สายหมอกยามเช้ายังไม่ทันจาง กริมก็ถูกปลุกขึ้นจากเสียงเคาะประตูสามครั้งด้วยเสียงที่หนักแน่น
“ตื่นได้แล้ว นายจะได้ไปด้วยในเควสภาคสนามวันนี้” เสียงลีออนลอดประตูมา
กริมเด้งตัวขึ้น แม้จะยังเมื่อยระบมทั่วร่าง แต่จิตใจกลับตื่นตัวเกินคาด เขาใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าลวก ๆ สวมเสื้อเกราะหนังที่ลีออนทิ้งไว้ให้ั้แ่เมื่อคืน และคว้าดาบไม้ที่ยังมีรอยนิ้วมือของเขาแน่นติดอยู่
เมื่อเขาเปิดประตูออก ลีออนยืนรออยู่พร้อมกับชายร่างสูงและหญิงสาวอีกสองคน ทุกคนสวมชุดนักผจญภัยเต็มยศ — โล่บนหลัง ดาบข้างเอว ลูกธนูสะพายแน่น
“นี่คือทีมที่นายจะได้ไปด้วยวันนี้” ลีออนแนะนำเสียงสบาย ๆ
หญิงสาวคนหนึ่งยิ้มให้กริมอย่างอ่อนโยน ผมสีน้ำตาลแดงของเธอถูกถักเปียเล็ก ๆ ข้างเดียว ดวงตาเหมือนคนที่คุ้นชินกับการแบกเป้ระยะไกล
“ฉันชื่อคาเรน เป็นักเวทซัพพอร์ต อย่าถอยหลังมาเหยียบฉันตอนฉันร่ายมนต์ก็พอ” เธอพูดติดตลก
ชายอีกคนคือเรย์ ร่างสูง ผิวคล้ำ ใบหน้าเรียบเฉย เขาแค่พยักหน้าให้ ไม่มีคำแนะนำใด ๆ มีเพียงออร่าที่ทำให้กริมรู้สึกว่าเขาเคยผ่านความเป็ความตายมาหลายครั้ง
คนสุดท้ายคืออากิ ชายรูปร่างผอมสูงในชุดนักธนูสีเข้ม เขาหาวกลางอากาศก่อนจะพูดขึ้น
“ถ้านายช้า ฉันจะล่อมอนสเตอร์ไปทางนายนะ เตรียมใจไว้ล่ะ”
ลีออนหัวเราะ แล้วตบไหล่กริมเบา ๆ
“อย่าไปคิดมาก พวกนี้มันแค่ขู่ไว้ก่อน นายมีสิทธิ์เท่าคนอื่นในทีม เข้าใจนะ?”
กริมกลืนน้ำลาย ฝืนพยักหน้า แม้หัวใจจะเต้นรัวราวกับยังไม่พร้อม แต่เขาก็รู้ดีว่า ไม่มีทางใดที่ง่ายกว่านี้ในการเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อีกแล้ว
ไม่นานหลังจากเตรียมเสบียงและตรวจเช็คอาวุธ พวกเขาเริ่มออกเดินทางทางเท้า มุ่งหน้าไปยังป่ารอบนอกเมืองที่เต็มไปด้วยต้นสนสูงเรียงราย แนวทางเดินเป็ดินอัดแน่นที่มีร่องรอยรถลากผ่าน และบางจุดเริ่มมีเถาวัลย์ชอนไช
แสงอาทิตย์ลอดผ่านเรือนยอดไม้เป็ลำ เหงื่อเริ่มซึมที่ข้างแก้มของกริมแม้จะเพิ่งเดินมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เขาแบกเป้เบา ๆ ของตัวเอง แต่ยังรู้สึกเหมือนน้ำหนักมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกย่างก้าว
“อย่าหอบ อย่าคราง...อย่าแสดงให้ใครเห็นว่านายอ่อนแอ” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
เรย์เดินนำหน้าอย่างเงียบเชียบ คาเรนอยู่กลางขบวน กริมถูกจัดให้อยู่ระหว่างเธอกับอากิ — ชายที่ยังเดินไปหาวไปราวกับไม่ใช่เื่ใหญ่
ระหว่างทาง พวกเขาเจอซากสัตว์เล็ก ๆ ถูกข่วนตายอย่างแปลกประหลาด เหมือนโดนเล็บบางอย่างเฉือนจนกระดูกโผล่
“ระวังให้ดี” เรย์พูดเสียงต่ำ “มีบางอย่างแถวนี้ ไม่ใช่หมาป่าแน่”
คาเรนหันไปมองกริมแล้วกระซิบ
“กลัวเหรอ?”
