บทที่ 14 บ้านที่แสนสุขและงดงาม
อันหยู่นั่งอยู่ริมขอบหน้าต่าง มองออกไปข้างนอกที่บรรยากาศเย็นะเื หิมะขาวร่วงหล่นลงมาอย่างช้า ๆ ในมือถือกาแฟที่เย็นชืด บางครั้งก็ถอนหายใจออกมาแรง ๆ ตอนนี้ตัวเองได้เปลี่ยนมาใส่เสื้อไหมพรมแล้ว
พอมองออกไปข้างนอก บางครั้งก็ยังเห็นผู้คนเดินผ่านไป แม้ว่าอากาศในฤดูหนาวจะเย็นจัด แต่ก็ยังคึกคักเหมือนเดิม เพียงแต่ตอนนี้ยังเป็เวลา่เช้าอยู่ คนเดินผ่านไปมาเลยไม่มากนัก มีแต่เด็กนักเรียนที่ไปโรงเรียน คนทำงานที่ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา หรือบางคนที่ออกมาวิ่งออกกำลังกายยามเช้า
และอันหยู่ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เป็ผู้หญิงคนเดิมที่เคยเห็นครั้งก่อน เพียงแต่ครั้งนี้เธอดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้น สูงขึ้นเล็กน้อย รสนิยมในการแต่งตัวก็ดูมีความเป็ผู้ใหญ่ขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังมีความเป็เด็กอยู่ดี เพราะในขณะที่เธอเดินเข้ามา
อันหยู่ยังเห็นนาฬิกาข้อมือที่มีลวดลายการ์ตูนเด็ก ๆ ใส่อยู่ เห็นได้ชัดว่าเป็ของที่เด็ก ๆ ชอบ
ผู้หญิงเดินมาหยุดที่หน้าร้านของอันหยู่ มองดูชื่อร้าน แล้วหันไปเห็นอันหยู่ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ก็ถึงกับสะดุ้งใ “คุณเป็เ้าของร้านนี้เหรอ?”
อันหยู่จิบกาแฟเย็น “ใช่ แล้วมีอะไรหรือเปล่า?”
หญิงสาวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา “...ฉันอยากช่วยคนคนหนึ่ง เขาเป็เพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน และก็เป็คนที่ฉันรักที่สุดด้วย แต่ตอนนี้เขากำลังจะตาย ฉันไม่อยากให้เขาตาย ฉันอยากช่วยเขา”
อันหยู่ไม่คิดอะไรมาก เปิดหนังสือที่วางอยู่บนตัก “เธอคิดดีแล้วเหรอ? ฉันรู้นะว่าเธอเป็คนประเภทนั้น คนที่สามารถข้ามไปยัง่เวลาต่าง ๆ ได้จริง ๆ แต่ผลลัพธ์กับสิ่งที่ต้องแลกนั้น มันเท่ากันเสมอ”
หญิงสาวลังเล “...ฉันคิดว่าฉันรู้”
แม้อันหยู่จะดูออกว่าผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็ยังไง แต่สุดท้ายเขาก็ยังต้องย้ำอีกครั้งว่าผลลัพธ์เป็ยังไงอีกรอบ “การเปลี่ยนแปลงต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง ต้องมีความสามารถในการรับผลลัพธ์นั้นได้ สิ่งที่เธอได้จากการเปลี่ยนแปลง เธอก็จะสูญเสียในสิ่งอื่น ทุกอย่างล้วนเท่าเทียมกัน ถ้าคิดดีแล้วก็พลิกนาฬิกาทรายเถอะ” พูดจบก็ยื่นนาฬิกาทรายสีดำให้เธอ
หญิงสาวรับนาฬิกาทรายไว้ มองดูเม็ดทรายสีดำในมือ “ขอบคุณนะ แต่คุณรู้ได้ยังไงเหรอ?”
