ตอนที่ 2 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (9)
“ไม่สบายหรือ” หนานิจวินถาม
เหลียนเชวี่ยเงยมองหนานิจวิน คิ้วคมเฉียงั์ตาดั่งดวงดาราได้สัดส่วนยิ่งยวด เข้ากับนิสัยของเขาอย่างมาก ที่ผ่านมามันรู้สึกเพียงว่าน่ามอง อยากมองเพิ่มอีกสองสามครา ตอนนี้มันกลายร่างเป็คนแล้ว มีส่วนต่างๆ เพิ่มมากมาย สมองก็ฉลาดขึ้นมาก จู่ๆ ก็เข้าใจเื่แปลกใหม่ขึ้นมา...ตนคงชอบหนานิจวินเข้าแล้ว เป็ความชอบแบบรักใคร่เสน่หาอย่างในบทเพลง ความชอบที่พลิกฟ้าคว้าฝนอย่างในหนังสือภาพวังวสันต์[1]
เหลียนเชวี่ยที่คิดได้แล้วจู่ๆ ก็ใจกล้าขึ้นมา จ้องมองหนานิจวินพลางเอ่ยตอบ “หนานิจวิน ด้านล่างของข้าแข็งแล้ว”
“ไม่ใช่ปัญหา อีกเดี๋ยวก็หายไปเอง” หนานิจวินนั่งลงข้างๆ เหลียนเชวี่ย “ข้าสอนเ้าปรับลมปราณ”
เหลียนเชวี่ยไม่เพียงไม่อยากปรับลมปราณ หลังจากหนานิจวินนั่งอยู่ข้างตัวก็ยิ่งกระเหี้ยนกระหือรือมากขึ้น มันยังคงจ้องมองหนานิจวิน พลางถาม “หนานิจวินปรับลมปราณทุกครั้งเลยหรือ เคยทำกับคนอื่นหรือไม่”
“ไม่เคย”
คำตอบของหนานิจวินยังคงเฉียบขาดและเรียบง่าย เหลียนเชวี่ยกลับรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา คิดว่าเทพเซียนพันปีท่านนี้ไม่ประสีประสายิ่งกว่าปีศาจน้อยที่เพิ่งกลายร่างเป็มนุษย์อย่างตนเสียอีก พลางถามอย่างไม่ยอมลดละ “ไม่เคยสักครั้งเลยหรือ ต่อให้ไม่เคยหลังจากบรรลุเซียนแล้ว แต่เมื่อก่อนตอนยังเวียนว่ายตายเกิดเล่า คงต้องเคยบ้างกระมัง”
“เ้าไม่จำเป็ต้องหมกมุ่นกับเื่นี้มากเกินไป”
เหลียนเชวี่ยไม่ฟังคำสอนของหนานิจวิน ยังคงหมกมุ่นและถามต่อ “บรรลุเซียนแล้วก็สามารถเสพสังวาสได้กระมัง เซียนจำนวนมากก็มีคู่บำเพ็ญไม่ใช่หรือ บำเพ็ญคู่ไม่ใช่ว่ายิ่งเลื่อนขั้นพลังิญญาได้เร็วขึ้นหรือ เหตุใดหนานิจวินไม่หาคู่บำเพ็ญสักคนเล่า”
“หนวกหู” หนานิจวินไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลังจากนกตัวนี้พูดได้แล้วจะรับมือยากขนาดนี้
คำถามติดกันเป็พรวนของตนล้วนไม่ได้รับคำตอบสักนิด เหลียนเชวี่ยหุบปากไปชั่วขณะแล้วจ้องมองหนานิจวิน หนานิจวินมองเหลียนเชวี่ยปราดหนึ่งแล้วหลับตาลง คล้ายจะนั่งสมาธิต่อ
เหลียนเชวี่ยมองหนานิจวินอีกพักหนึ่ง หัวใจเต้นตึกตักไม่เป็ส่ำขึ้นเรื่อยๆ มันอดกล่าวไม่ได้ “หนานิจวิน ข้าชอบท่าน พวกเราบำเพ็ญคู่ด้วยกันได้หรือไม่”