กริมพยักหน้านิด ๆ อย่างไม่อาย เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนพูดว่า
“ดีแล้ว อย่ากลัวเลย ความกลัวคือสิ่งที่ทำให้คนตายไว”
พวกเขายังคงเคลื่อนที่ต่อไปท่ามกลางเสียงนกป่าและกลิ่นดินชื้น กริมพยายามนึกถึงเสียงหัวเราะของน้องชายและน้องสาว — แค่จะทำให้ตัวเองไม่ลืมว่าทำไมเขาถึงอยู่ตรงนี้
เสียงกิ่งไม้หักดังแคว้กจากพุ่มไม้ด้านซ้าย ทำให้ทั้งทีมชะงักลงทันที
อากิเงื้อธนูขึ้นอย่างไว ขณะที่เรย์ชักดาบออกจากฝัก
“ตั้งวง” คาเรนสั่ง “กริม ขยับมาใกล้ฉัน!”
บางอย่างเคลื่อนไหวในเงามืด — มันยังไม่โผล่มา แต่เสียงลมหายใจฟืดฟาดบ่งบอกว่ามันอยู่ไม่ไกล
นี่ไม่ใช่การฝึกอีกต่อไปแล้ว นี่คือครั้งแรกที่กริมต้อง ‘อยู่หรือตาย’ จริง ๆ
จากพุ่มไม้ เสียงคำรามต่ำ ๆ ดังขึ้นตามมาด้วยเงาสีดำพุ่งทะยานออกมา มันเป็หมาป่าขนาดใหญ่ ตัวสูงเกือบเท่าคน มีกล้ามเนื้อแน่น เคลื่อนไหวไวเกินสายตา
อากิยิงลูกธนูพุ่งใส่เป้าหมายโดยไม่ลังเล — ลูกแรกเจาะเข้าที่บ่า อีกลูกถากชายโครงของมัน
“มันเร็วมาก!” คาเรนะโ พร้อมร่ายเวทป้องกันพลังเวทระดับต่ำสลับฟื้นฟูฉับไว
เรย์พุ่งเข้าประจันหน้าในทันที ดาบของเขาเฉือนอากาศฟาดเข้ากับกรงเล็บของหมาป่าเสียงดังสนั่น แรงปะทะทำให้พื้นดินแตกออกเล็กน้อย
“กริม อยู่ข้างหลังฉัน!” คาเรนสั่งอีกครั้ง
แต่กริมไม่ขยับ เขายืนมองทุกอย่างราวกับภาพนั้นหยุดนิ่งไปชั่วขณะ หัวใจเต้นดังจนกลบเสียงรอบข้าง เหงื่อไหลทะลักเหมือนร่างจะล้มลงในทุกวินาที
“ทุกคนขยับได้...ยกเว้นฉัน” “ฉันไม่รู้จะฟันยังไง ไม่รู้จะป้องกันยังไง”
เสียงของพ่อดังก้องขึ้นมาในหัวเขาอีกครั้ง
“อย่าให้เท้าเป็ภาระกับใจ ถ้าจะสู้ — ขยับก่อนค่อยคิด”
ทันใดนั้น หมาป่าพุ่งเปลี่ยนทิศ เหมือนรับรู้ว่าใครคือจุดอ่อนของทีม — เป้าหมายคือตัวกริม
กรงเล็บแหลมพุ่งตรงมา คาเรนเบิกตากว้าง กำลังจะร่ายเวท แต่ไม่ทัน
“กริม!!”
ดาบไม้ในมือกริมฟาดออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี ปลายดาบพุ่งเข้าเบี่ยงศีรษะของหมาป่าเพียงเสี้ยววินาทีก่อนกรงเล็บจะถึงตัว เสียง ‘เปรี๊ยะ!’ ดังสนั่น — ดาบไม้หักเป็สองท่อนในมือเขา
หมาป่าผงะไปทางขวา ก่อนจะโดนเรย์เสียบดาบเข้ากลางลำตัวอย่างแม่นยำ
เืสาดกระจายบนใบหน้าเขา กลิ่นคาวและกลิ่นดินผสมกันอย่างน่าคลื่นไส้
“ฉัน...ทำได้เหรอ?”