อันหยู่เอามือเท้าคาง ก้มตัวลงกับขอบหน้าต่าง “ง่ายมาก ครั้งก่อนที่เห็นเธอ ก็สังเกตได้ว่าปฏิกิริยาของสนามแม่เหล็กเธอแตกต่างจากคนอื่น แถมยังผิดปกติจากสนามแม่เหล็กตรงนี้อีก ตอนที่เธอเข้าร้าน ก็เหมือนเข้ามาในอาณาเขตของฉัน ก็ยิ่งมองเห็นชัดเจน”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ...คุณก็เดินทางข้ามเวลาได้เหมือนฉันใช่ไหม?” เธอถามอย่างแปลกใจ “ไม่เหมือนกันหรอก ความสามารถของเธอคือเดินทางข้ามเวลา ควบคุมไม่ได้ และดูจะค่อนข้างเป็แบบสุ่ม ส่วนของฉันคือควบคุมเวลาได้โดยตรง ร้านนี้ก็เป็ร้านที่ฉันสร้างขึ้นมา มันต่างกัน”
“อย่างนี้เอง...แต่คุณเก่งมากเลยนะ คุณเป็คนแบบไหนกัน เป็พวกผู้หยั่งรู้ในตำนานเหรอ?”
พอเห็นหญิงสาวจ้องตาเขาด้วยแววตาเป็ประกาย อันหยู่ถึงกับสงสัยว่าสติปัญญาและวุฒิภาวะของเธอหยุดอยู่ใน่วัยรุ่นหรือเปล่า
“ไม่ใช่หรอก แค่ความสามารถฉันเหนือกว่าเธอ แล้วนี่จะไม่รีบไปจัดการธุระเหรอ?”
“อ้อ จริงด้วย! เกือบลืมไปเลย” เธอเหมือนเพิ่งนึกได้ ก่อนจะพลิกนาฬิกาทรายสีดำ
อันหยู่มองหญิงสาวที่ถูกเม็ดทรายสีดำพัดพาไป แล้วก็นึกขึ้นได้ “เชอะ ลืมถามชื่อซะได้”
เอาเถอะ ยังไงทุกอย่างจบแล้ว เดี๋ยวก็รู้เอง
อันหยู่ปิดหนังสือ มองเวลาอันเย็นเยียบภายนอก ถอนหายใจ หิมะร่วงหล่นข้างหน้า พอัักับลมหายใจอุ่นของเขาก็ละลายหายไป
ฉวนเดินลงบันไดมา เปลี่ยนจากชุดเมทเป็เสื้อไหมพรมสีขาวกับกระโปรงยาวลายตาราง มือถือกาแฟร้อนที่ชงเสร็จแล้วเทใส่แก้วข้างอันหยู่ พร้อมกับจัดวางคุกกี้อบใหม่และส้มสดไว้บนโต๊ะชา
จากนั้นก็ไปทำความสะอาดร้านของเก่าต่อ
อันหยู่มองฉวน ดูเหมือนว่าฉวนจะคอยทำความสะอาดร้านตลอด ทุกครั้งที่เก็บกวาดเสร็จเขาก็มักจะกินของว่างหมดพอดี แล้วก็เก็บโต๊ะเตรียมไปทำกับข้าว
ทุกอย่างดูธรรมดามาก และชีวิตก็ยังดำเนินไปอย่างธรรมดา
ใบไม้แห้งใบสุดท้ายร่วงจากกิ่งลงบนหิมะ ถูกผู้คนที่เดินผ่านเหยียบจนจมหายไปในหิมะ มองไม่เห็นเงาใบไม้
เหลียงซวี่เดินอยู่บนหิมะ บางครั้งก็มีนักเรียนเดินผ่านเข้ามาทักทาย ซึ่งเขาก็จะตอบกลับอย่างสุภาพ ถ้าเจอนักเรียนที่คุ้นเคยก็คุยกันเล็กน้อย
เขาถือแฟ้มเอกสารไว้แน่น เดินไปตามทางที่คุ้นเคยในความทรงจำ จนถึงอาคารเรียนที่ตัวเองสอน ไม่นานก็เข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับเริ่มสอนหนังสือตามปกติ
ถ้าเป็ไปตามกิจวัตรประจำวันการสอนในคลาสที่เหลียงซวี่สอน ก็ถือว่าจบลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะสั้น แต่เนื้อหากลับน่าสนใจมากจนยังฟังไม่ทันจบก็หมดเวลาแล้ว
เขานำทฤษฎีเวลาที่น่าเบื่อมาพูดให้เข้าใจง่าย แถมยังแทรกมุกขำ ๆ ทำให้นักศึกษาสมัยนี้เข้าใจง่ายและอินกับเนื้อหา
วันหนึ่ง มีนักศึกษาขยันคนหนึ่งถามว่า “อาจารย์คะ หนูอยากรู้ว่าถ้าคนเราข้ามเวลาได้จริง จะข้ามไปอดีตหรืออนาคตของตัวเองได้ไหมคะ?”
