  แม่นางฉิน ไว้พบกันใหม่”              ซ่งติงหาข้ออ้างจากไปอย่างดื้อ ๆ เพราะไม่สามารถทนสายตาของเหล่าบัณฑิตที่มองเขาด้วยสายตาสมเพชและสมน้ำหน้า ที่เห็นเขาต้องลิ้มรสความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป             ทางด้านเหล่าบัณฑิตต่างเข้ามาแสดงความยินดีและชื่นชม ที่เสียมหลอหลงสามารถพิชิตยอดบัณฑิตอันดับสามแห่งเทียนหยางได้สำเร็จ ถือว่าเป็นการกู้หน้าและล้างแค้นให้กับพวกตนที่ต้องพ่ายแพ้และโดนดูถูกเหยียดหยามจากคุณชายซ่ง           “ ทุกท่านชมเกินไปแล้ว ข้าเพียงแค่โชคดีเท่านั้นเอง จึงทำให้พอเอาตัวรอดได้ ไม่ต้องเป็นที่อับอายต่อสายตาของเหล่าบัณฑิตผู้ทรงความรู้เช่นพวกท่าน”              อาหลงหมุนตัวคำนับเหล่าบัณฑิตทั้งหลายในห้องโถง พร้อมกล่าวถ่อมตัว โดยไม่มีท่าทีลำพองใจในชัยชนะที่มีต่อยอดบัณฑิตอันดับสามอย่างซ่งติงแต่อย่างใด จากนั้นจึงกลับไปนั่งที่โต๊ะ โดยไม่ลืมที่จะเชื้อเชิญยอดหญิงงามอย่างแม่นางฉินร่วมโต๊ะด้วย เพียงแต่ติดที่ตามกฏของที่นี่แล้ว นางไม่มีสิทธิ์ที่จะนั่งร่วมโต๊ะกับแขกที่นี่ได้                “ คุณชายเสียมหลอ สุดยอดไปเลยเจ้าค่ะ  โชคดีจริง ๆ ที่เยี่ยนเอ๋อมีโอกาสได้ปรนนิบัติคุณชาย  ”               แม่นางเยี่ยนเอ๋อกล่าวพร้อมเข้ามาคล้องแขนชายหนุ่มอย่างออดอ้อนเอาใจ  ในขณะที่แม่นางฉินอี้เซียนก็ลอบมองคุณชายเสียมหลอหลงอย่างเอียงอาย เหมือนมีความในใจที่จะเอ่ย             “ คุณชายเพิ่งมาใหม่ คงยังไม่ทราบกฎของที่นี่  ถ้าท่านอยากจะให้พี่ฉินร่วมโต๊ะด้วย ท่านจะต้องย้ายโต๊ะไปยังห้องพิเศษเจ้าค่ะ  ท่านจะย้ายเลยไหมเจ้าคะ  เยี่ยนเอ๋อจะได้จัดการให้”                เยี่ยนเอ๋อเอ่ยถามชายหนุ่ม  ในขณะที่ฉินอี้เซียนก็รอคอยคำตอบของบัณฑิตหนุ่มผู้มีเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างลุ้นระทึก  ก่อนที่ชายหนุ่มจะพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าตกลงตามนั้น  พร้อมทั้งเอ่ยปากให้แม่นางเยี่ยนเอ๋อไปร่วมโต๊ะ  แต่นางกลับปฏิเสธชายหนุ่มด้วยความเสียดาย พร้อมอธิบายอีกว่าเมื่อหนึ่งในสี่ดรุณรับแขก สาวงามคนอื่น ๆ ไม่มีสิทธิ์เข้าไปร่วมโต๊ะด้วย  นางจึงกล่าวอำลาชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย พร้อมทั้งขอให้เขารับปากว่าครั้งหน้าที่เขามาที่หอแห่งนี้จะต้องให้นางเป็นคนปรนนิบัติเขาอีก  ซึ่งหลังจากที่เขารับปาก นางก็มีสีหน้ายินดีเป็นที่สุด               “ แม่นางเยี่ยนเอ๋อ นี่สำหรับท่าน ถือเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้า”                อาหลงยื่นแท่งเงิน 30 ตำลึงให้กับนางเป็นสินน้ำใจ  แต่นางกลับปฏิเสธพร้อมบอกว่าค่าตัวของนางคิดรวมในบัญชีของเขาแล้ว  แต่ชายหนุ่มไม่ยินยอม