มือกริมยังคงกำด้ามดาบไม้ครึ่งเดียวแน่นแนบ อก ขาทั้งสองข้างยังสั่น แต่เขายังยืนอยู่
ไม่มีใครพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนอากิจะเอ่ยขึ้นแบบเรียบ ๆ
“ไม่เลว สำหรับคนที่ฉันคิดว่าจะฉี่รดตัวเอง”
คาเรนหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วแตะไหล่เขา
“ต่อไป ถ้าจะช่วยก็ช่วยแบบไม่ทำลายอาวุธตัวเองด้วยล่ะ”
เรย์ไม่พูดอะไร แค่พยักหน้าหนึ่งครั้ง
และกริม...ยังไม่พูดเช่นกัน แต่ในหัวเขามีเสียงของใครบางคนดังขึ้นอีกครั้ง
“อย่าเพิ่งยอมตาย...ถ้ายังไม่ได้ใช้ชีวิตให้พอ”
หลังจากตรวจสอบบริเวณโดยรอบแล้วไม่พบศัตรูเพิ่มเติม เรย์จึงสั่งให้ทุกคนนั่งพักใต้ร่มไม้หนาทึบริมลำธารเล็ก ๆ ซึ่งพอมีพื้นที่ให้ตั้งวงพักได้
คาเรนหยิบขวดน้ำจากเป้ของตัวเองมายื่นให้กริม ซึ่งยังนั่งนิ่งเหมือนคนเพิ่งฝันร้าย
“ดื่มซะ ก่อนจะช็อกไปจริง ๆ” เธอว่า แล้วก็ไม่รอให้เขาปฏิเสธ เธอจัดการดึงแขนเสื้อเขาขึ้นแล้วตรวจาแที่ต้นแขน
“ฟาดแบบนี้ แค่ไม่หักก็ดีแล้ว...แต่ช้าหน่อยฉันจะร่ายเวทรักษาเบา ๆ ให้”
เธอพูดไป ขณะที่วางมือบนแผล กริมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพึมพำเบา ๆ
“ขอโทษครับ...ที่ทำให้คุณต้องช่วย...”
คาเรนยักไหล่
“ฉันเคยลากนักผจญภัยที่ขาหักกลับมากับตัวเองมาแล้ว นายยังไม่แย่ที่สุดหรอก”
อากิเดินมาพร้อมไม้เสียบเนื้อแห้งที่ย่างกับกองไฟเล็ก ๆ เขายื่นให้อย่างไม่สบตา
“กินซะ นายตีหัวมันได้ก็ดีแล้วล่ะ ฉันเกือบต้องล่อมันด้วยตัวเองจริง ๆ”
กริมรับเนื้อแห้งมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“ขอบคุณครับ…”
“แล้วอย่าไปเล่าให้คนอื่นฟังว่าฉันเคยแบ่งของกินนะ ฉันมีภาพลักษณ์ต้องรักษา” อากิพูดต่อแบบเสียงเรียบ
เรย์ซึ่งเงียบมาตลอด ละสายตาจากการลับดาบแล้วพูดขึ้นช้า ๆ
“นายขยับได้ในเวลาที่คนส่วนใหญ่ยืนแข็งเป็หิน”
เขาหยุดก่อนจะเสริมอีกคำ
“อย่าเสียมันไปด้วยความลังเลรอบหน้า”
กริมไม่ได้ตอบอะไรทันที แต่ในหัวรู้สึกเหมือนคำพูดนั้นกระแทกลงกลางอก
หลังพักราวครึ่งชั่วโมง พวกเขาเริ่มเดินทางกลับกิลด์
เส้นทางขากลับยังคงเหมือนเดิม — เงียบ สะกดขา และเต็มไปด้วยกลิ่นไม้และความเหนื่อยอ่อน
แต่ในความเงียบนี้ กริมกลับรู้สึกแปลกไปจากเดิม
“ฉันไม่ได้ถูกลากไป ฉัน ‘เดิน’ กลับเอง…เหมือนคนที่อยู่ในทีมจริง ๆ”
เขาล้วงเข้าไปในเป้แล้วหยิบเศษดาบไม้ที่หักครึ่งขึ้นมา มันยังคงเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือและเืแห้งบางจุด
“ฉันจะเก็บมันไว้…เป็เครื่องเตือนใจ”