หนานิจวินไม่ได้เอะอะโวยวายอะไร ทำเพียงลืมตาขึ้น แต่เหลียนเชวี่ยสังเกตเห็นว่าั์ตาของเขาเบิกขยายขึ้นเฉียบพลัน ริมฝีปากก็ไหวขยับเบาๆ ตนทำให้หนานิจวินใหรือ หลังจากสังเกตเห็นอารมณ์ความรู้สึกเล็กน้อยของท่านเซียนหน้าตาย เหลียนเชวี่ยรู้สึกนึกครึ้ม ถึงกับอดใจไม่ไหวยิ้มให้หนานิจวิน เค้นถามประโยคเดิมอีกครั้งอย่างหน้าไม่อาย “หนานิจวินอยากบำเพ็ญคู่กับข้าหรือไม่”
“ไม่อยาก” หนานิจวินหลับตาเริ่มปรับลมปราณอีกครั้ง
“ทำไมหรือ”
“การบำเพ็ญเพียรของข้ายึดจิตผ่องใสไร้กิเลสเป็หลัก”
“หากข้าไม่อาจทำจิตผ่องใสไร้กิเลสได้จะทำอย่างไรเล่า”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับชะตากรรมของตัวเ้าเอง”
สิ่งที่ตอบได้หนานิจวินล้วนตอบหมดแล้ว เหลียนเชวี่ยไม่ได้คำตอบที่ตน้าแต่กลับหมดคำถามจะถามแล้ว หลังจากจับจ้องและมองหนานิจวินอีกสักพัก ตระหนักได้ว่าตนไม่อาจมองได้อีกแล้ว เพราะท่อนล่างปวดจนอึดอัด
เหลียนเชวี่ยเม้มปากอย่างจนปัญญา ลงจากเตียงเดินย่องปลายเท้าออกไปข้างนอก ร่างกายใหม่เอี่ยมนี้ยังเดินเหินไม่คล่องตัวมากนัก ระยะทางเพียงนิดเดียวกลับอืดอาดนานค่อนวัน ไม่ง่ายเลยกว่าจะมาถึงหน้าประตู และพบกับต้วนเฟิงและสือหนิงที่กำลังเดินเข้ามาพอดี
ทั้งคู่เห็นคนแปลกหน้าสวมเสื้อผ้าของหนานิจวิน ซ้ำยังเดินออกจากห้องของเขาอย่างคล่องมือคล่องเท้า ย่อมรู้สึกว่าแปลกจึงมองแล้วมองอีก เหลียนเชวี่ยเห็นอาการข้องใจบนใบหน้าของทั้งคู่ก็รู้สึกนึกสนุก ก่อนเท้าเอวหัวเราะใส่พวกเขา “ทำไม จำข้าไม่ได้แล้วหรือ”
“เ้านกอ้วน?!” สือหนิงโพล่งอุทาน ยื่นมือมาบีบใบหน้าเหลียนเชวี่ย “ในที่สุดเ้าก็บำเพ็ญเพียรจนมีร่างมนุษย์แล้ว! แต่ทำไมผอมขนาดนี้ได้เล่า คิดว่าเ้าจะกลายเป็เ้าอ้วนเตี้ยเสียอีก!”
“เดิมข้าก็ไม่ได้อ้วน!” เหลียนเชวี่ยปัดมือสือหนิงออกอย่างรังเกียจ “ที่ดูเหมือนอ้วนกลมเป็เพราะขนต่างหาก! ต่อไปก็ห้ามเรียกข้าว่าเ้านกอ้วนแล้ว!” ในที่สุดเหลียนเชวี่ยก็พูดได้ มันบ่นสือหนิงอุบอิบอยู่พักใหญ่
ต้วนเฟิงสงบนิ่งเสมอมา รอจนเหลียนเชวี่ยบ่นเสร็จจึงเอ่ยถามเนิบนาบ “แล้วเ้ามีชื่อหรือยัง”
“ข้าชื่อเหลียนเชวี่ย[2]!” เหลียนเชวี่ยตอบโดยไม่ลังเล “หนานิจวินเรียกข้าว่าเหลียนเชวี่ยมาโดยตลอดไม่ใช่หรือ มีแต่พวกเ้าสองคนที่เอาแต่เรียกข้าว่าเ้านกอ้วนๆ ทั้งวัน!”
