บทที่ 15
บทเรียนแรก
เทวานึกอยู่พักหนึ่งแล้วตอบออกไปตามจริง“ที่พวกข้าแกล้งเ้า ก็เพราะว่าในตอนนั้นเ้าเป็เพียงแค่สามัญชนคนธรรมดา ไม่ควรจะมีหน้ามาอยู่ในสังคมเดียวกับพวกข้าน่ะสิ!”
ปราณพยักหน้าเข้าใจ“แล้วถ้าคิดกลับกัน...หากพวกเ้าต้องเข้าไปอยูในหมู่บ้านที่ยากจนอย่างพยัคฆ์คำรามแล้วต้องถูกพวกเพื่อนๆในหมู่บ้านของข้ากลั่นแกล้งแบบที่พวกเ้าทำกับข้า...พวกเ้าจะยอมไหม?”
เด็กน้อยร่างท้วมบุตรชายสมุหเสนาแก่นนครนามว่ารัตนาคร ออกความเห็นแกมเย้ยหยัน“ฮ่าๆๆๆมันไม่มีทางเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว”

ปราณส่ายหน้าเล็กน้อย“ตอนนี้มันอาจจะไม่มีทางเกิดขึ้นแต่ในอนาคตอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นก็ได้...เ้าทำนายอนาคตได้ไหมล่ะรัตนาคร?”
รัตนาครก้มหน้าคิดตามที่ยุวาจารย์บอก
ปราณเริ่มสอนเด็กๆ“ถ้าเกิดวันหนึ่งสถานะอันสูงศักดิ์ของพวกเ้าถูกคนที่แข็งแกร่งกว่ามีอำนาจและบริวารมากกว่ามาทำร้ายจนไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีอำนาจบารมีไม่มีบริวารและไม่มีทรัพย์สินแบบทุกวันนี้เ้าจะขอความช่วยเหลือจากใคร? ความหยิ่งทระนงในจิตใจจากการเหยียดยามผู้อื่นถ้าโดนดูถูกเหยียดหยามบ้างล่ะ?”
ไม่มีเสียงตอบใดๆเด็กแต่ละคนเริ่มคิดตามที่ยุวาจารย์พูด สิ่งแรกที่ปราณต้องทำในตอนนี้คือเปลี่ยนวิธีการคิดให้มองเห็นคนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
“ไม่มีใครสามารถเลือกเกิดได้ เพราะถ้าเลือกได้จริง ทุกคนก็อยากเกิดมาเป็แบบพวกเ้ากันทั้งนั้นผู้มีสถานะสูงศักดิ์ก็ใช่ว่าจะเป็คนดีทั้งหมดคนสามัญชนเฉกเช่นข้าก็ใช่ว่าจะเลวเสียทั้งหมดเมื่อพวกเ้าเกิดมาพร้อมความสุขสบายมากบารมีและบริวารถึงเพียงนี้ทำไมถึงไม่แบ่งปันสิ่งที่เ้ามีให้คนอื่นด้วยล่ะ?”
รัตนครรีบแย้งทันทีเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ปราณพูด เริ่มกลายเป็สิ่งที่แสดงการเอาเปรียบพวกตัวเอง
“เ้าจะให้พวกเราแจกจ่ายเงินทอง ที่พวกเรามีให้คนอื่นๆ กันหรือไง? บ้าไปแล้วแน่ๆ...ยิ่งเ้าพูดก็เหมือนยิ่งแสดงธาตุแท้ออกมาว่า...เ้าอยากได้ทรัพย์สมบัติของพวกข้าถึงแม้ว่าเ้าจะได้เป็ยุวาจารย์แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกข้าจะเชื่อเ้าทุกอย่างนะ!”