ยังยืนยันที่จะให้นางรับไว้ แม่นางฉินจึงช่วยพูดอีกแรงนางจึงยอมรับไว้ด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจ   เพราะนี่เท่ากับค่าแรงและรายได้ของนางทั้งเดือนเลยทีเดียว  จากนั้นจึงเดินนำทางชายหนุ่มและแม่นางฉินไปยังห้องพิเศษที่อยู่อีกฝากชองหอ         “ ห้องพิเศษตกแต่งได้อย่างอลังการและสวยงามอย่างมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมียอดหญิงงามแห่งยุคให้เกียรติร่วมโต๊ะด้วย  ท่านคิดเช่นเดียวกับข้าไหม ฮันนี่”        เสียมหลอหลงเอ่ยปากชมห้องพร้อมสาวงามหลังจากที่หย่อนก้นลงนั่งประจำที่โต๊ะ  ทำเอาแม่นางฉินอี้เซียนออกอาการเขินอายกับสรรพนามที่เขาเรียกนางเป็นครั้งที่สอง        “ ฮันนี่  คุณชายคงใช้คำหวานคำนี้ชมสาวงามมานับไม่ถ้วนแล้วใช่มั้ยเจ้าคะ”          ฉินอี้เซียนกล่าวอย่างแง่งอนนิด ๆ เสมือนว่าเขาคงใช้เสน่ห์หว่านให้หญิงงามติดกับมานักต่อนัก  ในขณะที่อาหลงกลับไม่ถือสาต่อคำพูดของนาง แต่กลับยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยนก่อนจะกล่าวตอบคำถามของนางพร้อมกับจ้องตาของนางด้วยแววตาอันลึกซึ้ง            “ ถ้าข้าบอกว่า เจ้าคือคนแรกและคนเดียวที่ข้าเรียกชื่อนี้ เจ้าจะเชื่อมั้ย?”             “ ท่านคิดว่า ข้าควรที่จะเชื่อคำหวานจากคนปากหวานอย่างท่านมั้ยล่ะเจ้าคะคุณชาย?”            แม่นางฉินตอบคำถามชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทีที่เอียงอาย แต่ก็เริ่มมีความรู้สึกสนิทสนมและเชื่อใจชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น            “ ฮันนี่ เจ้าแอบมาจุมพิตข้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน พูดแล้วข้าก็เขินแย่เลยนะนี่”           ชายหนุ่มทำท่าทางทะเล้น พลางกระเซ้าเย้าหยอกสาวงามตรงหน้าอย่างเบิกบานใจ ในขณะที่อีกฝ่ายก็สงสัยว่าคุณชายเจ้าเสน่ห์ท่านนี้กำลังหมายความเช่นไร            “ ท่านหมายความว่ากระไร  ข้าไปแอบจุมพิตท่านตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ?”          แม่นางฉินทำหน้างงสงสัยกับคำพูดของชายหนุ่ม พร้อมกับใบหน้าที่เขินอายจนแทบจะเป็นสีชมพู         “ ก็เมื่อกี้ฮันนี่คนดีของข้าบอกว่าข้าปากหวาน แสดงว่าเจ้าต้องเคยจุมพิตริมฝีปากของข้า เจ้าถึงได้รู้ว่าปากของข้ามีรสหวาน”            อาหลงตอบแบบหน้าตาเฉย พร้อมกับเรียกนางว่าฮันนี่เป็นครั้งที่ห้าเข้าให้แล้ว  จนนางเริ่มจะชินและชื่นชอบกับสรรพนามที่เขาตั้งให้           “ เจ้าค่ะคุณชาย ข้าขอยอมแพ้ ข้าสู้คารมของท่านไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ว่าแต่ท่านเรียกข้าว่าฮันนี่ แล้วท่านจะให้ข้าเรียกท่านว่าเช่นไรเจ้าคะ”            ฉินอี้เซียนหรือแม่นางฮันนี่ของอาหลงเอ่ยถามชายหนุ่มอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ พร้อมกับรวบรวมความกล้าตาประสานตากับคุณชายที่ทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวใจเป็นพิเศษ            “ เจ้าเรียกข้าว่า ฮัสแบนด์ ก็แล้วกัน ดีมั้ยฮันนี่?”            “ ฮัสแบนด์ แปลว่าอะไรเจ้าคะคุณชาย?”           แม่นางฉินเอ่ยถามเสียมหลอหลงหลังจากที่ได้ยินคำตอบจากปากของเขา  แต่เขากลับเอาแต่อมยิ้ม ไม่ยอมตอบคำถามของนาง จนนางต้องรบเร้าให้เขาบอกความหมายที่แท้จริงของคำ ๆ นี้            “ ฮันนี่ เจ้าลองเรียกข้าก่อนสิ”           อาหลงอ้อนให้นางเรียกตนด้วยคำคำนั้น  นางทำท่าลังเลและครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะยอมเอ่ยปากเรียกเขาด้วยคำคำนั้นในที่สุด             “ ก็ได้เจ้าค่ะ  เอ่อ.. ฮัสแบนด์ ท่านพอใจหรือยังเจ้าคะ ว่าแต่ท่านจะบอกข้าได้หรือยังว่าคำคำนี้หมายความว่าอย่างไร?”            ชายหนุ่มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะบอกว่ารอไว้คราวหน้าเขาจะบอกความหมายให้นางฟัง   หรือไม่ก็ให้นางไปถามคนที่สอนภาษาอิงหยี่ให้นาง นางก็จะรู้ความหมายเอง      “ ท่านขี้โกงนี่นาคุณชาย เมื่อครู่ท่านบอกว่าถ้าข้าเรียกท่านว่าฮัสแบนด์ ท่านจะบอกว่าคำคำนี้มีความหมายว่าอะไร”           นางกล่าวตัดพ้อชายหนุ่มอย่างแง่งอน ซึ่งทำให้เสียมหลอหลงเกิดความรักและเอ็นดูสาวงามที่อยู่ตรงหน้าเป็นยิ่งนัก ดังนั้นจึงชวนนางสนทนาต่ออย่างออกรสออกชาติ           “ ฮันนี่ เจ้ารู้มั้ยว่า ไอ เลิฟ ยู แปลว่าอะไร?”          หลังจากได้ฟังคำถาม นางทำท่าครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะรีบเอ่ยตอบชายหนุ่มด้วยความภูมิใจในความรู้ของตน          “ รู้สิเจ้าคะ  คำนี้ก็แปลว่า เอ่อ...ข้ารักท่าน”           นางเอ่ยตอบช่วงท้ายประโยคด้วยเสียงอันแผ่วเบา พร้อมชำเลืองมองชายหนุ่มที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างเขินอาย ราวกับว่านางกำลังบอกรักเขาอยู่ยังไงยังงั้น         “ เอ่อ...ฮันนี่ ข้าชอบมากเลย ตอนที่เจ้าบอกรักข้าเมื่อครู่”         อาหลงแกล้งทำเป็นเนียนว่าตนกำลังฟังคำบอกรักของนางอยู่ ในขณะที่ตัวนางเองเพิ่งจะคิดได้ว่าตนเองได้หลงกลชายหนุ่ม โดยถูกเขาหลอกให้บอกรักเขาเข้าให้แล้ว เมื่อรู้อย่างนั้นนางยิ่งมีอาการเอียงอายมากขึ้น         “ คุณชาย ข้าอยู่กับท่าน มีแต่ถูกท่านเอาเปรียบ และรังแก  ท่านไม่สงสารอี้เซียนบ้างเหรอเจ้าคะ?”         นางแอบใช้มารยาหญิงนิด ๆ ด้วยการแสร้งทำเป็นจะร้องไห้บีบน้ำตา ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี เพราะอาหลงเป็นประเภทใจอ่อนแพ้น้ำตาสตรีซะด้วย        “ ก็ได้ ๆ ฮันนี่   เอาเป็นว่าข้าไม่เอาเปรียบเจ้าแล้ว  ว่าแต่ใครเป็นคนสอนภาษาอิงหยี่ให้กับเจ้า?”         