ฤดูใบไม้ร่วงกำลังหมดไป สายลมใหม่เหมันต์ของฤดูหนาวกำลังมาเยือน แปลงผักสวยชอุ่มกำลังได้ที่ เสียงไก่ขัน ร้องดังไปทั่วป่า
มีแต่หลินลี่ที่กำลังนั่งเครียด นางทุบตีสมองน้อย ๆ ของตนไปมา เด็กทั้งสองไม่ห้ามปรามแล้วยังหัวเราะพี่สาวของตนอีก
หลินเว่ยเว่ยได้แต่จ้องมองเฉย ๆ ไม่ออกความเห็นใด ๆ แม่เกษตรกรน้อย กำลังรับผลที่ตนก่อแล้ว
“ทำไงดีคะป้ารอง อีกไม่ถึงเดือน หิมะก็ตกลงมาแล้ว ต้นมะเขือเทศของข้า ยังไม่มีวี่แววที่จะออกผลแม้แต่น้อย” หลินลี่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เพราะไม่ได้รับความเป็ธรรม
ต้นหอม คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว กุ้ยช่าย ผักพวกนี้กำลังงามได้ที่ เพราะใช้เวลาแค่ 30-40 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว
แต่สำหรับมะเขือเทศ ผักที่แคว้นหลงเซี่ย ไม่เคยมีมาก่อน แม้หลินลี่จะอ้างว่า พ่อค้าต่างแดนเป็คนขายให้ตนจริง ๆ และนางก็ยืนยันเป็มั่นเหมาะกับนางว่ารสชาติมันดีมาก แต่นางไม่รู้เวลาเก็บเกี่ยวของมันนี่สิ เมื่อหิมะตกผักที่เคยงอกงามก็ต้องเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด
นางรู้แค่ว่า ถ้านำต้นกล้าของมันมาปลูก อาจจะเก็บเกี่ยวภายใน 30-50 วันได้ แต่หลินลี่เริ่มเพาะพันธุ์ั้แ่เมล็ด หลินเว่ยเว่ยอยากหัวเราะออกมาดัง ๆ เมล็ดผักทั้งหมดที่นางมียกเว้นแต่ผักกาดขาว เมล็ดพวกนั้นต่างมีสีชมพู นางช่างฝืนโชคชะตาเสียจริง กล้าเอาเมล็ดที่เคลือบยาแล้วมาหลอกป้า และน้องของตน
นางจะรู้หรือไม่ ว่าเมล็ดเก็บมาส่งต่อรุ่นสู่รุ่นมีค่าเพียงใด เพราะเมล็ดพันธุ์ในตลาดส่วนใหญ่ดัดแปลงพันธุกรรมจนทำให้ผลผลิตรุ่นต่อไป ไม่เหมือนเดิม แต่มันคงส่งผลกระทบต่อหลินลี่ไม่มากหรอกนะ นางต้องเรียนรู้ทุกอย่างจากความผิดพลาด ป้าอย่างนางคงไม่ได้อยู่กับเด็กสาวตลอดไป
“เห้อ เ้าก็เลือกมาตั้งสองสามต้นที่ดี ๆ นำมาปลูกต่อในบ้านสิ” หลินลี่เมื่อฟังจบก็ได้พบกับความสว่าง
แต่ก็ได้สองสามต้นเท่านั้น งั้นที่เหลือก็ตายหมดน่ะสิ
หลินลี่ไม่ปล่อยให้ความเศร้าเกาะกุมจิตใจนาน เด็กสาวก็คิดถึงเื่อื่นทันที อย่างเช่นวันพรุ่งนี้นางจะเข้าไปในเมืองอย่างไรล่ะ นานแล้วที่นางไม่ได้เข้าไป
“ป้ารอง ท่านจะเข้าเมืองจริง ๆ รึ ถึงท่านจะไม่แพ้ท้องอีกเลย แต่ถ้าเ้าก้อนแป้งเป็อะไรขึ้นมาละ” หลินลี่ยังคงเป็ห่วง แม้หมอหลี่ที่มาเยี่ยมบ่อย ๆ จะบอกว่าป้ารองดีขึ้นมาก แต่นางก็ยังกังวลอยู่ดี
