เื่เล่าลือในวังหลวงแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วกุนซือหนุ่มรูปงามทั้งสองที่ฮ่องเต้ทรงรับเข้ามาใหม่เป็ที่สนใจของหญิงสาวมากมายและขันทีหลายคน
“พวกเ้าเห็นคนทั้งสองหรือไม่?กุนซือิก็สูงใหญ่ทระนงองอาจ ส่วน กุนซือหงแหมจะอ้อนแอ้นไปหน่อยแต่รูปงามนักไม่ว่าจะเลือกคนใดก็ล้วนไม่เสียเปรียบ” นางข้าหลวงที่ดูแลจัดส่งอาหารเอามาสนทนากันไม่ขาดปาก
กุนซือิยังคงมีอาการแพ้ท้องบางเวลาดังนั้นหงซือซือจึงได้บอกกล่าวกับ ขันทีที่ดูแลเรือนรับรองว่าเขาเป็โรคประจำตัวที่ไม่อาจทนกลิ่นอาหารแรงๆได้ และไม่กินกระเทียมฮ่องเต้โจวเฟิงจัดให้คนทั้งสองพักในเรือนที่ไม่ห่างจากตำหนักลู่เสียนนักเพื่อให้สะดวกในการเข้าเฝ้าได้ทุกเวลา
นางกำนัลเรือนรับรองล้วนแปลกใจที่กุนซือทั้งสองมักจะนอนห้องเดียวกันเพราะพวกนางไม่ค่อยได้จัดเตียงในห้องของกุนซือิเท่าใดนักกุนซือทั้งสองตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา
ฉินกงกงที่รู้ข่าวกุนซือคนใหม่ของฮ่องเต้ก็รีบไปกราบทูลฮองไทเฮา
“เ้าส่งคนไปจับตามองพวกเขาเอาไว้ฝ่าาดูไว้ใจพวกเขานัก ข้าเกรงว่าภายหน้าจะกลายเป็ภัยใหญ่สำหรับข้า”
“พะยะค่ะ”
“ตรากระเรียนทองคำเราก็สูญเสียไปแล้วเฉียงหยางจงยังออกจากคุกได้อีกหากฮ่องเต้ดึงดันจะเอาเฉียงเจียวมิ่งเข้ามาเป็สนมข้าก็คงจะขวางเอาไว้ไม่ไหวคงเหลือแต่ต้องยุแยงใต้เท้าก่งให้ออกมาขัดตาทัพเอาไว้ก่อนจนกว่าข้าจะหาวิธีเล่นงานฮ่องเต้ได้”
“พะยะค่ะ”
ฮองไทเฮาหันมามองหน้าฉินกงกง“วันนี้เ้าไม่มีข้อเสนอแนะดีๆ ให้ข้าเลยหรือไร? ไปๆไปจัดการหาคนเฝ้าตำหนักลู่เสียนกับเรือนรับรองกุนซือสองคนนั่นให้ดี” ฉินกงกงตัวปลอมเดินออกมาไม่ไกลก็กลับไปเป็ขันทีน้อยกลับเรือนรับรอง ิเฟยหลงต้องตื่นแต่เช้าเดินตามหลังโจวเฟิงไปว่าราชการที่ท้องพระโรงเมื่อคืนหงซือซือก็ได้อธิบายความสัมพันธ์ของคนทั้งหลายให้ฟังคร่าวๆ แล้วสายตาแหลมคมของัขาวเ้าเล่ห์กวาดตามองไปทั่วท้องพระโรงและประเมินความสามารถของขุนนางแต่ละคนที่ออกมากราบทูลภารกิจที่ตนได้รับมอบหมายแด่ฮ่องเต้
ท่านอ๋องโจวชุ่นพินิจพิจารณากุนซือคนใหม่ของฮ่องเต้ด้วยความสนพระทัยท่าทางทรงอำนาจและสง่างามของิเฟยผู้นี้หากสวมชุดสีเหลืองปักลายัเข้าไปดูท่าจะเหมาะเสียยิ่งกว่าเสด็จพี่ของตนในท้องพระโรงเขามิได้เอ่ยสิ่งใด ทำแต่เพียงยืนสังเกตการณ์ทุกคนด้วยสายตาอันคมกริบในยามที่โจวอ๋องเผลอสบตาคนผู้นั้นรู้สึกเสียวสันหลังอย่างประหลาดสายตาของเขาคล้ายจะมองทะลุเข้ามาถึงในใจได้โจวอ๋องเองก็แปลกใจที่ตนต้องหลบตากุนซือร่างใหญ่
‘คนผู้นี้น่ากลัวเสียจริง! ดูท่าคงจะฉลาดมากเทียว’
แม้แต่เ้ากรมกลาโหมก่งกับแม่ทัพต้วนเมื่อได้สบตากับกุนซือิต่างก็รู้สึกถึงพลังอำนาจที่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ส่งออกมา
‘คนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยช่างดูน่าเกรงขามและสูงส่งจนไม่อยากเข้าใกล้’ใต้เท้าก่งที่ปกติชอบข่มขุนนางผู้อื่นเมื่อได้พบกุนซือิหลังการประชุมสิ้นสุดลงกลับไม่กล้าใช้วาจาสามหาวกดขี่เขาเช่นผู้อื่นเรือนร่างสูงใหญ่ที่ยืนอย่างผึ่งผายนั้นดูน่ากลัวยิ่งกว่าแม่ทัพบูรพาที่ผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชน
“ท่านกุนซือไม่ทราบว่าท่านเป็คนเมืองใด?”