“เป็คำถามที่ดี สมมติว่าคน ๆ หนึ่งข้ามไปอดีตหรืออนาคตของตัวเอง ถ้าเกิดขึ้นได้ แปลว่าในพื้นที่เดียวกันจะมีของสองชิ้นที่เหมือนกันเป๊ะ ๆ แต่โลกนี้ไม่มีของที่เหมือนกันเป๊ะ มันเป็ข้อขัดแย้งในตัวเองอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้เป็แค่สมมติฐาน ไม่มีใครพิสูจน์ได้”
นักศึกษาพยักหน้า “อย่างนี้เอง ถ้าเวลาเปลี่ยนอดีตได้ แล้วคนในอนาคตจะรู้ตัวไหม?”
เหลียงซวี่ว่า “คงเป็ไปไม่ได้ ถ้าทุกอย่างที่เราเป็อยู่ถูกคนในอนาคตย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลง ความทรงจำของคนในยุคนี้ก็จะเปลี่ยนตาม ไม่มีใครจำสิ่งเดิมได้ แม้แต่ร่างกายก็เปลี่ยนไปแล้ว โลกที่เราอยู่ตอนนี้ก็อาจเป็ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงก็ได้ แต่แบบนั้นจะกระทบกับเหตุและผลเป็ลูกโซ่”
“ว้าว อาจารย์สุดยอดเลยค่ะ อธิบายสิ่งที่หนูคิดไม่ออกได้หมดเลย แต่...อาจารย์เคยคิดไหมคะ ว่าโลกที่เราอยู่คือ£*&%$...” ประโยคสุดท้ายเหลียงซวี่ไม่ได้ยิน เห็นแค่ปากขยับแต่ไม่มีเสียง ทุกอย่างพร่าเลือนจนเขาไม่แน่ใจว่าเห็นหรือได้ยินจริง ๆ หรือเปล่า
เขาจึงถาม “เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?”
พอเหลียงซวี่ถามอีกครั้ง กลับพบว่าข้างหน้าไม่มีใคร มีแค่นักเรียนคนหนึ่งเดินผ่าน รู้สึกแปลก ๆ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่กลับจำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่หน้าตานักศึกษาคนนั้นก็นึกไม่ออก หัวเริ่มโล่งเปล่า
แปลกจริง ๆ ...
นักศึกษาคนหนึ่งสังเกตว่าเหลียงซวี่ดูผิดปกติ จึงเดินเข้ามาถาม “อาจารย์เป็อะไรหรือเปล่าคะ?”
เหลียงซวี่ส่ายหัว ถอดแว่นเช็ด “ไม่เป็ไร ่นี้เตรียมงานสอนเยอะ กิจกรรมก็ใกล้เข้ามา เลยรู้สึกเหนื่อยไปหน่อย”
“งั้นอาจารย์พักผ่อนเยอะ ๆ นะคะ” นักศึกษาคนนั้นเดินจากไป
“อืม...” แปลกจัง เมื่อกี้ฉันเป็อะไรไปนะ?