“ถ้าข้าไม่เข้าเมืองแล้วเราจะทวงที่ดินคืนได้อย่างไร เด็กสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานล้วนต้องอยู่ในความดูแลของบิดามารดา เมื่อสิ้นบิดามารดา ก็ตกเป็ของญาติผู้ใหญ่ ต่อให้เ้าจะกล่าวว่าลุงใหญ่ปล่อยให้อดอยาก แต่ทุกคนต่างยากจน ไม่นานบ้านใหญ่ก็หาข้ออ้างทวงคืนที่ดินนั่นได้อยู่ดี”
ในนิยายหลินลี่เมื่อได้ที่ดินคืนไปได้สักพัก ลุงใหญ่ก็หาวิธีพลิกแพลง อ้างว่า หลินลี่ยังไม่ออกเรือน หลินซานก็ยังเด็ก จึงไปให้ชาวบ้านหลาย ๆ คน ช่วยเหลือ แลกกับผลประโยชน์ ทุกคนต่างกดดันผู้ใหญ่บ้านให้หลินลี่คืนที่ดินให้ลุงใหญ่
สุดท้ายนางก็ต้องเสียเงินจำนวนมากแลกกับที่ดินผืนนั้น
คราวนี้ต้องใช้วิธีที่รัดกุมกว่าเดิม ที่บ้านใหญ่กล้าที่จะปล่อยเด็กทั้งสามไปอยู่ตามลำพัง ก็เพราะว่า ไม่ว่าเลี้ยงดูหรือไม่ ก็ได้พื้นที่ดินทำกินไปทำอยู่ดี
เพราะลุงใหญ่มีลูกถึง 5 คน ทั้งยังมีหลานอีก 7 คนที่อยู่ในบ้าน มีเพียงหลินเจีย ลูกสาวคนรองที่อายุน้อยกว่าหลินเว่ยเว่ยหนึ่งปี ที่ย้ายไปอยู่บ้านสามีที่อยู่คนละหมู่บ้าน
สมาชิกบ้านใหญ่จึงมีถึง 13 คน แม้บ้านจะหลังใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านแล้ว แต่ด้วยจำนวนคนก็ทำให้บ้านดูคับแคบ ทุกคนก็อดยากอยู่แล้ว ทั้งคนในหมู่บ้านยังต้องไปรับจ้างทำนากับบ้านหลินจึงไม่อยากพูดอะไรให้มากความ
แม้ตอนนี้บ้านหลินจะอยู่ดีกินดีขึ้นเยอะ แต่ก็ไม่วายไปบ่นกับเพื่อนบ้านเสมอว่าบ้านตน คนมากเกินไปแทบไม่พอกิน ใครจะกล้าพูดอะไรขึ้นมาอีก
วิธีที่จะทวงที่ดินคืน จำต้องอาศัยความเห็นใจจากชาวบ้าน แค่อดอยากจึงไม่เพียงพอ ต้องสร้างสถานการณ์ที่ใหญ่กว่านั้น
นางจึงต้องเข้าไปในเมืองเพื่อหาคนช่วยเหลือ หลินเว่ยเว่ยที่นางได้หมั้นหมายกับบุตรชายขุนนางในตอนนั้นไม่ใช่เพราะนางเป็ลูกสาวตาเฒ่าหลิน คนสนิทของนายอำเภออย่างเดียว เพราะนางต่างคบค้าสมาคมกับผู้อื่น ทั้งยังรู้วิธีหาผลประโยชน์เป็
แต่ตอนนี้นายอำเภอย้ายไปรับตำแหน่งในเมืองหลวงหลายปีแล้ว ไม่งั้นตาเฒ่าหลินไม่ได้ขายที่ทำกินหรอก
แต่นางยังพอมีคนรู้จัก ที่ช่วยนางตบตาบ้านใหญ่ว่าขายที่ดินทั้งหมด ไม่งั้นก็ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะโกหกว่าตนขายที่ผืนใหญ่ขนาดนั้น ด้วยราคาเท่านี้
จากหมู่บ้านต้าหนิวไปยังเมืองต้าหลางนั้น ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น แต่หลินลี่ก็ตั้งใจจะให้ป้ารองของตนนั่งเกวียนไป นางเหมาจ่ายเกวียนวัวของลุงหูไว้ ให้มารับถึงที่บ้าน
เพราะเป็ท้องแรก ถึงจะได้สี่เดือนแล้ว แต่ยังดูไม่ค่อยออก ยิ่งใส่เสื้อผ้าพรางตัวแล้ว ยิ่งดูไม่ออกไปใหญ่
