ตอนที่ 3 — เทปที่ไม่มีเสียง
กลางห้องทดลองชั้นล่างของสำนักงาน “หน่วยสืบพิเศษทางปรากฏการณ์”
มีเพียงแสงจากจอมอนิเตอร์กระพริบเป็ระยะ ๆ คล้ายหัวใจเครื่องจักรที่กำลังเต้นช้า ๆ
เมฆานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มีเทปคาสเซ็ตสีดำวางอยู่ตรงหน้า
วรุฒกับจิตรานั่งอีกฝั่ง พร้อมกาแฟคนละแก้ว (และผ้าคลุมไหล่หนึ่งผืนที่วรุฒเตรียมไว้ “กันผีหนาว” — เขาว่าอย่างนั้น)
“พี่เมฆา แน่ใจนะว่าเราจะเปิดมัน... กลางคืนแบบนี้?”
“มันไม่มีเสียง” เมฆาพูดเรียบ ๆ “ฉันตรวจด้วยเครื่องอ่านคลื่นแล้ว — ไม่มีข้อมูลเสียงตามปกติ แต่มีคลื่นแม่เหล็กแทรกอยู่ในเทปชั้นในสุด”
“แล้วพี่คิดว่าคลื่นแม่เหล็กจะ...ร้องเพลงได้?”
“คลื่นทุกอย่างร้องเพลงได้ ถ้าเราฟังถูกจังหวะ”
จิตราหัวเราะเบา ๆ “เริ่มแล้ว ๆ พี่เมฆาโหมดกวีฟิสิกส์มาแล้ว”
วรุฒพึมพำ “ผีอย่ามาเต้นตามละกัน...”
เมฆาเสียบเทปเข้ากับเครื่องบันทึกเสียงพิเศษที่เขาประกอบเอง — เครื่องมีสายระโยงระยางไปยังคอมฯ หลายเครื่อง และกล่องตรวจคลื่นสนามแม่เหล็ก
เขากดปุ่ม Play
เสียง คลิก เบา ๆ ดังขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสนิท
ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงลม... มีเพียง “ความเงียบ” หนักอึ้งจนทั้งห้องเหมือนหยุดหายใจ
“พี่...” จิตรากระซิบ “เทปเสียหรือเปล่า”
“ไม่เสีย” เมฆาตอบ “ดูกราฟสิ — มันมีคลื่น... แต่คลื่นนี้ต่ำเกินกว่าหูมนุษย์จะได้ยิน”
“หมายถึงผีได้ยิน?”
“หรือคนตายได้ยิน”
ทันใดนั้น เสียงคล้ายลมหายใจแ่ ๆ ดังขึ้นจากลำโพง
วรุฒสะดุ้ง “เฮ้ยยย!! พี่!!”
เมฆายังนิ่ง มองหน้าจอไม่กะพริบ
เสียงหายใจค่อย ๆ ดังขึ้น... แล้วตามด้วยเสียงเด็กหญิงกระซิบแ่เบา
“อย่าหยุด... อย่าหยุดเพลง...”
จิตราหันไปมองเทป “พี่เมฆา เครื่องมันหมุนเองเร็วกว่าปกติ!”
ม้วนเทปหมุนเร็วขึ้น วี๊ดดดด... เหมือนมีใครเร่งมือ
กราฟบนจอคอมเริ่มะโอย่างบ้าคลั่ง — ตัวเลขความถี่พุ่งสูงจนแตะระดับที่ใช้ทดสอบโครงสร้างอาคาร!
“ถ้าเกินกว่านี้ ลำโพงจะะเิ!” จิตราะโ
“มันไม่ะเิหรอก” เมฆาพูดเรียบ “แต่คลื่นนี้...กำลังจะ ‘เรียกบางสิ่ง’ กลับมา”
ในจังหวะนั้น ไฟทั้งห้องกระพริบวาบ แล้ว ดับสนิท!
เสียงเครื่องหยุดกึก เหลือเพียงเสียงเทปหมุน กรอก...กรอก...