เสียมหลอหลงเอ่ยถามว่านางเรียนภาษาอิงหยี่มาจากที่ไหน ก่อนที่นางจะเล่าให้เขาฟังว่า ผู้ที่สอนภาษาให้กับนางก็คือแม่นางหลี่ซา หนึ่งในสี่หงส์ดรุณนั่นเอง        “ ถ้านางได้เจอและได้สนทนากับคุณชาย นางจะต้องดีใจมากแน่ ๆ ที่ได้คุยกับคนที่รู้ภาษาเดียวกันกับนาง”         แม่นางฉินเอ่ยถึงเพื่อนรักของนางอย่างกระตือรือร้น ก่อนที่นางจะขออนุญาตชายหนุ่มบรรเลงพิณพร้อมขับกล่อมบทเพลงให้เขาฟัง  ซึ่งอาหลงเองเป็นฝ่ายทำให้นางประหลาดใจอีกครั้ง ด้วยการที่เขาเป็นฝ่ายเล่นพิณ ส่วนนางเป็นคนขับร้องบทเพลง ซึ่งฝีมือเล่นพิณที่เขาเรียนมาจากอาจารย์สี่หลี่เปียวถือว่ายอดเยี่ยมหาตัวจับได้ยาก แม้แต่แม่นางฉินเองยังออกปากชมว่าฝีมือของชายหนุ่มยังเหนือกว่านางอยู่ขั้นหนึ่ง         ฝีมือการร้องและเล่นพิณของทั้งคู่สอดประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว เสมือนใจประสานใจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว  ชายหนุ่มหญิงสาวขับร้องบรรเลงพิณเพลงแล้วเพลงเล่าจนผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ชายหนุ่มถึงได้วางมือหยุดนิ้วจากพิณที่อยู่ตรงหน้า ทำเอาแม่นางฉินเกิดความสงสัยที่จู่ ๆ เขาก็หยุดเล่นกะทันหัน       “ เอ่อ  ฮัสแบนด์  ท่านเป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ ทำไมจู่ ๆ ถึงได้หยุดบรรเลงพิณ?”        นางเอ่ยถามชายหนุ่มอย่างเขินอายเพราะว่านางเรียกเขาตามที่เขาบอกให้นางเรียก ก่อนที่จะเห็นเสียมหลอหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมรำพึงรำพันว่า       “ เวลาแห่งความสุขช่างสั้นนัก เฮ้อ  ฮันนี่ คืนนี้ข้าคงต้องจำใจจากเจ้าไปก่อน  เอาไว้คืนพรุ่งนี้ข้าจะมาเจ้าอีก ดีไหม?”        “ ข้าคงดีใจ ถ้าหากคุณชายให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนข้าอีก หวังว่าคุณชายจะไม่ลืมสัญญา ปล่อยให้ข้ารอเก้อหรอกนะเจ้าคะ”         ฉินอี้เซียนเอ่ยตอบชายหนุ่มด้วยแววตาที่อาลัยอาวรณ์ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความหวังที่จะได้พบหน้ากับบุรุษที่ทำให้จิตใจดวงน้อย ๆ ของนางหวั่นไหวอีกครั้ง         “ ข้าย่อมไม่มีวันลืมแน่นอน ฮันนี่  ว่าแต่เจ้ารู้หรือเปล่าว่า ไอ มิส ยู แปลว่าอะไร?”         อาหลงรับปากนางอย่างหนักแน่น  พร้อมกับเอ่ยถามนางอีกครั้งก่อนจะจากลา ซึ่งนางใช้เวลาครุ่นคิดสักพักใหญ่ก่อนจะตอบเขาด้วยความดีใจที่นางสามารถตอบคำถามของชายหนุ่มที่นางชื่นชอบได้                          “ ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ คำนี้แปลว่า เอ่อ...”                               “ ข้าคิดถึงท่าน ฮัสแบนด์”