เขารู้สึกมึน ๆ เก็บเอกสารใส่แฟ้มแล้วออกจากห้อง ไป๋อิงนั่งอยู่แถวหน้าสุด มองเหลียงซวี่เดินออกจากห้อง เห็นอีกาสีสันสดใสบินผ่านหน้า ภายใต้แสงไฟ เงาของตัวเองค่อย ๆ ยาวขึ้นบนพื้นราวกับเงาปีศาจปรากฏอยู่กลางแสงแดด โดยที่ไม่มีอะไรปิดบัง
เหลียงซวี่เป็อาจารย์มหาวิทยาลัย สอนวิชาทฤษฎีเวลา แม้ฟังดูน่าเบื่อแต่กลับทำให้นักศึกษาสนใจได้ง่าย แถมเขายังหน้าตาดี ในหมู่ครูก็ถือว่าหล่อที่สุด เป็ที่ชื่นชอบของนักศึกษา นิสัยเขาก็อบอุ่น ทำให้อาจารย์สาวหลายคนแอบปลื้ม เขาเองก็อัธยาศัยดี เข้ากับทุกคนได้ง่าย เพื่อนร่วมงานก็เลยไม่รังเกียจ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีภรรยาที่อ่อนโยนแสนดี
สรุปแล้วเหลียงซวี่ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิต บ้านก็อบอุ่น งานก็มั่นคง มนุษยสัมพันธ์ก็ดี ใคร ๆ ก็หาข้อติไม่ได้
จะเรียกได้ว่า “ผู้ชนะในชีวิต” ตัวจริงก็ยังได้
ไป๋อิงเดินอยู่บนถนน พระอาทิตย์ฤดูหนาวไม่ร้อนแต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นนิด ๆ ระหว่างที่เดินเหยียบหิมะ เงาก็ยืดยาวและเปลี่ยนไปตามการเคลื่อนไหวของเวลา แต่พอเดินผ่านป่าไม้แห้ง เงาบนพื้นก็กลายเป็รูปร่างของปีศาจ
แต่พอเดินพ้นแนวไม้แห้ง เงาก็กลับมาเป็เงาคนแบบเดิม
ขณะเดินผ่านโรงพยาบาล ไป๋อิงเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมา ใบหน้ามีรอยยิ้ม มีความสุข ลูบท้องนูนเบา ๆ ในมือถือใบตรวจร่างกาย
เห็นได้ชัดเลยว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ กำลังปลื้มปีติกับชีวิตใหม่ที่กำลังจะถือกำเนิด
อีกาสีสดใสบินผ่านท้องฟ้า เกาะอยู่บนกิ่งไม้แห้ง มองไปรอบ ๆ ก่อนจะเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นแล้วบินจากไป
โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าอีกาตัวนั้นจะบินไปที่ไหน
เงาปีศาจปรากฏข้างหญิงสาว เธอยิ้มเดินตามเงานั้น แต่จริง ๆ แล้ว มีแค่เธอคนเดียว เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังยิ้มให้ใคร กำลังเดินตามใคร เพราะตลอดมา มีแค่เธอคนเดียว
เงาปีศาจค่อย ๆ กลายเป็สีขาว แล้วพาเธอหายไป
เสียงกุญแจดังกรุ๊งกริ๊ง เหลียงซวี่เปิดประตู วางกุญแจไว้บนโต๊ะ ถอดเสื้อคลุมออก มองเข้าไปในห้องนั่งเล่นแต่ก็ไม่มีใคร
“เสี่ยวอิง?” ยังไม่กลับเหรอ?
เหลียงซวี่เห็นมีโน้ตอยู่บนโต๊ะ เดินเข้าไปหยิบขึ้นมาดู พอเห็นก็รู้สึกตื่นเต้น “นี่มัน...”