เด็กสาวไม่อยากให้มีคนนินทาว่าร้ายป้ารอง กว่าจะถึงบ้านลุงหูคงโดนคนพูดถึงตลอดทาง ถึงป้ารองจะดูไม่ค่อยสนใจ แต่ใครจะรู้นางอาจจะรู้สึกก็ได้ ยิ่ง่ตั้งครรภ์ยิ่งอ่อนไหว
ยามเหม่า (05:00-06:59) ลุงหูเอาเกวียนวัวมาจอดหน้าประตูรั้ว เด็ก ๆ ต่างตื่นเต้นที่วันนี้จะได้เข้าเมืองพร้อมกับป้ารอง หลังจากที่ป้ารองอยู่บ้านมานานเกือบ 4 เดือน
เด็กสาวรีบหอบผ้ามาปูให้หนา ๆ แม้จะใช้เวลาเดินไม่นาน แต่นางก็อยากให้ป้ารองกระทบกระเทือนน้อยที่สุด แม้หลินเว่ยเว่ยจะเอือมระอาอยู่บ้าง แต่ก็รู้ว่าเด็กสาวคนนี้หวังดีกับนางเป็อย่างยิ่ง
หลินลี่ไม่กล้าปล่อยให้น้อง ๆ อยู่บ้านตามลำพัง เพราะทั้งบ้านที่อยู่ตีนเขา อาจมีสัตว์ป่าหลงมา หรือพวกเด็กบ้านใหญ่มารังแก
ส่วนเื่ข้าวของนั้น นางไม่กังวลอันใด เพราะบ้านที่อยู่ใกล้ตีนเขา บิดาจึงสร้างห้องลับใต้ดินไว้ สำหรับหลบภัย แต่ตอนนี้นางดัดแปลงเป็ห้องเก็บของ ครัวของปู่นั้น นำออกได้อย่างเดียว นำเข้าไม่ได้
โชคดีห้องที่ลับใต้ดินไม่ถูกเปิดเผยหลังจากที่ซ่อมแซมบ้าน เพราะมีการพรางตาได้เนียนมาก
หลินลี่คนเก่ายังนับว่ารู้ความ นางคอยควบคุมการซ่อมแซมบ้านตลอดเวลา เพราะนั่นเป็สิ่งเดียวที่ทำให้นางวางใจ เมื่อต้องอยู่กับน้องทั้งสองคน
เกวียนวัวของลุงหูใช้หญ้ามุงเป็หลังคา นับว่าดีที่ช่วยลดความที่อยากรู้อยากเห็นของคน และอีกหนึ่งอย่างที่นางซื้อของมามากมายโดยที่บ้านใหญ่ไม่เคยรู้ ก็เพราะลุงหูผู้นี้เป็ใบ้
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางพูดเื่ของนางให้ใครฟัง
หลินเว่ยเว่ยเองก็ไม่เคยเห็นเมืองต้าหลางมาก่อน ั้แ่อยู่ในร่างของหลินเว่ยเว่ยก็อยู่แต่ในบ้าน ไปเดินเล่นรอบ ๆ บ้านบ้าง และไม่เคยสุงสิงกับใคร เพราะบางครั้งนางก็มักมีอาการแพ้ท้อง จนตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมาก นางจึงเริ่มแผนทวงคืนที่ดิน เพราะหลินลี่เองก็ใกล้ปักปิ่นแล้ว
เมืองต้าหลาง ไม่ใช่เมืองท่า แต่ก็มีความเจริญไม่แพ้เมืองท่า ร้านรวงมากมายตั้งอยู่เต็มถนน ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสดใส ต่างจากในหมู่บ้าน
ทั้งยังมีเหลาอาหาร์เลิศรส ที่ตั้งอยู่กลางเมือง จุดเริ่มต้นการค้าของนางเอก เป็แหล่งเงินสำคัญของนางรองมาจากการหาสมุนไพรเลยก็ว่าได้
หลินเว่ยเว่ยมองผู้คนที่เดินไปมา จนรู้สึกลายตาเล็กน้อย กลับมีคนเดินเข้ามาจับแขนของนางไว้ สีหน้าของยายเฒ่าตรงหน้ามองนางอย่างใ
“อ้ายโหยว นี่มันภรรยาของอาห่าวนี่”