ปราณหัวเราะร่วนกับการแปลความหมายผิดของรัตนาคร“ฮ่าๆๆๆ ข้าไม่ได้หมายความว่าให้พวกเ้ามอบของที่มีให้คนอื่นๆถ้าทำแบบนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการลดทอนศักดิ์ศรีของคนอื่นด้วยเช่นกัน ...แต่สิ่งที่แม้คนจนหรือคนมั่งมีสามารถทำได้เหมือนๆ กัน คือการแบ่งปันความเห็นใจต่างหาก ข้าหมายถึงตรงนี้ ส่วนเื่ของทรัพย์สินเงินทอง เป็สิทธิ์ของพวกเ้าอยากจะให้หรือไม่ให้มันเป็อีกประเด็น” ปราณส่ายหัวช้าๆ ยิ้มมุมปากเมื่อทุกคนได้ยินแบบนี้ก็คลายความรู้สึกไม่ดี
ปราณจ้องมองหน้าทุกคน แล้วยิ้มพูดจากความรู้สึก“หลายๆ คนที่เกรงกลัวพวกเ้าไม่เว้นแม้แต่นายทหารจนถึงชาวบ้านทั่วไป ล้วนมาจากอำนาจบารมีตำแหน่งยศถาที่พ่อแม่ของพวกเ้ามีต่างหากหาใช่ความเก่งกาจของตัวพวกเ้าเองไม่! ถ้า้าให้คนยอมรับพวกเ้าย่างแท้จริงเ้าต้องจริงใจและทำให้ผู้อื่นยอมรับด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาใคร”
เทวาเห็นปราณปล่อยพลังออกจากฝ่ามือได้เป็สิ่งที่น่าตื่นตา ทำให้เขากระตือรือร้นยิ่งนัก จึงได้ถามปราณทันที “ข้าเข้าใจสิ่งที่เ้าพูดแล้ว แล้วต่อไปเ้าจะแนะนำอะไรพวกเราเพื่อจะให้พวกเราได้เป็นักฌานยุทธ์แบบที่เ้าเป็”
“ใจเย็นๆ คุณหนูเทวา ข้าสอนพวกท่านแน่แต่ต้องให้ข้ามั่นใจว่า สิ่งที่จะสอนเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วพวกเ้าจะใช้พลังฌานยุทธ์ที่มี ในการปกป้องคนอ่อนแอและไม่คิดทำร้ายผู้อื่นด้วยพลังฌานยุทธ์ เพราะถ้าเป็แบบนั้นจริงๆข้านี่แหละจะมาจัดการพวกเ้าเอง”
พูดจบปราณก็เร่งพลังจนเกิดลูกกลมออร่าออกจากฝ่ามือพุ่งไปทางเนินดินด้านข้างเสียงดังสนั่นเด็กๆ ทั้งหมดเบิกตาโต แล้วรีบวิ่งไปดูผลงานของยุวาจารย์ปราณ!
เนินดินตรงนั้นหายไปในพริบตาทิ้งไว้เพียงเศษดินที่กระจัดกระจาย พร้อมกับควันจางๆ ...
เด็กๆทั้งเก้าคน มองหน้ากัน บางคนถึงกับเหงื่อแตก เมื่อเห็นการปล่อยพลังแบบนี้ช่างเป็เื่ที่ชวนตื่นตะลึงยิ่งนักนับว่าโชคดีที่เมื่อวานปราณมิได้ปล่อยพลังแสงแบบนี้ออกมามิเช่นนั้นคงอาจจะมีใครเสียชีวิตก็เป็ได้แล้วทุกคนจึงเอ่ยขึ้นพร้อมกิริยาที่นอบน้อม
“พวกข้าขอให้สัญญากับยุวาจารย์ว่าจะใช้พลังฌานยุทธ์ในทางที่ดีและเพื่อช่วยผู้ที่อ่อนแอกว่า”
ปราณพยักหน้า เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าเพียงแค่ปล่อยออร่าเพียงครั้งเดียวให้พวกเขาได้ชม ทุกคนจะนอบน้อมต่อเขาในทันที ‘แบบนี้กระมัง ที่น่าจะเป็การกำราบคนที่มีความอวดดื้อ พูดเพียงอย่างเดียวคงจะไม่ได้ผลเท่าการทำให้เห็นจริง...ภายใน 3 สัปดาห์จากนี้พวกเขาจะต้องเปลี่ยนนิสัยให้น่าคบหามากยิ่งขึ้น การขู่ด้วยพลังของข้าคงเป็หนทางเดียวที่จะสยบความหยิ่งในตัวของพวกเขาลงได้’
**********
ปราณกลับมาถึงหมู่บ้านพยัคฆ์คำรามด้วยสีหน้าสดชื่นการเป็ยุวาจารย์ ถือเป็งานที่ยกระดับความสามารถและสถานะของเขาอย่างชัดเจนแต่คนในหมู่บ้านยังไม่มีใครรู้ว่าจากเด็กที่แค่เข้าไปเรียนในเมืองตอนนี้กลายเป็ผู้สอนลูกหลานบรรดามหาเสนาเ่าั้ไปแล้ว
ท่านลุงออกมานั่งเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้านดูทีท่าเหมือนรอคอยการกลับมาของเด็กน้อย “เป็ยังไงบ้างล่ะ?งานวันแรกของเ้า เด็กๆ เ่าั้ให้ความร่วมมืออย่างดีไหม?”