“บิดามารดาของข้าเป็คนแคว้นิขอรับข้าท่องยุทธภพกับกุนซือหงมานานปีมีโอกาสได้พบองครักษ์จังโดยบังเอิญจึงได้รับการแนะนำให้เข้าเฝ้าฮ่องเต้”
“อ้อ! นับเป็วาสนาของท่านเพิ่งเข้าวังหลวงก็ได้เป็คนโปรดเสียแล้ว”
“คงเป็ความ้าของ์”สายตาดุดันนั้นมองมายังก่งจั๋วหราน พร้อมยกยิ้มมุมปาก ‘ขุนนางชั่วเช่นเ้าข้าก็สั่งตัดหัวมาแล้วมิใช่น้อย!’
ใต้เท้าก่งราวกับรับรู้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของิเฟยหลงจึงรีบขอตัวจากไป เมื่อเห็นแม่ทัพต้วนจิ้นป้านเดินผ่านมา
กุนซือิยกมือค้อมศีรษะแสดงคารวะต้วนจิ้นป้านชะงักเล็กน้อย สัญชาตญาณของคนที่อยู่ในสนามรบมาค่อนชีวิตคอยเตือนว่าบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้าเป็บุคคลที่ไม่อาจประมาทได้เลย!
“กุนซือิหากมีโอกาสข้าขอเชิญไปร่ำสุรากันสักมื้อจะดีหรือไม่?” แม่ทัพบูรพาคิดอยากจะหยั่งเชิงกุนซือหนุ่มผู้มาใหม่
“ยินดีขอรับ!”
ชายหนุ่มมิได้มีท่าทีประหม่าเหมือนกับขุนนางชั้นผู้น้อยคนอื่นสายตาของเขาเหมือนมหาสมุทรที่ล้ำลึกจนสุดจะหยั่งต้วนจิ้นป้านรู้สึกถึงพลังอำนาจของชายหนุ่มตรงหน้าสายตาของผู้ที่อยู่บนที่สูงมองมายังผู้ต้อยต่ำกว่า
คนทั้งสองฝ่ายล้วนเก็บเอาเื่ของกุนซือิกลับไปหารือกับคนสนิทของตนส่งซือซือกลับไปรอสามีที่เรือนรับรองเมื่อเห็นร่างเขาเดินเข้าประตูมานางก็รีบผวาเข้าไปเกาะแขนแล้วดึงให้เขานั่งก่อนจะเล่าความคิดของฮองไทเฮาให้เขาฟัง
“ช่างเหมือนกับเสด็จแม่ของข้านักพวกนางล้วนแล้วแต่อยากเกาะกุมอำนาจแต่ฮองไทเฮาแคว้นผิงนางน่ากลัวกว่านั้นเพราะนางมีบุตรชายที่พร้อมจะขึ้นครองอำนาจการที่จะทำให้นางยอมอยู่นิ่งย่อมไม่ง่ายแน่ ยกเว้น....”
“ยกเว้นอันใด?”
“ยกเว้นโจวอ๋องจะเป็ผู้ยืนยันว่าไม่้าบัลลังก์นี้”
“ไม่แน่ว่าฮองไทเฮาอาจจะเป็ผู้ส่งนักฆ่าสำนักมืออสูรเข้ามาตำหนักลู่เสียนนะเ้าคะ?”