สือหนิงแย้ง “เหลียนเชวี่ยถือเป็ชื่อแซ่ที่ไหนกัน หนานิจวินเรียกเ้าว่าเหลียนเชวี่ยเพราะเ้าเป็นกปีกเพลิงต่างหาก”
“เื่ที่เ้าเป็นกปีกเพลิงซื่อเฉินจวินก็เป็คนบอก” ต้วนเฟิงกล่าวเสริม “ก่อนหน้านั้นหนานิจวินก็บอกแค่ว่าเ้าเป็นกเฉยๆ”
คำบ่นของเหลียนเชวี่ยเมื่อครู่ล้วนเป็การแสร้งบ่น หลังจากได้ยินเื่ชื่อแซ่ก็ร้อนรนขึ้นมาจริงๆ “พวกเ้าพูดเหลวไหล! ข้าเป็นกปีกเพลิงเทา หนานิจวินเรียกข้าว่าเหลียนเชวี่ย นั่นเท่ากับตั้งชื่อให้ข้าแล้ว! ไม่เชื่อลองไปถามหนานิจวินดูสิ!”
ไม่ต้องให้เด็กซนสามคนนี้มาถาม หนานิจวินก็ได้ยินนานแล้ว
แม้แต่หนานิจวินที่บำเพ็ญเพียรพันปีก็ถูกเื่ ‘บำเพ็ญคู่’ ของเหลียนเชวี่ยเมื่อครู่นี้ทำเอาใ ถูกเค้นถามจนอึดอัดได้แต่เอาการนั่งสมาธิมาเป็ข้ออ้างไม่สนใจเหลียนเชวี่ย แต่ยังไม่ทันเข้าสมาธิก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้นั่งสมาธิไปแล้ว ซ้ำใกล้จะถึงเวลาสอนตำราให้แก่ต้วนเฟิงและสือหนิง ดังนั้นหลังจากเหลียนเชวี่ยออกไป หนานิจวินก็จัดระเบียบเสื้อผ้าและเดินออกมาข้างนอก แล้วบังเอิญพบว่าทั้งสามคนกำลังทะเลาะกัน
“หากเ้าไม่รังเกียจก็ชื่อเหลียนเชวี่ย แต่ถ้าอยากใช้ชื่ออื่นแน่นอนว่าย่อมได้เช่นกัน” หนานิจวินชิงตอบคุมสถานการณ์ก่อน ไม่รอให้เหลียนเชวี่ยเอ่ยถามก็ชิงตอบก่อน จะว่าไปก็แปลก ทั้งมนุษย์ เซียน ปีศาจ และมารมากมายขนาดนั้นล้วนเคยหาเื่เดือดร้อนมาให้หนานิจวิน แต่หนานิจวินไม่เคยรู้สึกว่าใครรับมือยากมาก่อน ทว่าเหตุใดนกที่เพิ่งพูดได้ตัวนี้จึงทำให้เขาปวดหัวเช่นนี้เล่า
ถึงขั้นหลังจากเลิกเรียน เหลียนเชวี่ยตามสือหนิงและต้วนเฟิงลงจากเขาไปหาช่างตัดเสื้อทำอาภรณ์ให้แล้ว หนานิจวินยังกลุ้มใจอย่างอธิบายไม่ถูกอยู่หน้าโต๊ะเพียงลำพัง...หากนกตัวนี้กลับมาแล้วเอ่ยถึงเื่บำเพ็ญคู่อีกจะทำอย่างไร
หนานิจวินคิดวิธีรับมือไม่ออก ยิ่งไม่คิดถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เขาไม่มีเวลาว่างคิดมากเื่เหลียนเชวี่ยอีกต่อไปเช่นกัน...จอมมารจะมาเกิดในโลกมนุษย์อีกแล้ว
เชิงอรรถ
พานพบนกน้อยเพียงครั้ง ร้อยเหนี่ยวรั้งวาสนา
https://www.readawrite.com/a/7a0a472f9d29295f17d942e22e294ae9