“ตอนแรกๆ ก็มีบ้างที่เขายังไม่ค่อยเชื่อแต่พอตอนหลัง ถึงไว้ใจข้าอย่างสนิทใจครับ”
“ฮ่าๆๆๆ แล้วเ้าทำยังไงล่ะท่านยุวาจารย์?”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ ท่านลุง....ท่านอย่าเรียกข้าแบบนี้สิครับข้าเขินแย่ แล้วก็ยังไม่ชินด้วย...”
“ฮ่าๆๆๆ ป่านนี้ตำแหน่งยุวาจารย์ของเ้าคงกลายเป็ข่าวไปทั่วทุกเมืองของอาณาจักรไชยครามแล้วกระมัง? ยังไงเสีย...เ้าก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เป็ตัวตนของเ้าแม้เ้าจะรู้สึกแปลกๆ ก็ตามเถอะ...ว่าแต่...เ้าใช้วิธีสยบเด็กๆเ่าั้ให้เชื่อฟังเ้าได้อย่างไร?”
“ข้าแสดงพลังฌานยุทธ์ให้พวกเขาเห็นครับแตกตื่นกันใหญ่ เหมือนเป็สิ่งใหม่ของพวกเขาพอเขาเห็นว่าข้าสามารถปล่อยพลังแสงออกจากฝ่ามือได้ ก็อยากที่จะเรียนรู้กับข้าแต่ข้ามีข้อแม้กับพวกเขาว่า ถ้าสอนให้แล้ว ก็ต้องใช้พลังฌานยุทธ์ในการปกป้องและช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่าหาไม่แล้ว...ข้านี่แหละ...จะจัดการกับพวกเขาเองแล้วข้าก็ปล่อยพลังะเิเนินดินใกล้ๆ ให้พวกเขาเห็นทุกอย่างก็เลยกลายเป็เื่ง่ายไปเลยครับ!”
“ผู้ที่แข็งแกร่งด้วยฌานยุทธ์และสมาธิจึงจะสามารถอยู่ในมหาพิภพอาเชียได้อย่างปลอดภัยดูท่าว่าคำกล่าวที่พูดกันมาเป็พันๆ ปี จะเป็เื่จริงเสมอข้ายินดีที่เ้าได้พวกพ้องมากขึ้น สิ่งที่เ้าสอนพวกเขาถูกต้องที่สุด!เมื่อมีพลังก็จงใช้ปกป้องและช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า”
“เออ...ท่านลุงครับเมื่อคืนมีคนมาลอบสังหารข้า”
ท่านลุงจับตัวเด็กน้อยหมุนไปมาสำรวจร่างกายอย่างเร่งรีบ “หา!!! แล้วเ้าาเ็ตรงไหนบ้าง?”
“ข้าไม่ได้าเ็อะไรหรอกครับจำได้ว่าตอนสู้กันครั้งสุดท้ายพลังฌานของข้าหมดสิ้น เป็ลมสลบไป ตื่นมาอีกทีอยู่อยู่บนที่นอนข้าคิดว่าฝันไป”
“เ้าไม่เป็อะไรมากก็ดีแล้ว ข้าก็โล่งใจ”โอบกอดเด็กน้อยในอ้อมแขนนึกถึงวันแรกที่เด็กปราณคนนี้มีน้ำใจและไม่เคยรังเกียจท่านลุงในชุดมอมแมมเลอะเทอะซ้ำยังแบ่งปันอาหารมาให้ท่านลุงในทุกๆ วัน ประกอบกับท่าทาง นิสัยใจคอที่แสดงให้เห็นว่า ถูกสั่งสอนมาอย่างดีในระดับหนึ่งทำให้เด็กคนนี้มีความแตกต่างจากเด็กในวัยเดียวกันและทุกวันนี้เขาก็ยิ่งแสดงความแตกต่างที่โดดเด่นและชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
“พอตอนเช้าข้าก็ไปพบท่านเ้าเมืองเห็นชายลึกลับสองคนที่ทำร้ายข้าเมื่อคืน นั่งสารภาพความผิดว่า มีคนสั่งให้เขาสองคนไปสังหารข้า”
“แล้วเ้ารู้ไหมว่าใครสั่ง?”