“เช่นนั้นเราก็พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของโจวชุ่นก่อนผู้อื่นเพราะหากโจวชุ่นไม่้าแย่งบังลังก์ ฮองไทเฮาก็น่าจะทรงยอมแพ้ได้ง่าย”
วันต่อมาหงซือซือก็แปลงโฉมเป็ขันทีข้างกายโจวอ๋องคอยติดตามเขาอยู่ทั้งวันโจวอ๋องแช่น้ำอุ่นอยู่ในห้องอาบน้ำด้วยความสบายพระทัยแล้วก็เรียกให้ขันทีชิวเข้าไปยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ
“เ้าว่าเสด็จพี่กำลังคิดจะทำการใดจึงได้เตรียมกุนซือมาถึงสองคน”
“น่าจะลดอำนาจของขุนนางในราชสำนักพะยะค่ะ”
“อืม...เ้าคิดเหมือนข้าใต้เท้าก่งกับแม่ทัพต้วนยังคงตกลงกันไม่ได้หากพวกเขาจับลูกมาแต่งงานกันล่ะก็เห็นทีเื่จะวุ่นวายอย่างหนัก”
“คงยากพะยะค่ะหม่อมฉันได้ข่าวมาว่าบุตรชายของแม่ทัพต้วนมีคนที่หมายตาเอาไว้แล้วจึงขัดแย้งกับบิดาเื่นี้อยู่”
“อ้อ!สองครอบครัวนั้นไม่ดองญาติกันก็ดีเพราะเสด็จพี่ของข้าจะได้ไม่ต้องหนักใจไปมากกว่านี้เดิมทีอำนาจของใต้เท้าก่งกับแม่ทัพต้วนก็แทบจะกุมคนละขั้วทั้งราชสำนักและอำนาจทางทหารอยู่แล้วหากพวกเรากลายเป็ญาติกัน คราวนี้แม้เสด็จพี่กับข้าจะรวมตัวกันก็คงยากจะต้านทาน”
“ท่านอ๋องไม่นึกอยากจะเป็ฮ่องเต้บ้างหรือพะยะค่ะ”
“เ้าจะบ้าหรือไร?ข้ามิได้ชอบความรับผิดชอบมากมายเช่นนั้น ทุกวันนี้เป็อ๋องที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็มากพอแล้วข้ายังไม่มีโอกาสได้ไปหามิ่งเอ๋อร์เลยด้วยซ้ำ ไม่รู้นางเป็อย่างไร?”
“หากท่านอ๋องได้เป็ฮ่องเต้เฉียงเจียวมิ่งก็ย่อมจะตกอยู่มือพระองค์แน่”
“ฮ่าๆข้าชอบนางก็จริง แต่ก็ไม่ได้มากถึงขั้นต้องรบราฆ่าฟันกับผู้อื่นขนาดนั้นความจริงข้าก็รู้ว่านางชอบเสด็จพี่มานาน ข้าก็แค่อยากแหย่เสด็จพี่ให้เดือดร้อนบ้าง” สีหน้าของโจวชุ่นยิ้มแย้มพอใจเมื่อนึกถึงความหึงหวงของฮ่องเต้ที่มีต่อมิ่งเอ๋อร์
“กระหม่อมคิดว่าท่านอ๋องทรงอยากได้นางเป็ชายาเสียอีก”
“เ้าคิดว่าเสด็จพี่จะยอมสูญเสียนางไปงั้นหรือ?เอาจริงๆ หากนางอยากเป็ชายาข้า ข้าก็ยินดี แต่หากนางไม่้าข้าข้าก็ไม่ได้ทุกข์ตรมหรอกน่า”
หงซือซือส่ายหน้ามองด้านหลังท่านอ๋องที่นางเคยคิดว่าโตแต่ตัวด้วยความเอือมระอาดีแล้ว!ที่เขามิได้เป็ฮ่องเต้ ด้วยอุปนิสัยเช่นนี้หากให้บริหารบ้านเมืองคงพังไม่เป็ท่าชายหนุ่มที่นั่งแช่อยู่ในอ่างเอียงหน้ามาเล็กน้อยก่อนสั่ง
“ชิวเหยียนเ้านวดบ่ากับต้นคอให้ข้าที”
********************************