สายลมยามเย็นพัดผ่าน เสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ ไม่มีใครพูด แต่ทุกคนรู้ — บางอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วจากการ ออกเควสครั้งนี้
กริมเองก็รู้…
แม้เขาจะยังไม่ได้เก่งอะไรเลย แต่เขา ‘เริ่มต้น’ ได้แล้ว
เมื่อพวกเขากลับถึงกิลด์ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอ่อนของเย็นวันใหม่ กลิ่นอาหารจากโรงครัวลอยมาแตะจมูก แต่กริมไม่ได้หิว...เขาแค่รู้สึกเหนื่อยลึกถึงกระดูก
ขณะจะเดินแยกขึ้นห้อง คาเรนเดินเข้ามาหาเงียบ ๆ แล้วพูดเบา ๆ โดยไม่สบตาเขา
“ดาบนาย...อย่าทิ้งนะ”
กริมเงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตาเต็มไปด้วยคำถาม คาเรนกอดอก เอียงหน้าหลบนิดหน่อยแล้วพูดต่อแบบติดจะหงุดหงิดเอง
“ฉันเคยเห็นคนที่มีดาบสมบูรณ์สุดท้ายกลายเป็ศพในพุ่มไม้ ส่วนพวกที่ถือไม้ท่อนเดียวกลับอยู่จนเลื่อนแรงค์ได้”
เธอเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะพูดเพิ่มโดยยังไม่มองหน้าเขา
“แค่นั้นแหละ… ฉันแค่ไม่ชอบเห็นคนโยนของทิ้งง่าย ๆ”
พูดจบเธอก็เดินจากไป ทิ้งกริมไว้กับดาบไม้ครึ่งท่อนที่เขาถือแนบอกไว้แน่นขึ้นกว่าเดิม
คืนนั้นกริมนั่งอยู่หน้าตะเกียงบนโต๊ะไม้เช่นเคย จดหมายฉบับใหม่อยู่ตรงหน้าเขา แต่คราวนี้ เขาไม่ต้องลังเลว่าจะเขียนอะไร
“ยายครับ วันนี้ผมได้ลงสนามจริงครั้งแรก” “ผมรอดครับ ดาบหัก แต่ผมยังยืนอยู่ได้” “ผมไม่ได้เก่งอะไรเลย แต่ผมจะพยายามอีก” “วันนี้ผมได้กินเนื้อแห้งจากเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งด้วย...คงเรียกว่าเพื่อนได้ใช่ไหมครับ?”
เขาพับจดหมายใส่ซอง แล้วหยิบเศษดาบไม้ครึ่งหนึ่งพันผ้าขาวเล็ก ๆ แนบไปด้วย เขาเขียนข้างซองว่า
“ฝากไว้ที่บ้านนะครับ ผมอยากให้มันอยู่ที่นั่น”
เมื่อส่งจดหมายเสร็จและเตรียมจะขึ้นพัก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากม้านั่งริมระเบียงที่เงียบสงบของกิลด์
“เหนื่อยไหม?”
กริมชะงักก่อนจะเดินไปเห็นลีออนนั่งพิงราวไม้ ขวดน้ำวางข้างตัว เขาผายมือเชิญให้กริมนั่งลงข้าง ๆ
“นั่งสิ วันนี้นายผ่านวันแรกของนรกมาแล้ว”
ทั้งสองนั่งเงียบครู่หนึ่งก่อนลีออนจะพูดขึ้นช้า ๆ
“ตอนฉันอายุเท่านาย มีคนที่ฉันพยายามช่วยเหมือนกัน...เขาก็เหมือนนายมากเกินไป”
เสียงเขานิ่ง แต่แววตาไม่ไหวติงเลย
“เขาไม่รอดใช่ไหมครับ?” กริมถามเบา ๆ
ลีออนหัวเราะในลำคอ
“นายนี่ถามเร็วแฮะ...ใช่ เขาไม่รอด”
กริมก้มหน้าเงียบ สายตาหม่นลงเล็กน้อย
“ขอโทษครับ ผมฟังไม่ทัน...เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะ?”