“ท่านสมุหเสนาแก่นนครครับ!”
“ไอ้สารเลว ทำแบบนี้กับเด็กได้ยังไง? มันเกินไปแล้ว!!!”ท่านลุงกำหมัดแน่น เืลมในกายพลุ้งพล่าน
“แต่ที่ข้าแปลกใจอีกอย่างคือชายสองคนนั้นบอกข้าว่า มีคนมาช่วยข้าไว้ เขาชื่อ...เอ่อ...เทพยุทธ์...เทพยุทธ์ครุฑพ่าห์ครับ!”
“เทพยุทธ์ครุฑพ่าห์ เทพยุทธ์ในตำนานงั้นหรือ?เขามาที่นี่ได้ยังไงกัน?”
“เื่นั้น ข้าก็ไม่ทราบเลยครับ แต่สองคนนั่นเป็ฝาแฝดมีฉายาว่าครุยุทธ์คู่มีดวงเดือน พอท่านสมุหาเสนาปรากฎตัว เราก็ไม่มีหลักฐานมากพอที่จะเอาผิดเขาข้าก็คิดว่ายังไงซะ ข้าก็มีชีวิตรอดแล้ว จึงไม่ได้ติดใจเอาความครุยุทธ์แฝดก็เลยบอกข้าว่าจะเลิกทำเื่แบบนี้ แล้วจะคอยปกป้องข้า”
“หา!!! มีเื่แบบนี้ด้วยหรือ? ไม่น่าเชื่อว่าเ้าจะสามารถทำให้ครุยุทธ์ยอมแพ้ได้โดยง่ายไม่เสียแรงที่ข้าได้สั่งสอนเ้า ดีมากๆ เ้าหนูปราณของข้า”
‘เ้าเด็กน้อยเอ้ยเ้าได้ใจคนที่หมายชีวิตเ้าถึงกับยอมเปลี่ยนใจมาปกป้องเ้าไม่น่าเชื่อว่าเ้าครุยุทธ์สองคนนั้นจะยอมก้มหัวให้เด็กน้อยคนนี้ อนาคตของอาณาจักรไชยครามคงอยู่ในมือของเ้าหนูน้อยปราณอย่างแน่นอน’
ท่านลุงให้ปราณฝึกฝนพลังฌานยุทธ์อย่างต่อเนื่องวันนี้ท่านลุงสอนให้เขารู้จักการควบคุมพลังฌานให้อยู่ในระดับลหุยุทธ์ให้นานที่สุดโดยให้ปลดปล่อยพลังวงแหวนสีม่วงให้ปรากฏออกมาตลอดการฝึกพลังหมัด ทั้งยังสอนการควบคุมระดับพลังให้มีความสม่ำเสมอและยืดระยะเวลาของการใช้พลังฌานให้นานขึ้นโดยนำข้อบกพร่องของเมื่อคืนมาพัฒนาจุดอ่อนตรงนี้
การต่อสู้เมื่อคืนเป็ผลดีประการหนึ่งที่เขาได้มีโอกาสต่อสู้อย่างแท้จริงเร็วกว่าปกติการก้าวะโพลังฌานยุทธ์ของปราณจึงเหนือกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเทียบไม่ได้
แน่นอนว่าการเข้าศึกษาในระดับฌานยุทธ์ขั้นต้นที่โรงเรียนมหรรณพาลัย ย่อมต้องมีฌานยุทธ์รุ่นเยาว์มากมายทั่วทั้งอาณาจักรมารวมตัวกันปราณอาจจะไม่ใช่เด็กที่เก่งที่สุด แต่อย่างน้อยๆการที่เขาแข็งแกร่งกว่าเด็กในวัยเดียวกัน จะทำให้การใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนประจำแห่งนี้มีความปลอดภัยมากขึ้น
ปิดท้ายการฝึกท่านลุงให้ทำสมาธิอานาปานสติ ซึ่งในขณะนี้ ปราณฝึกเพิ่มในระดับเวทนานุปัสสนา ๔ซึ่งสติจะเริ่มมีความละเอียดสามารถจับความรู้สึกได้ชัดเจนขึ้น ๑)หายใจเข้า-ออกรู้สึกถึงความปีติอิ่มอกอิ่มใจ ๒) หายใจเข้า-ออกรู้สึกถึงความสุข ๓)หายใจเข้า-ออกรู้กำหนดจิตในร่างกาย ๔) หายใจเข้า-ออกรู้กำหนดระงับจิต