และเสียงเด็กร้องเพลงเบา ๆ ดังขึ้นจากกลางความมืด — ไม่มีใครเห็นเครื่องลำโพงส่องแสงเลย
♪ ลา—ลา—ลา... อย่าหยุดเล่น... ♪
จิตราตัวแข็ง “พี่...เสียงมาจากไหน...”
เมฆาคว้าไฟฉาย ส่องไปยังมุมห้อง —
ไวโอลินสีดำวางอยู่ตรงนั้น ทั้งที่พวกเขาไม่ได้เอามาด้วย!
“บ้าเอ๊ย!” วรุฒร้อง “พี่! มันเดินมาเองเหรอ!?”
เมฆาส่องไฟเข้าใกล้ เครื่องวัดเสียงเริ่มทำงานเอง เส้นกราฟสั่นระริกเหมือนหัวใจเต้น
“มันไม่ได้เดิน... มันถูก เรียกมา จากคลื่นในเทป”
เสียงร้องเพลงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้มาก
♪ ฉันอยากเล่นอีกครั้ง... ♪
สายไวโอลินเริ่มสั่นเอง — งี้ดดด...งี้ดดด... แล้วคันชักยกขึ้นเหมือนมีมือโปร่งใสจับไว้
วรุฒะโ “พี่เมฆา ผีเด็กกลับมาแล้ว!”
“ไม่ใช่ผีเด็ก” เมฆาเพ่งตา “ดูดี ๆ — การเคลื่อนไหวเปลี่ยนไป”
เงาของเด็กหญิงค่อย ๆ ปรากฏในอากาศ ทว่าคราวนี้เธอไม่เหมือนเดิม
เส้นผมเธอพริ้วไหวในอากาศ แต่สีหน้าแข็ง... ดวงตาข้างเดียวที่เหลือเต็มไปด้วยรอยไหม้เรืองแสง
“เสียงของฉัน... ยังไม่จบ...”
“เราไม่หยุดเธอหรอก” เมฆาพูดเสียงเย็น “แต่เธอต้องบอกก่อน — ใครที่เอาเสียงของเธอไป”
ผีเด็กชะงัก เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“เขาชื่อ... ก้องภพ...”
“นักดนตรีชื่อดัง?” จิตราใ “คนนั้นที่บอกว่าได้แรงบันดาลใจจากเสียงเด็กเหรอ?”
“ใช่...”
“งั้นแสดงว่าเสียงในเพลงของเขา...”
“คือฉัน...”
วรุฒอ้าปาก “โอ้โห... พี่ นี่มันคดีผีฟ้องลิขสิทธิ์เต็มรูปแบบเลยนะ!”
ผีเด็กค่อย ๆ เงียบลง เสียงเพลงในเทปหยุด แล้วเหลือเพียงความเงียบอีกครั้ง
เธอจ้องหน้าพวกเขา ก่อนพูดคำสุดท้าย
“ช่วยฉัน... หยุดเขา... ก่อนที่เขาจะทำให้เสียงคนอื่น...หายไปเหมือนฉัน”
แล้วร่างนั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป
ไวโอลินตกกระแทกพื้น แกร๊ก!
เงียบอีกครั้ง — แต่ในกราฟเสียงบนจอคอมกลับยังเต้นอยู่...
เหมือนมีใครยัง “หายใจ” อยู่ในระบบ
จิตราหันไปหาเมฆา “พี่จะทำยังไงต่อ?”
“ง่ายมาก” เมฆาพูด “ไปหาก้องภพ”
“แล้วถ้าเขาเป็คนธรรมดา?”
“ก็ยินดี... แต่ถ้าเขาไม่ใช่” เมฆาหันไปมองไวโอลินดำ “เราจะได้รู้ ว่าผีมันเล่นเพลงเดียว หรือเล่นกันเป็วง...”
ตอนต่อไป — “วงออเคสตราเงา”
*เมฆาเริ่มสืบหานักดนตรีชื่อดัง “ก้องภพ” ที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงิญญาในเพลงของตนเอง และพบว่ายังมีเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นทั่วกรุงเทพฯ ที่มีพลังแบบเดียวกัน... เสียงหลอนกำลังจะดังขึ้นพร้อมกันทั้งเมือง*