ลีออนยิ้มบางแล้วลุกขึ้นพิงราวไม้
“ฉันแค่จะบอกว่า — ถ้านายจะล้ม ก็ขอล้มแบบมีใครจำได้นะ”
แล้วเขาก็เปลี่ยนเื่ทันที
“พรุ่งนี้เช้า 6 โมง ฉันจะรอที่ลานฝึก อย่าสายล่ะ”
กริมมองตามแผ่นหลังของชายตรงหน้า แล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ล้มแบบมีใครจำได้...งั้นเหรอ”
เขาแตะมือไปที่แผลฟกช้ำบนแขน ก่อนจะลุกขึ้นด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
คืนนั้น ท่ามกลางความเงียบของกิลด์ กริมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะความเจ็บที่ลามจากต้นแขนถึงหัวไหล่ แผลจากดาบไม้ฟาดซ้ำยังคงระบม แม้คาเรนจะช่วยร่ายเวทบรรเทาไปแล้วก็ตาม
เขาลุกจากเตียงอย่างระวัง ก้าวเท้าเปล่าไปยืนที่หน้าต่างบานเล็กของห้องพัก ลมกลางคืนเย็นเฉียบพัดเข้ามาแตะผิวหน้า
เบื้องล่างเป็ลานฝึกที่มืดมิด ไม่มีใครอยู่ ไม่มีเสียงฝึก ไม่มีเสียงดาบกระทบไม้ — แต่ภาพการต่อสู้ในป่ายังฉายซ้ำในหัวเขา
เสียงคำราม กรงเล็บพุ่งเข้าใส่ ดาบไม้ในมือที่ฟาดออกไปตามสัญชาตญาณ
เขายกมือขวาขึ้นดู — ยังมีรอยแดงจาง ๆ อยู่ตรงฝ่ามือ และปุ่มด้านแข็ง ๆ ตรงโคนนิ้ว
มือที่เคยไม่มีค่าอะไรเลย วันนี้…มันช่วยให้เขารอดชีวิตมาได้
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ เหมือนคำสาบานที่ไม่มีใครได้ยิน
“ถ้าฉันจะล้ม…ฉันก็จะล้มให้คนที่บ้านจำได้เหมือนกัน”
เขาหันกลับไปมองโต๊ะข้างเตียง ที่ซึ่งเศษดาบไม้ครึ่งหนึ่งยังวางอยู่ข้างตะเกียงน้ำมัน แสงไฟสะท้อนปลายดาบหักที่ยังคง ‘ชี้ไปข้างหน้า’
ไม่ใช่อาวุธชั้นยอด ไม่ใช่ดาบของฮีโร่ แต่เป็สิ่งที่เขาใช้ยืนหยัด — ในวันที่ไม่มีอะไรจะปกป้องเขาเลย
และวันพรุ่งนี้…เขาจะยืนอีกครั้ง
เขาหลุบตาลงช้า ๆ ความเงียบในห้องเหมือนเปิดทางให้ความทรงจำไหลย้อนกลับมาอย่างช้า ๆ
มือของยาย...ที่เคยจับมือเขาไว้แน่นตอนเขาฝันร้าย เสียงน้องชายกับน้องสาวที่เคยขอให้ซื้อขนมขบเคี้ยวแบบไม่ต้องคิดราคาหลังบ้านนา
“พวกเขาจำฉันได้อยู่แล้ว...แต่ฉันยังต้องทำให้ภูมิใจให้ได้ด้วย”
เขาพึมพำอีกครั้ง เสียงเบายิ่งกว่าเสียงลมหายใจ
เปลวตะเกียงใกล้ดับลง ล้อแสงกระพริบกับผนังห้องไม้
ก่อนจะมีแสงบางเบาของรุ่งเช้าสีฟ้าอ่อนแรกของวัน ลอดผ่านช่องหน้าต่างมาััขอบเศษดาบไม้บนโต๊ะ
มันเงียบ แต่มันยัง ‘อยู่’
และมัน...จะยังอยู่จนกว่าเ้าของจะไม่ลุกอีกต่อไป